Ribbon

สภาผู้บริโภค คว้ารางวัลด้าน สิทธิมนุษยชน ดีเด่น ปี 69 พลังประชาชนสู่การคุ้มครองสิทธิ

Getting your Trinity Audio player ready...
สภาผู้บริโภค คว้ารางวัลด้าน สิทธิมนุษยชน ดีเด่น ปี 69 พลังประชาชนสู่การคุ้มครองสิทธิ

สภาผู้บริโภค ได้รับคัดเลือกให้เป็นองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในประเภทองค์กร สะท้อนความสำคัญของการทำงานเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน ทั้งการรับเรื่องร้องเรียน ช่วยเหลือและเยียวยาผู้บริโภค การดำเนินคดี ตลอดจนการผลักดันนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 กสม. ได้ประกาศผลการคัดเลือกบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 รวม 7 รางวัล แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทบุคคล กลุ่มบุคคล และเครือข่าย ประเภทองค์กร ประเภทสื่อมวลชน และประเภทโครงการหรืองานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อยกย่องผู้ที่อุทิศตนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และเผยแพร่ผลงานให้เป็นแบบอย่างแก่สังคม โดยสภาผู้บริโภคได้รับการคัดเลือกในประเภทองค์กร

จากการต่อสู้กว่า 20 ปี สู่การมีองค์กรตัวแทนผู้บริโภค

เบื้องหลังการก่อตั้งสภาผู้บริโภคไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากการต่อสู้ของเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคมายาวนานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่เริ่มวางหลักการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ก่อนที่ภาคประชาชนกว่า 13,000 คน จะร่วมเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค แม้ความพยายามในช่วงแรกจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่เครือข่ายผู้บริโภคยังคงผลักดันอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 46 รับรองสิทธิในการรวมตัวจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคที่มีความเป็นอิสระ และนำไปสู่การประกาศใช้พระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 โดยมีองค์กรผู้บริโภค 152 แห่งได้ร่วมกันริเริ่มจัดตั้งสภาผู้บริโภค และมีประกาศจัดตั้งในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการมีองค์กรตัวแทนผู้บริโภคระดับประเทศที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ

การทำงานของสภาผู้บริโภคคือการทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่เพียงรับเรื่องร้องเรียนหรือประสานแก้ไขปัญหาเฉพาะราย แต่ยังมีบทบาทตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอแนะนโยบาย และดำเนินคดีเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการถ่วงดุลและผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อสิทธิของประชาชน

จากหนึ่งเรื่องร้องเรียนสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบ

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้พัฒนากลไกช่วยเหลือประชาชนผ่านองค์กรสมาชิก หน่วยงานประจำจังหวัด และเครือข่ายผู้บริโภคในพื้นที่ โดยนำข้อมูลเรื่องร้องเรียนมาวิเคราะห์เพื่อค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำและส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ก่อนนำไปสู่การประสานหน่วยงานกำกับดูแล การดำเนินคดี และการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 สภาผู้บริโภครับเรื่องร้องเรียนกว่า 23,000 เรื่อง สามารถยุติเรื่องร้องเรียนได้ร้อยละ 81 และช่วยให้ผู้บริโภคได้รับการเยียวยาความเสียหายกว่า 174 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นผลการทำงานที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรับฟังปัญหา แต่ยังมุ่งให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือและความเป็นธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวคือกระบวนการทำงานตั้งแต่การรับฟังและตรวจสอบข้อเท็จจริง การรวบรวมพยานหลักฐาน การเจรจาไกล่เกลี่ย การประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการใช้กระบวนการทางกฎหมายในกรณีที่จำเป็น โดยมีเป้าหมายไม่เพียงช่วยเหลือผู้ร้องเรียนแต่ละราย แต่ยังป้องกันไม่ให้ผู้บริโภครายอื่นต้องเผชิญปัญหาเดียวกัน

ผลักดันนโยบายลดภาระค่าเดินทาง คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค

นอกจากการช่วยเหลือผู้บริโภครายกรณี สภาผู้บริโภคยังมีบทบาทผลักดันนโยบายที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพและบริการสาธารณะ อาทิ การผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อลดภาระค่าเดินทางและทำให้ประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งผลจากการขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรัฐบาลมีมติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 อนุมัติมาตรการค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้า กำหนดค่าแรกเข้าไม่เกิน 17 บาท และค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว เริ่มวันที่ 1 มกราคม 2570

ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคยังเดินหน้าคุ้มครองสิทธิประชาชนในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะ การยื่นฟ้องบริษัทเมตา (Meta) ผู้ให้บริการเฟซบุ๊ก (Facebook) จากปัญหาการปล่อยให้มิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มหลอกลวงประชาชนจนสูญเสียทรัพย์สิน เพื่อผลักดันให้แพลตฟอร์มดิจิทัลร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงฝ่ายเดียว ควบคู่กับการผลักดันมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจากการซื้อสินค้าออนไลน์ การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงการคุ้มครองผู้บริโภคเข้ากับสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต และมุ่งสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนในระยะยาว

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การคุ้มครองสิทธิด้านโทรคมนาคม โดยสภาผู้บริโภคเดินหน้าคัดค้านการควบรวมกิจการทรู–ดีแทค ซึ่งส่งผลต่อการแข่งขันในตลาด ทางเลือกของผู้บริโภค และอัตราค่าบริการ พร้อม ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของมติ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมกิจการ ซึ่งเป็นคดีสำคัญที่ยังต้องติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคยังทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อย่างเข้มแข็ง เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้ผู้บริโภคได้รับบริการโทรคมนาคมที่มีคุณภาพ ในราคาที่เป็นธรรม และมีทางเลือกในการใช้บริการอย่างแท้จริง

รางวัลที่สะท้อนว่า “สิทธิผู้บริโภค” คือ สิทธิมนุษยชน

การได้รับรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนในปี 2569 จึงสะท้อนบทบาทของสภาผู้บริโภคที่มากกว่าการเป็นองค์กรรับเรื่องร้องเรียน แต่เป็นกลไกภาคประชาชนที่เชื่อมโยงปัญหาในชีวิตประจำวันเข้ากับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งสิทธิในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สิทธิในการเข้าถึงสินค้าและบริการที่ปลอดภัย สิทธิในการได้รับความเป็นธรรม และสิทธิในการเรียกร้องการเยียวยาเมื่อได้รับความเสียหาย

รางวัลครั้งนี้ยังสะท้อนความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรผู้บริโภค เครือข่ายภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เสียงของผู้บริโภคถูกนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และเป็นแรงขับเคลื่อนให้สภาผู้บริโภคเดินหน้าปกป้องสิทธิของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม