| Getting your Trinity Audio player ready... |

ความปลอดภัยของเด็กไม่ใช่เรื่องเสี่ยงดวง สภาผู้บริโภคดันมาตรฐาน รถรับส่งนักเรียน ทั่วประเทศ
ฤดูกาลเปิดเทอมกลับมาอีกครั้ง พร้อมภาพคุ้นตาในทุกเช้า หน้าโรงเรียนเต็มไปด้วยรถตู้ รถสองแถว และรถกระบะรับส่งนักเรียนที่ทยอยรับส่งเด็กตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เสียงเครื่องยนต์ดังสลับกับเสียงเด็กๆ ที่เร่งรีบลงจากรถให้ทันเข้าแถวเคารพธงชาติ
สำหรับหลายครอบครัว รถรับส่งนักเรียนไม่ใช่ทางเลือกในการเดินทาง แต่เป็นความจำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ระบบขนส่งสาธารณะเข้าไม่ถึง บ้านอยู่ห่างไกลจากโรงเรียน หรือผู้ปกครองต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้า จึงไม่สามารถไปส่งบุตรหลานได้ตัวตนเอง
ทว่าสถิติอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดกับรถรับส่งนักเรียนในแต่ละปีการศึกษาที่หลายครั้งรุนแรงถึงขั้นคร่าชีวิตเด็กนักเรียน ทำให้ส่งบุตรหลานไปโรงเรียนด้วยรถโรงเรียนกลายเป็นความเสี่ยงของครอบครัว แต่ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุสังคมมักตั้งคำถามว่า “คนขับประมาทหรือไม่” ขณะที่คำถามสำคัญอย่าง “ระบบดูแลความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียนอยู่ตรงไหน” กลับที่ถูกมองข้าม
อุบัติเหตุซ้ำซาก สะท้อนช่องโหว่ระบบ รถรับส่งนักเรียน
อุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนที่เกิดต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากความประมาทของคนขับรถเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่สะสมมานาวนาน ทั้งการใช้รถที่ไม่ได้มาตรฐาน การดัดแปลงสภาพรถ การบรรทุกเด็กเกินจำนวน รวมถึงการขาดฐานข้อมูลและกลไกกำกับดูแลความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ
ข้อมูลจากการเฝ้าระวังของสภาผู้บริโภค ระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 เกิดอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนแล้วอย่างน้อย 11 ครั้ง ส่งผลให้นักเรียนเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บรวม 167 คน สะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยการเดินทางของเด็กนักเรียนยังคงอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง
ขณะเดียวกัน ยังพบว่ารถรับส่งนักเรียนจำนวนมากอยู่นอกระบบการขึ้นทะเบียน โดยปัจจุบันจากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกประเทศไทยมีรถรับส่งนักเรียนที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง 5,296 คัน ขณะที่คาดว่ายังมีรถรับส่งนักเรียนอีกว่า 45,000 คัน ที่อยู่นอกระบบ หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 90 ของรถรับส่งนักเรียนทั้งหมด
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าเด็กจำนวนมากยังต้องเดินทางด้วยรถที่รัฐไม่สามารถกำกับ ตรวจสอบ และรับรองมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างทั่วถึง ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่สำคัญของระบบคุ้มครองความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนในปัจจุบัน
สอดรับกับมาตรการล่าสุดของกระทรวงคมนาคม ที่สั่งการให้กรมการขนส่งทางบกเร่งตรวจสอบความพร้อมของรถรับส่งนักเรียนทั่วประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาเพื่อนำรถเข้าตรวจสภาพ โดยเฉพาะระบบเบรก หากตรวจพบว่าไม่ผ่านมาตรฐานจะต้องเร่งแก้ไขก่อนนำกลับมาใช้งาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียน
ดันโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง รถรับส่งนักเรียน ปลอดภัย
ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภค ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พยายามผลักดันแนวคิดเรื่อง “รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย” เพื่อสร้างระบบจัดการร่วมกันระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง ผู้ประกอบการ และหน่วยงานท้องถิ่น จนปัจจุบันเกิดโรงเรียนศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย 20 แห่งทั่วประเทศ ที่นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียน
สิ่งสำคัญที่โรงเรียนต้นแบบหลายแห่งพยายามทำ คือการเปลี่ยนการดูแลรถรับส่งนักเรียนจาก “ความไว้ใจ” ไปสู่ “ระบบตรวจสอบได้” เพราะแม้คนขับรถจะมีความรับผิดชอบเพียงใด แต่หากไม่มีการตรวจสอบสภาพรถ ไม่มีมาตรฐานรองรับ หรือไม่มีหน่วยงานคอยกำกับดูแล ความเสี่ยงก็ยังคงเกิดขึ้นได้เสมอ
หลายโรงเรียนเริ่มจัดทำฐานข้อมูลรถรับส่งนักเรียนผ่านระบบออนไลน์และแอปพลิเคชัน เพื่อตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของรถ ตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติคนขับ ออกบัตรประจำตัวพนักงานรับส่ง พร้อมเปิดช่องทางร้องเรียนให้ผู้ปกครองสามารถตรวจสอบข้อมูลได้โดยตรง รวมถึงการติดตามข้อมูลรถ เส้นทาง และจุดจอดรับส่ง
นอกจากนี้โรงเรียนต้นแบบยังมีบทบาททำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางบริหารจัดการแก่โรงเรียนอื่นๆ จนเกิดการขยายผลไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ยกระดับความปลอดภัยเด็กด้วยเกณฑ์ประเมินเชิงป้องกัน
นอกจากการผลักดันโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัยแล้ว ในปี 2569 สภาผู้บริโภค ร่วมกับ สสส. และผู้ตรวจการแผ่นดิน พัฒนา “เกณฑ์ประเมินการเดินทางเด็กนักเรียนที่ปลอดภัย” ภายใต้แนวคิด “ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กนักเรียนทั่วประเทศ
เกณฑ์ดังกล่าวพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน” ที่มุ่งลดความเสี่ยงก่อนเกิดอุบัติเหตุ โดยครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน ความปลอดภัยของรถทัศนศึกษา และความปลอดภัยจากการใช้รถจักรยานยนต์ รวมถึงการสวมหมวกกันน็อกของเด็กนักเรียน พร้อมทั้งมีระบบติดตามและประเมินผล
โดยปัจจุบันเกณฑ์ประเมินอยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนา ก่อนนำร่องใช้ใน 12 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ “สานพลังความร่วมมือท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกคนขึ้นได้” ได้แก่ 1.พระนครศรีอยุธยา 2.ประจวบคีรีขันธ์ 3.น่าน 4.ชียงใหม่ 5.ลำปาง 6.ขอนแก่น 7.สุรินทร์ 8.ภูเก็ต 9.สงขลา 10.ปัตตานี 11.กาญจนบุรี 12.กรุงเทพฯ และอีก 10 จังหวัดขยายผล ได้แก่ 1.เชียงราย 2.พะเยา 3.ลำพูน 4.ร้อยเอ็ด 5.สตูล 6.สุราษฎร์ธานี 7.สมุทรสงคราม 8.นครปฐม 9.เพชรบุรี 10.กาฬสินธุ์ เพื่อนำไปใช้ประเมินและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรม หลังจากนั้นจะขยายผลครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป
ดัน “ท้องถิ่น” ร่วมสร้างระบบเดินทางปลอดภัยให้เด็กทุกคน
ภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันผลักดันประเด็น “รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย” ยังเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมจัดระบบดูแลรถรับส่งนักเรียนอย่างจริงจัง ครอบคลุมโรงเรียนทุกแห่งในพื้นที่ โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นโรงเรียนในสังกัดหน่วยงานใด เพื่อให้เด็กนักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางได้อย่างเท่าเทียม
เพราะในความเป็นจริง เด็กทุกคนเผชิญความเสี่ยงไม่แตกต่างกัน ความปลอดภัยจึงไม่ควรถูกจำกัดด้วยกรอบการบริหารของหน่วยงานรัฐ แต่ควรเป็น “วาระร่วม” ของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งโรงเรียน ท้องถิ่น ชุมชน ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมออกแบบระบบการเดินทางที่ปลอดภัยให้กับเด็ก เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับอย่างเสมอภาพและปลอดภัย
ยิ่งในวันที่ประเทศไทยเผชิญภาวะเด็กเกิดใหม่น้อยลง เด็กทุกคนยิ่งมีคุณค่าต่ออนาคตของประเทศ การสร้างความปลอดภัยในการเดินทางไปโรงเรียนจึงไม่ใช่เพียงการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ แต่เป็นการคุ้มครองโอกาสในการเรียนรู้ และการเติบโตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการลงทุนที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หนุน “รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย” เปิดแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ ดัน อปท. มีส่วนร่วม
รถรับส่งนักเรียนชนกัน เด็กเจ็บ 25 ราย เร่งยกระดับความปลอดภัย



