
อดีตกรรมการ กสทช. ให้การต่อศาลปกครอง กรณี “หมอสรณ” ประกอบวิชาชีพแพทย์และได้รับค่าตอบแทนหลังเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. ศาลปกครองกลางนัดพิจารณาคดีและอ่านคำพิพากษา 25 ก.ย.นี้
จับตาวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก เวลา 11.00 น. และนัดอ่านคำพิพากษาเวลา 15.00 น. ในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หรือ หมอสรณ ประธาน กสทช. ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น โดยศาลได้ไต่สวนคู่กรณีนานกว่า 3 ชั่วโมงเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา
คดีดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครองกลาง หลังเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น และให้รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาไว้พิจารณา โดยการรับคำฟ้องดังกล่าวเป็นการเปิดทางให้ศาลพิจารณาข้อพิพาทในเนื้อหาคดี ใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติหรือไม่ และกรรมการสรรหามีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่
“หมอประวิทย์” ชี้ หมอสรณ ยังรับค่าตอบแทนแพทย์
นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. ซึ่งเข้าให้การในฐานะพยานฝ่ายคณะกรรมการสรรหา ระบุว่า ศาลปกครองกลางเรียกเข้าไปเป็นพยาน เนื่องจากกรรมการสรรหามีการอ้างถึงตน ซึ่งเคยเป็นแพทย์และเคยผ่านกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งกรรมการ กสทช. มาก่อน โดยในช่วงที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. ต้องลาออกจากตำแหน่งเดิมและการประกอบอาชีพที่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตาม มาตรา 8 (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
ทั้งนี้ นพ.ประวิทย์ ให้การในศาลว่า “…แม้ผู้ฟ้องคดี (นพ.สรณ) จะลาออกจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังคงได้รับค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพแพทย์แบบรายชั่วโมงจากโรงพยาบาล จึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีมิได้ลาออกจากการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 8 (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ…”
นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามจากคำพิพากษาครั้งนี้มีทั้งเรื่องอำนาจและองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา ตลอดจนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะการทำงานและการได้รับค่าตอบแทนของ นพ.สรณ ซึ่งคู่กรณีมีข้อโต้แย้งแตกต่างกัน ดังนั้น จึงต้องรอคำวินิจฉัยของศาลเป็นที่สุดว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวจะนำไปสู่ผลอย่างไร
“โดยหลักต้องรอคำพิพากษาของศาล หากคำพิพากษามีความชัดเจน ก็จะช่วยปลดล็อกปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนผลในทางกฎหมายว่าจะพ้นจากตำแหน่งทันทีหรือไม่ มีผลตั้งแต่เมื่อใด และจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้หรือไม่ ต้องรอคำตัดสินของศาลในวันที่ 25 กันยายนนี้” นพ.ประวิทย์ กล่าว
คำพิพากษาถูกจับตา หลังบอร์ด กสทช. สะดุด
ความชัดเจนจากคำพิพากษาครั้งนี้จะมีความสำคัญต่อการเดินหน้าทำงานของ กสทช. เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเกิดปัญหาการประชุมบอร์ดและมีวาระสำคัญเกือบ 200 เรื่องที่รอการพิจารณา
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรรมการ กสทช. ที่เหลือไม่สามารถจัดประชุมได้และทำให้การประชุมบอร์ดล่มมากกว่า 10 ครั้ง เนื่องจากสำนักงาน กสทช. ยังคงถือว่า นพ.สรณ ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. อยู่ ขณะที่ข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติอยู่ในกระบวนการของศาล ดังนั้น สิ่งสำคัญในขณะนี้คือทำอย่างไรให้การประชุมและการทำงานของ กสทช. สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ปล่อยให้ปัญหาภายในส่งผลต่อภารกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชน
สำหรับวาระที่รอการขับเคลื่อนมีทั้งการเปลี่ยนผ่านการใช้คลื่นซีแบนด์ (C-Band) ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการดาวเทียม โทรทัศน์ โทรคมนาคม และประชาชนที่รับชมโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านกิจการวิทยุและใบอนุญาตที่กำลังจะครบกำหนด ตลอดจนทิศทางกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลในช่วงต่อไป
ดังนั้น คำพิพากษาของศาลปกครองกลางในวันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น. จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่จะสร้างความชัดเจนต่อข้อพิพาทเรื่องคำวินิจฉัยคุณสมบัติของประธาน กสทช. และอาจมีผลต่อการคลี่คลายภาวะติดขัดในการทำงานขององค์กรกำกับดูแลที่มีภารกิจโดยตรงต่อสิทธิของผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม กิจการโทรทัศน์ และกิจการกระจายเสียง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง



