
เบื้องหลังคดี หลอกลวงออนไลน์ ไม่ได้มีแค่ความเสียหายทางการเงิน แต่ยังมีชีวิตหนึ่งที่จากไป และครอบครัวที่ต้องต่อสู้เพื่อความยุติธรรม
“เราเพิ่งเกษียณมายังไม่ถึงปี และมีแผนจะไปเที่ยวด้วยกัน แต่เค้าไม่รอผมแล้ว… เราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันอีกแล้ว”
นี่คือประโยคสั้น ๆ ที่สามีของผู้เสียหายรายหนึ่งเอ่ยขึ้น หลังต้องสูญเสียภรรยาที่จากไปโดยไม่ทันได้เห็นความยุติธรรมเกิดขึ้นกับคดี หลอกลวงออนไลน์ ที่พรากทั้งเงินเก็บและความหวังในชีวิตหลังเกษียณของทั้งคู่
ผู้เสียหายรายนี้เกษียณอายุได้ไม่นาน เงินกว่า 26 ล้านบาทที่ถูกหลอกไป ไม่ใช่เพียงตัวเลขในบัญชี แต่เป็นเงินเก็บทั้งชีวิตที่ตั้งใจเก็บสะสมไว้ใช้ในบั้นปลาย เป็นเงินสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว และเป็นเงินสำหรับใช้ชีวิตร่วมกันหลังจากทำงานหนักมาทั้งชีวิต
…ทุกอย่างเริ่มต้นจากโฆษณาบนเฟซบุ๊ก
เช่นเดียวกับผู้เสียหายอีกหลายราย ที่เห็นโฆษณาชักชวนลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนถูกดึงเข้าสู่การพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ มีการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านกลุ่มสนทนา มีหน้าม้าคอยสร้างบรรยากาศ มีข้อมูลการลงทุนที่ดูสมจริง และค่อย ๆ ชักชวนให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก เธอได้รวมตัวกับกลุ่มผู้เสียหายคนอื่น ๆ เดินหน้าขอความช่วยเหลือจากหลายหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบ ความล่าช้า และการปฏิเสธความรับผิดชอบ
ในช่วงเวลาที่กำลังเผชิญความสูญเสียครั้งใหญ่ เธอต้องแบกรับความเครียด ความวิตกกังวล และความรู้สึกสิ้นหวังอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในเวลาต่อมา เธอจะเข้ามาร้องเรียนและได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดีจากสภาผู้บริโภค แต่ก่อนที่กระบวนการดำเนินคดีจะเดินหน้าไปถึงชั้นศาล ผู้เสียหายรายนี้กลับจากไปเสียก่อน
ทนายความผู้ดูแลคดีเล่าว่า ก่อนเสียชีวิตเพียงหนึ่งวัน ผู้เสียหายยังเดินทางมาที่สภาผู้บริโภคด้วยความกังวลใจ เธอยังตั้งคำถามว่าคดีจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่ จะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ และจะมีใครต่อสู้แทนเธอหรือเปล่า นั่นคือความกังวลสุดท้ายที่เธอฝากไว้
หลังการสูญเสีย สามีของผู้เสียหายต้องเข้ามารับช่วงดำเนินคดีในฐานะผู้จัดการมรดก แม้สภาพจิตใจจะย่ำแย่อย่างหนัก ทั้งนี้ ระหว่างการติดตามคดี ยังเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสับสนให้กับครอบครัวผู้เสียหาย เมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อเข้ามาแจ้งว่ามีความคืบหน้าเกี่ยวกับการจับกุมผู้เกี่ยวข้องในคดี ทำให้ครอบครัวมีความหวังว่าคดีอาจเดินหน้าไปได้ แต่เมื่อเดินทางไปติดตามเรื่อง กลับไม่ได้รับข้อมูลความคืบหน้าที่ชัดเจนตามที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม เขายังคงตัดสินใจเดินหน้าทางคดีต่อ เพื่อทวงถามความรับผิดชอบจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
คดีนี้จึงไม่ได้เป็นทั้งการทวงคืนความเสียหายของผู้เสียหายกลุ่มดังกล่าวและยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความรับผิดชอบต่อโฆษณาหลอกลวงและภัยออนไลน์ที่เกิดขึ้นบนระบบของตนมากน้อยเพียงใด
เบื้องหลังตัวเลขความเสียหายหลายล้านบาท ไม่ได้มีเพียงเงินที่หายไป แต่ยังมีความฝัน ชีวิตหลังเกษียณ ครอบครัว และความหวังของผู้คนจำนวนมากที่พังทลายลงพร้อมกัน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องแพลตฟอร์มดิจิทัลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริษัทในเครือเฟซบุ๊ก ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสาร และธนาคารพาณิชย์บางแห่ง เพื่อให้ร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค
ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และอาจกลายเป็นคดีสำคัญที่กำหนดมาตรฐานความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทยต่อไปในอนาคต
สภาผู้บริโภคชวนทุกคนติดตามคดีนี้ไปด้วยกัน เพราะผลลัพธ์ของคดีอาจไม่ได้ส่งผลต่อผู้เสียหายเพียงไม่กี่ราย แต่อาจส่งผลต่อสิทธิและความปลอดภัยของผู้บริโภคทุกคนในโลกออนไลน์.
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
พิษ ‘โฆษณาบนเฟซบุ๊ก’ เหยื่อหลอกลงทุน สูญเงินเก็บทั้งชีวิต
ฟ้องเฟซบุ๊ก! และแพลตฟอร์มอื่น-แอป-ธนาคาร ทวงคืนความเสียหายกลุ่มแรก 230 ล้าน


