Ribbon

ศาลชี้ชัดแล้ว “นพ.สรณ” ควรแสดงสปิริตยุติหน้าที่ เปิดทาง กสทช.ประชุม

ศาลชี้ปม “นพ.สรณ” จี้แสดงสปิริตยุติหน้าที่ เปิดทาง กสทช.ประชุม

กรณีสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้าสู่จุดสำคัญอีกครั้ง เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่นพ.สรณ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ตุลาการผู้แถลงคดีชี้ขัด นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในโรงพยาบาลของรัฐในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่ง จึงมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ล่าสุด (28 ก.ย. 69) กรรมการสรรหา กสทช. มีมติ ให้ออกมาตรการทางปกครองให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมยื่นศาลปกครองกลาง ให้มีคำสั่งยุติการทำหน้าที่ประธาน กสทช. เพื่อไม่ให้งานของ กสทช. หยุดชะงัก กระทบประโยชน์สาธารณะ 

“สุภิญญา” จี้แสดงสปิริต เปิดทาง กสทช. ทำงานต่อ

สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกปล่อยให้ความขัดแย้งเรื่องสถานะของบุคคลทำให้การทำหน้าที่ขององค์กรกำกับดูแลทั้งองค์กรหยุดชะงัก โดยเฉพาะเมื่อมีวาระสำคัญจำนวนมากรอการตัดสินใจ และหลายเรื่องมีผลโดยตรงต่อสิทธิของประชาชนและทิศทางอุตสาหกรรมการสื่อสารของประเทศ

“เมื่อข้อพิพาทเรื่องสถานะประธาน กสทช. ส่งผลให้การประชุมไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือประโยชน์สาธารณะ จึงอยากเรียกร้องให้ นพ.สรณ แสดงสปิริตยุติการปฏิบัติหน้าที่หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง และเห็นว่ามติของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ลงความเห็นว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ เป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้กรรมการที่เหลือสามารถประชุมและทำหน้าที่ต่อไปได้ ไม่ควรปล่อยให้วาระสำคัญของประเทศต้องหยุดรอเพราะปัญหาของบุคคลเพียงคนเดียว” สุภิญญา กล่าว

วาระสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งเดินหน้า มีทั้งการจัดทำแผนโรดแมป (Roadmap) หรือทิศทางอนาคตของทีวีดิจิทัล ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอุตสาหกรรมภายหลังใบอนุญาตเดิมสิ้นสุดลง มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจากการเปลี่ยนแปลงหรือยุติการใช้จานดาวเทียมซีแบนด์ (C-Band) ตลอดจนโจทย์ใหญ่เรื่องภัยออนไลน์และบริการบนแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-Top) ที่ยังไร้การกำกับดูแล ซึ่งปัจจุบันรูปแบบบริการและความเสี่ยงต่อผู้บริโภคพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่กลไกกำกับดูแลยังมีช่องว่าง

สุภิญญาเห็นว่า หากปล่อยให้ภาวะชะงักงันดำเนินต่อไป ผู้ได้รับผลกระทบไม่ใช่เฉพาะกรรมการหรือสำนักงาน กสทช. แต่คือประชาชน ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และระบบสื่อสารของประเทศทั้งหมด ดังนั้น การทำให้องค์กรกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน พร้อมเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. สนับสนุนการประชุมของกรรมการ กสทช. ที่เหลือให้เดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม หากสำนักงาน กสทช. ยังไม่ดำเนินการสนับสนุนกรรมการกลับมาประชุมได้ ทั้งที่มีข้อกฎหมายรองรับการทำหน้าที่ของกรรมการที่เหลือ สภาผู้บริโภคและเครือข่ายฯ ยืนยันจะพิจารณายื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบว่าผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่

เปิด 3 ประเด็นสำคัญ ความเห็นตุลาการผู้แถลงคดี

จากบันทึกคำแถลงการณ์ด้วยวาจาของ นายธนกร ศฤงคาร ตุลาการผู้แถลงคดี มีประเด็นทางกฎหมายสำคัญที่สะท้อนเหตุผลในการพิจารณาคุณสมบัติของ นพ.สรณ อย่างน้อย 3 ประเด็น

ประเด็นแรก คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจกลับมาตรวจสอบคุณสมบัติได้หรือไม่ ตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า แม้กระบวนการสรรหาจะสิ้นสุดและมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว แต่เนื่องจากเหตุที่ถูกตรวจสอบเป็นเหตุซึ่งเกิดขึ้นก่อนการแต่งตั้ง และอาจเป็นกรณีที่ผู้ได้รับเลือกยังไม่ได้พ้นจากลักษณะต้องห้ามภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงยังอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการสรรหาที่จะตรวจสอบและวินิจฉัยตามมาตรา 15/1

ส่วนข้อโต้แย้งเรื่ององค์ประชุม ตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า กรรมการสรรหาที่เหลืออยู่มีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนด จึงยังสามารถเป็นองค์ประชุมและลงมติได้โดยชอบ แม้กรรมการบางรายจะพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ได้เข้าร่วมประชุมก็ตาม

ประเด็นที่สอง กระบวนการเปิดโอกาสให้ นพ.สรณ ชี้แจงเพียงพอหรือไม่ ตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า คณะกรรมการสรรหาได้มีหนังสือแจ้งประเด็นข้อกฎหมาย เชิญ นพ.สรณ เข้าชี้แจง และพยายามแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว แต่ นพ.สรณ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหรือแสดงพยานหลักฐาน จึงถือว่าได้รับโอกาสในการโต้แย้งและป้องกันสิทธิอย่างเพียงพอตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองแล้ว

ประเด็นที่สาม การเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงเข้าลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ถือเป็นหัวใจสำคัญของคดี ตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า การพิจารณาคำว่า “ลูกจ้าง” ตามมาตรา 8 (2) ไม่ควรดูเฉพาะว่ามีสัญญาจ้าง ได้รับเงินเดือน หรือตำแหน่งประจำหรือไม่ แต่ต้องพิจารณา สภาพความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการใช้สถานที่ เครื่องมือ บุคลากรและทรัพยากรของรัฐ การอยู่ภายใต้กฎและระบบบริหารของหน่วยงาน ตลอดจนค่าตอบแทนหรือประโยชน์ที่ได้รับ เพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระและป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการ กสทช.

ไม่มีสัญญาจ้าง ไม่ได้แปลว่าเป็น “วิชาชีพอิสระ” โดยสมบูรณ์

จากข้อเท็จจริงในสำนวน แม้ นพ.สรณ จะลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 แต่ยังคงปฏิบัติงานเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในระบบพรีเมียมคลินิกของโรงพยาบาลรามาธิบดีจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 โดยมีการใช้สถานที่ เครื่องมือ บุคลากรและระบบงานของโรงพยาบาล ขณะที่โรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยและแบ่งค่าธรรมเนียมแพทย์ รวมถึงเป็นผู้กำหนดเพดานค่าธรรมเนียม

ตุลาการผู้แถลงคดีจึงเห็นว่า แม้ นพ.สรณ จะสามารถกำหนดวันตรวจรักษาและไม่มีสัญญาจ้างแบบบุคลากรประจำ แต่การเข้ามาปฏิบัติงานต้องผ่านการพิจารณาของโรงพยาบาลตามความจำเป็นของหน่วยงาน และยังต้องอยู่ภายใต้กฎ ระเบียบ ระบบบริหาร ตลอดจนใช้ทรัพยากรของโรงพยาบาลรัฐ จึงไม่อาจพิจารณาว่าเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระอย่างสิ้นเชิงได้

ในประเด็นภาษี แม้รายได้จะถูกจัดประเภทเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระตามประมวลรัษฎากร แต่ตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า การจัดประเภทดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ทางภาษี ไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดสถานะตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เมื่อข้อเท็จจริงยังปรากฏว่ามีการใช้ทรัพยากรของรัฐ อยู่ภายใต้ระบบของโรงพยาบาล และได้รับประโยชน์จากความสัมพันธ์ดังกล่าว

นอกจากนี้ เอกสารในสำนวนยังปรากฏว่า นพ.สรณ กรอกแบบคำร้องรหัสบุคคลโดยเลือกประเภทการจ้างเป็น “พนักงานค่าตอบแทน (ชม.)” และเลือกช่อง “รับค่าตอบแทน” เพื่อให้ได้รับรหัสสำหรับเข้าถึงสิทธิและระบบของโรงพยาบาล ซึ่งตุลาการผู้แถลงคดีนำมาประกอบการพิจารณาว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ และเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2)

ในส่วนผลทางกฎหมาย ตุลาการผู้แถลงคดีอ้างบทบัญญัติมาตรา 15 ซึ่งกำหนดหลักว่า หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ทำให้บุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม หรือได้รับการคัดเลือกโดยไม่ชอบ ย่อมไม่กระทบต่อกิจการที่บุคคลนั้นได้กระทำไว้ก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง

หลักการดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะทำให้ข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติของบุคคลไม่จำเป็นต้องทำให้การใช้อำนาจหรือกิจการทั้งหมดที่องค์กรได้ดำเนินการมาแล้วต้องถูกย้อนกลับไปสู่ความไม่แน่นอนโดยอัตโนมัติ

นักกฎหมายชี้ทางออก ให้กรรมการที่เหลือประชุม

ก่อนหน้านี้ รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า ทางออกเพื่อไม่ให้องค์กรหยุดชะงักคือ กรรมการ กสทช. ที่เหลือ 6 คนสามารถเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีกลไกรองรับกรณีไม่มีประธานหรือมีเหตุขัดข้องในการเรียกประชุม กรรมการสามารถดำเนินการเรียกประชุมตามเงื่อนไขของกฎหมาย และกำหนดผู้ทำหน้าที่ประธานในการประชุม เพื่อให้การพิจารณาวาระต่าง ๆ เดินหน้าต่อไปได้

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค เห็นว่าการปล่อยให้การประชุม กสทช. หยุดชะงักต่อไปจึงไม่ใช่เพียงปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับตำแหน่งของบุคคล แต่กำลังกลายเป็น ต้นทุนต่อประโยชน์สาธารณะ เพราะทุกวันที่การตัดสินใจล่าช้า หมายถึงวาระด้านกิจการโทรคมนาคม สื่อดิจิทัล การคุ้มครองผู้บริโภค และการรับมือความเสี่ยงจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ยังไม่ได้รับการพิจารณา