Ribbon

ยื่นนายกฯ ทบทวน กฎหมายภาษีบาป 4 ฉบับ กระทบสิทธิประชาชน

ยื่นนายกฯ ทบทวน กฎหมายภาษีบาป 4 ฉบับ กระทบสิทธิประชาชน

ท่ามกลางกระแสคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จากเงินภาษีสุราและยาสูบมาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดเสียงประชาชนส่วนใหญ่ในการแสดงความคิดเห็นที่จัดโดยรัฐสภาไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขนี้ ล่าสุดสภาผู้บริโภค ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ขอให้ทบทวนและเสนอให้หน่วยงานด้านการคลังที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้ความเห็น ก่อนนายกรัฐมนตรีให้คำรับรองร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน 4 ฉบับ ซึ่งเสนอเปลี่ยนแหล่งรายได้ของกองทุน 3 แห่งและไทยพีบีเอส

อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า การพิจารณาเปลี่ยนแหล่งรายได้ของหน่วยงานสาธารณะจำเป็นต้องมองให้ครบทุกมิติ ทั้งเหตุผลด้านวินัยการเงินการคลัง และผลที่จะเกิดกับบริการที่ประชาชนได้รับ โดยเฉพาะความต่อเนื่องในการดำเนินงานของหน่วยงานที่มีภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ

จี้หน่วยงานด้านการคลังพิจารณาก่อนรับรอง

หนังสือของสภาผู้บริโภคเสนอให้ส่งร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับให้คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐพิจารณาให้ความเห็น และเสนอให้ส่งร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทุน 3 แห่ง ได้แก่ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ให้คณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ พร้อมขอข้อมูลจากกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ เพื่อให้การพิจารณาครอบคลุมทั้งข้อกฎหมายและผลกระทบทางการคลัง

เหตุผลสำคัญคือ ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับเข้าลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ซึ่งต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลด้านวินัยการเงินการคลังที่นำมาใช้อ้างประกอบร่างกฎหมายควรได้รับการกลั่นกรองตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะมาตรา 26 ประกอบบทเฉพาะกาลมาตรา 82

สภาผู้บริโภคยังขอให้ตรวจสอบว่า คณะกรรมการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยพิจารณาหรือให้ความเห็นต่อร่างกฎหมายเหล่านี้แล้วหรือไม่ และหากยังไม่เคยพิจารณา จะสามารถส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นก่อนนายกรัฐมนตรีลงนามให้คำรับรองได้อย่างไร

4 ร่างกฎหมาย เปลี่ยนแหล่งรายได้ของหน่วยงานสาธารณะ

สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับที่สส.ฝ่ายรัฐบาล เสนอให้มีการแก้ไข ประกอบด้วย 1) ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 2) ร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ 3) ร่างพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย และ 4) ร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส

สาระสำคัญของร่างกฎหมายคือการเปลี่ยนแหล่งรายได้จากเงินบำรุงที่เกี่ยวข้องกับภาษีสุราและยาสูบเป็นเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยผู้เสนอร่างกฎหมายอ้างเหตุผลเกี่ยวกับวินัยการเงินการคลังของรัฐ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐ ภาระด้านงบประมาณในอนาคต และความต่อเนื่องในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ จึงควรมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างรอบด้านก่อนเดินหน้าตามกระบวนการทางกฎหมาย

อดิศักดิ์ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่ต้องพิจารณาควบคู่กับการการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ว่า การจัดหาแหล่งเงินรูปแบบใหม่ ภายใต้การจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐที่มีจำกัด ต้องคำนึงถึงความเพียงพอและความต่อเนื่องของงบประมาณด้วย เพราะบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ การกีฬา และสื่อสาธารณะ ล้วนเกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ

เงินมาจากไหน ใครรับภาระ และบริการจะต่อเนื่องหรือไม่

อีกประเด็นสำคัญคือแนวทางบริหารรายได้หลังเปลี่ยนแหล่งเงิน โดยเฉพาะการนำรายได้ส่งคลัง การจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานทั้ง 4 แห่งในอนาคต และความเป็นไปได้ในการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อชดเชยเงินบำรุงที่ยกเลิก

สภาผู้บริโภคจึงขอให้ชี้แจงว่า มีการจัดทำประมาณการรายได้ที่จะจัดเก็บเพิ่มเติม รวมถึงประเมินผลกระทบต่อภาระภาษี ราคาสินค้า และภาระงบประมาณในระยะยาวแล้วหรือไม่ เนื่องจากการเปลี่ยนแหล่งรายได้อาจมีผลทั้งต่อการบริหารเงินของรัฐและค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องรับภาระ

สำหรับกองทุนทั้ง 3 แห่ง ยังต้องพิจารณาผลต่อฐานะการเงิน เงินสะสม ภาระผูกพัน ตลอดจนความต่อเนื่องในการดำเนินภารกิจ รวมถึงมาตรการรองรับในช่วงเปลี่ยนผ่านและหลักประกันว่าเงินทุนจะเพียงพอต่อการดำเนินงานในอนาคต

อดิศักดิ์เน้นย้ำในประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคว่า การพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเงินของหน่วยงานสาธารณะต้องไม่หยุดอยู่เพียงการเลือกแหล่งรายได้ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าระบบการเงินใหม่จะทำให้หน่วยงานดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ และจะส่งผลต่อบริการที่ประชาชนพึ่งพาอย่างไร

สภาผู้บริโภคจึงขอให้นายกรัฐมนตรีทบทวนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ และให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องพิจารณาข้อกฎหมายกับผลกระทบทางการคลังอย่างครบถ้วนก่อนให้คำรับรอง เพื่อให้การตัดสินใจมีข้อมูลรองรับรอบด้าน ทั้งด้านวินัยการเงินการคลัง ความมั่นคงของแหล่งรายได้ และประโยชน์สาธารณะที่ผู้บริโภคควรได้รับอย่างต่อเนื่อง

เสียงไม่เห็นด้วยเกินครึ่งทุกฉบับ จากผลรับฟังความคิดเห็น

นอกจากนี้ ข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปิดรับเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 พบว่า ผู้แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับมีสัดส่วนเกินครึ่งในทุกฉบับ ได้แก่

  • ร่างกฎหมายเกี่ยวกับ สสส. มีผู้ไม่เห็นด้วยประมาณ 76,706 ราย จากผู้แสดงความคิดเห็น 85,734 ราย คิดเป็น 89.47%
  • ร่างกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนผู้สูงอายุ มีผู้ไม่เห็นด้วยประมาณ 12,677 ราย จาก 17,337 ราย คิดเป็น 73.12%
  • ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการกีฬาแห่งประเทศไทย มีผู้ไม่เห็นด้วยประมาณ 10,557 ราย จาก 15,552 ราย คิดเป็น 67.88%
  • ร่างกฎหมายเกี่ยวกับไทยพีบีเอส มีผู้ไม่เห็นด้วยประมาณ 90,230 ราย จาก 124,593 ราย คิดเป็น 72.42%

อดิศักดิ์ ระบุว่า แม้ผลรับฟังความคิดเห็นจะมีผู้ไม่เห็นด้วยเกินครึ่งในร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ แต่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 เสียงคัดค้านไม่ได้ทำให้ร่างกฎหมายต้องยุติลงโดยอัตโนมัติ แต่เป็นข้อมูลที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาควบคู่กับผลกระทบที่อาจเกิดจากร่างกฎหมายด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง