Ribbon

สภาประชาชน ค้านแก้กฎหมาย 4 ฉบับ รื้องบกระทบประชาชน

สภาประชาชนค้าน แก้กฎหมาย 4 ฉบับ รื้องบกระทบประชาชน

การเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และกองทุนผู้สูงอายุ กำลังสร้างความกังวลต่อภาคประชาชน เนื่องจากอาจกระทบต่อความเป็นอิสระขององค์กรสาธารณะ ขาดความต่อเนื่องของการดำเนินงาน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 เครือข่ายภาคประชาชนจากหลายภูมิภาคจัด เวทีตรวจสอบอำนาจรัฐโดยประชาชน “สภาประชาชนอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกรณีแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ”  พร้อมแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ และเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนข้อเสนอแก้ไขกฎหมายยกเลิกเงินบำรุงที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ หรือ Earmarked Tax ซึ่งปัจจุบันจัดสรรให้ สสส. ร้อยละ 2, Thai PBS ร้อยละ 1.5, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ร้อยละ 2 และกองทุนผู้สูงอายุ ร้อยละ 2 ภายใต้เงื่อนไขและเพดานตามกฎหมาย รวมประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อปี และเปลี่ยนให้ทั้ง 4 องค์กรและกองทุนพึ่งพางบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน เนื่องจากกังวลว่าจะนำไปสู่การรวมศูนย์อำนาจด้านงบประมาณและลดบทบาทของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนงานเพื่อสังคม

สภาประชาชนออกมติ 5 ข้อ เรียกร้องนายกรัฐมนตรีทบทวนร่างกฎหมาย

จากข้อกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เวทีสภาประชาชนจึงมีมติร่วมกัน 5 ข้อ เพื่อเสนอแนวทางต่อรัฐบาล ได้แก่

  1. ขอให้นายกรัฐมนตรีทบทวนและพิจารณาไม่รับรองร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ เนื่องจากอาจกระทบต่อการสร้างเสริมสุขภาพและหลักประกันการเข้าถึงสื่อสาธารณะของประชาชน
  2. ศึกษาแนวทางปรับปรุงและพัฒนาทั้ง 4 องค์กรและกองทุน ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม
  3. คงระบบภาษีจัดสรรเฉพาะ (Earmarked Tax) เพื่อรักษาความเป็นอิสระและความต่อเนื่องของภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  4. ใช้กลไกตรวจสอบตามกฎหมายที่มีอยู่ ในการกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ
  5. เร่งผลักดันกฎหมายกระจายอำนาจและรับรองสิทธิชุมชน โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินและทรัพยากร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

เสี่ยงถูกแทรกแซงจากการเมือง

นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้แทนสภาประชาชน ด้านกฎหมาย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะไปลดภาระเงินบำรุงของผู้ประกอบธุรกิจสุราและยาสูบที่ต้องจ่ายเพิ่มปีละประมาณ 14,000 ล้านบาท แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้องค์กรสาธารณะต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านงบประมาณ ซึ่งขึ้นอยู่กับการจัดสรรของรัฐบาลในแต่ละปี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการแทรกแซงทางการเมือง โดยเฉพาะไทยพีบีเอส หากต้องของบประมาณจากภาครัฐ ก็ไม่สามารถเป็นอิสระจากการเมืองได้ และกลายเป็นสื่อของรัฐอีกช่องหนึ่ง

ทั้งนี้ การอ้าง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ทำให้ภาคประชาชนตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เนื่องจาก มาตรา 82 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล ได้รองรับการจัดเก็บรายได้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะตามกฎหมายที่มีอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งระบบจัดสรรรายได้ลักษณะนี้ยังมีอยู่ในภารกิจอื่นของรัฐ รวมถึงการจัดสรรรายได้ให้ท้องถิ่น จึงเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงเลือกปรับเปลี่ยนเฉพาะ 4 องค์กรและกองทุนนี้ และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการคลังได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนยังโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ว่า สสส. ใช้งบประมาณโดยขาดธรรมาภิบาลและตรวจสอบไม่ได้ โดยชี้ว่า สสส. มีกลไกกำกับดูแลหลายระดับ ตั้งแต่การอนุมัติโครงการ การติดตามผลและตรวจสอบการเบิกจ่าย ไปจนถึงการตรวจสอบบัญชีทั้งภายในและภายนอก รวมถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตลอดจนมีคณะกรรมการกำกับดูแลที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

ภาคประชาชนจึงย้ำว่า ความเป็นอิสระขององค์กรสาธารณะไม่ได้หมายถึงการปราศจากการตรวจสอบ แต่หมายถึงการดำเนินงานโดยไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มทุน การรักษาวินัยการคลังจึงควรมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย ป้องกันการทุจริต และพัฒนากลไกตรวจสอบให้โปร่งใสยิ่งขึ้น มากกว่าการเปลี่ยนแหล่งรายได้ที่อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ

หวั่นงานป้องกันโรคสะดุด เพิ่มภาระค่ารักษาระยะยาว

ด้านเครือข่ายภาคประชาชนด้านสุขภาพ ได้แสดงความกังวลสำคัญจากการแก้ไขกฎหมาย คือ ผลกระทบต่องานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของ สสส. ซึ่งมีบทบาทสนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชนและชุมชนทั่วประเทศในการลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ ทั้งการบริโภคสุราและยาสูบ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และอุบัติเหตุทางถนน รวมถึงการแก้ไขปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่

การดำเนินงานเหล่านี้มุ่งป้องกันปัญหาสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยและภาระค่ารักษาพยาบาลในระยะยาว หากงบประมาณขาดความต่อเนื่อง อาจทำให้โครงการป้องกันโรคสะดุด และเพิ่มภาระให้ระบบสาธารณสุขต้องใช้งบประมาณในการรักษาผู้ป่วยมากขึ้น แทนที่จะลงทุนป้องกันโรคตั้งแต่แรก

นอกจากนี้ ผลกระทบยังอาจขยายไปถึงเครือข่ายชุมชนที่ทำงานแก้ไขปัญหาเฉพาะพื้นที่ ทั้งฝุ่น PM2.5 สารพิษในแม่น้ำ การจัดการขยะ และการรับมือภัยพิบัติ ตลอดจนการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก เยาวชน กลุ่มชาติพันธุ์ และคนไร้สัญชาติ ซึ่งอาจเข้าถึงเงินสนับสนุนได้ยากขึ้น หากต้องดำเนินงานผ่านระบบงบประมาณราชการตามปกติ

เมื่อสื่อสาธารณะต้องพึ่งงบรัฐบาล ใครจะตรวจสอบผู้มีอำนาจ

นอกจากประเด็นสุขภาพแล้ว การเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส ยังทำให้เกิดคำถามสำคัญถึงอนาคตของสื่อสาธารณะ ซึ่งมีหน้าที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นอิสระ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐและกลุ่มทุนได้

ความแตกต่างระหว่างสื่อสาธารณะกับสื่อของรัฐอยู่ที่หลักการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยไม่ถูกกำหนดทิศทางจากฝ่ายการเมืองหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจ

การมีแหล่งรายได้ที่กำหนดไว้โดยเฉพาะจึงเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยสนับสนุนความเป็นอิสระของไทยพีบีเอส โดยเฉพาะการทำข่าวเชิงสืบสวน การตรวจสอบการใช้งบประมาณรัฐ และการนำเสนอประเด็นที่อาจกระทบต่อผู้มีอำนาจ

หากเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ย่อมเกิดข้อกังวลว่าการพิจารณาจัดสรรงบประมาณอาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันต่อการทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะ แม้ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการแทรกแซงขึ้นโดยอัตโนมัติก็ตาม

สิ่งที่อาจสูญเสียไปจึงไม่ใช่เพียงความเป็นอิสระขององค์กรสื่อ แต่รวมถึงพื้นที่สื่อสารของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีโอกาสเข้าถึงสื่อกระแสหลักอย่างจำกัด

ตัวอย่างที่ถูกนำเสนอในเวที ได้แก่ การรายงานปัญหาสิทธิชุมชน ผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในภาคใต้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และกรณีชาวมอแกนกับคนไร้รัฐบนเกาะพยาม จังหวัดระนอง ที่การสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะช่วยให้ปัญหาของชุมชนได้รับความสนใจและนำไปสู่การช่วยเหลือ

ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับสิทธิของประชาชนในการได้รับข้อมูลข่าวสารที่รอบด้าน รวมถึงโอกาสในการส่งเสียงสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเอง

กีฬาและผู้สูงอายุอาจได้รับผลกระทบจากงบประมาณที่ไม่แน่นอน

สำหรับกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การเปลี่ยนแหล่งรายได้อาจกระทบต่อการวางแผนพัฒนานักกีฬา การสนับสนุนกีฬาอาชีพ ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายและการเข้าถึงกีฬาของประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยงบประมาณที่ต่อเนื่อง

ขณะที่กองทุนผู้สูงอายุมีบทบาทสนับสนุนการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ การขาดความแน่นอนด้านงบประมาณอาจส่งผลต่อการวางแผนโครงการและการจัดสรรความช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งสองกองทุนจึงอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากการแข่งขันเพื่อรับการจัดสรรงบประมาณร่วมกับภารกิจอื่นของรัฐ ซึ่งอาจทำให้การสนับสนุนด้านกีฬาและการดูแลผู้สูงอายุขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญของนโยบายในแต่ละปีมากขึ้น

ห่วงรวมศูนย์อำนาจ ลดบทบาทประชาชน

อีกหนึ่งข้อกังวลที่เชื่อมโยงการแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับเข้าด้วยกัน คือ แนวโน้มการรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจด้านงบประมาณกลับไปอยู่ที่รัฐบาล ซึ่งอาจทำให้ภาคประชาชนมีพื้นที่ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาสังคมลดลง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์กรและกองทุนสาธารณะเหล่านี้มีบทบาทสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชน ชุมชน นักวิชาการ และหน่วยงานรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

การลดความคล่องตัวในการสนับสนุนงบประมาณอาจทำให้การพัฒนานวัตกรรมทางสังคมและการแก้ไขปัญหาโดยชุมชนเกิดขึ้นได้ยากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประชาชนต้องเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ และข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากร

ข้อกังวลนี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาการจัดการที่ดินและสิทธิชุมชน ซึ่งภาคประชาชนต้องการให้รัฐกระจายอำนาจและเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากร มากกว่าการกำหนดนโยบายจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง