
เปิดบิลค่าเทอม พบโรงเรียนรัฐเรียกเก็บเงินขัดประกาศกระทรวงฯ แอบยัดไส้รายการต้องห้าม – เก็บทะลุเพดานกฎหมาย สะท้อนเรียนฟรีไม่มีจริง
ในขณะที่นโยบาย “เรียนฟรี มีคุณภาพ” ถูกหยิบยกขึ้นมาประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในโลกความเป็นจริง ภาระค่าใช้จ่ายใน บิลค่าเทอมที่ผู้ปกครองไทยต้องเผชิญ ยังคงหนาแน่นไปด้วยรายการเรียกเก็บเงินจิปาถะที่ชวนให้ตั้งคำถาม
สภาผู้บริโภค ได้ข้อมูลใบเสร็จค่าเทอมจริงจากผู้ปกครองทั่วประเทศ จากการรวบรวมของพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน ที่ได้นำมาแบ่งปันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
หลังจากนำมาตรวจสอบกับ “ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา” พบว่ามีโรงเรียนรัฐบาลจำนวนมากกำลังเรียกเก็บเงินแฝงในลักษณะที่ ขัดต่อกฎหมายและประกาศของกระทรวงฯอย่างชัดเจน โดยสามารถชำแหละออกมาได้เป็น 3 ประเด็นใหญ่
1. รัฐจ่ายอุดหนุนแล้ว แต่โรงเรียนยังแอบเก็บ (ขัดประกาศข้อ ก.)
ตามหลักเกณฑ์ในข้อ ก. ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ระบุไว้อย่างชัดเจนถึง 22 รายการที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้แล้ว โรงเรียนจึง “ไม่สามารถเรียกเก็บเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากนักเรียนหรือผู้ปกครองได้” แต่จากการสแกนบิลจริงของโรงเรียนสังกัด สพฐ. ในหลายจังหวัด กลับพบรายการต้องห้ามโผล่มาเพียบ เช่น
- ค่าบัตรประจำตัวนักเรียน / ค่าระบบสแกนบัตร: ประกาศข้อ ก. ลำดับที่ 20 ระบุว่ารัฐอุดหนุนให้แล้ว แต่บิลจริงของโรงเรียนบางแห่งในจังหวัดสมุทรปราการ ปทุมธานี และหนองบัวลำภู ยังมีการเรียกเก็บเงินส่วนนี้ตั้งแต่ 100 บาท ไปจนถึง 290 บาท
- ค่าคู่มือนักเรียน และค่าปฐมนิเทศ: ประกาศข้อ ก. ลำดับที่ 19 และ 21 ระบุว่ารัฐอุดหนุนแล้ว แต่พบโรงเรียนในกรุงเทพฯ และปทุมธานี เรียกเก็บเงินผู้ปกครองตั้งแต่ 50 – 300 บาท
- ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์ / ซ่อมบำรุงตู้หนังสือ: ประกาศข้อ ก. ลำดับที่ 17 ระบุชัดว่าเป็นหน้าที่ของงบประมาณรัฐ แต่ในบิลจริงกลับพบการผลักภาระให้ผู้ปกครองจ่ายค่าซ่อมบำรุงครุภัณฑ์และตู้หนังสือสูงถึง 800 – 2,000 บาทต่อบิล
2. เก็บเงินทะลุเพดาน 1,250 บาท (ขัดประกาศข้อ ค.)
สำหรับห้องเรียนแผนปกติที่มีการเสริมทักษะพิเศษ ประกาศกระทรวงฯ ข้อ ค. อนุญาตให้โรงเรียนขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางประเภทได้ เช่น ค่าจ้างครูชาวต่างประเทศ, ค่าวิทยากรภายนอก หรือค่าเรียนปรับพื้นฐาน “แต่มีเงื่อนไขว่า ทุกรายการในหมวดนี้รวมกันต้องไม่เกิน 1,250 บาท ต่อคนต่อภาคเรียน”
ทว่าเมื่อส่องดูใบเสร็จจริง โรงเรียนรัฐหลายแห่งกลับตั้งราคาเรียกเก็บทะลุเพดานกฎหมายไปไกลมาก เช่น โรงเรียนในจังหวัดอุดรธานี (แผนเรียนปกติ ม.4) มีการเรียกเก็บ “ค่าจ้างครูชาวต่างประเทศ” สูงถึง 2,200 บาทในรายการเดียว หรือโรงเรียนในจังหวัดปทุมธานี (แผนการเรียนปกติ ม.4) ที่มียอดรวมค่าจ้างบุคลากร ครูต่างชาติ และค่าปรับพื้นฐานสูงถึง 2,720 บาท ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เกินกว่าเท่าตัว ถือเป็นการฝ่าฝืนเกณฑ์ที่ตั้งไว้เพื่อคุ้มครองภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างสิ้นเชิง
3. ขัดหลักเจตนารมณ์ “ความสมัครใจ” มัดมือชกเก็บค่าใช้จ่ายรายการพิเศษ
ท้ายประกาศกระทรวงฯ เน้นย้ำว่าการเก็บเงินบำรุงการศึกษาในหมวดเสริมพิเศษทั้งหมด “ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน” แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ผู้ปกครองเจอคือลักษณะของการมัดมือชก หากไม่จ่ายก็จะไม่ได้รับใบเสร็จสมบูรณ์
นอกจากนี้ยังพบรายการ “เงินรับบริจาค 100 บาท” ถูกพิมพ์รวมเข้ามาเป็นยอดสรุปที่ต้องชำระในบิลค่าเทอมของโรงเรียนรัฐในกรุงเทพฯ ทั้งที่เงินบริจาคต้องเกิดจากเจตนาศรัทธาและความสมัครใจแยกต่างหาก ไม่สามารถมัดรวมในบิลภาคบังคับได้ รวมถึงการพบข้อความในบิลของโรงเรียนแห่งหนึ่งระบุชัดเจนว่า “กระเป๋านักเรียนของโรงเรียน (บังคับ) 500 บาท” ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิ์ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า
ข้อมูลจริงสะท้อน เรียนฟรี ไม่มีจริง
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนชัดว่า นโยบายเรียนฟรี 15 ปีของไทยกำลังประสบปัญหาในภาคปฏิบัติ โรงเรียนจำนวนมากเลือกที่จะผลักภาระค่าใช้จ่ายที่ควรเป็นหน้าที่ของรัฐมาให้ผู้ปกครองแบกรับไว้
จากปัญหาดังกล่าว สภาผู้บริโภคได้เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง โดยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคได้เข้าหารือร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งทางกระทรวงฯ ได้ เห็นชอบในหลักการที่จะทบทวนและปรับปรุงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2554 ฉบับนี้ เพื่อร่วมกันอุดช่องว่างทางกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแฝงจนกระทบต่อสิทธิและโอกาสทางการเรียนรู้ของผู้เรียน
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิ์ผู้เรียนและการสนับสนุนสถานศึกษาที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ สภาผู้บริโภคจึงได้ยื่น ข้อเสนอแนะ 5 ข้อ ให้แก่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ
- ปรับปรุงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2554: ให้มีการแยกสิทธิ์ทางการศึกษาขั้นพื้นฐานออกจากภาระหนี้สินอย่างชัดเจน และโรงเรียนห้ามนำเหตุค้างชำระค่าใช้จ่ายแฝงมาขัดขวางการเรียนหรือกักผลการเรียนของเด็ก
- เพิ่มงบประมาณอุดหนุนตรงจุด: เร่งจัดสรรงบประมาณอุดหนุนแก่สถานศึกษาตามความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนที่มีผู้เรียนยากจนและเปราะบางสูง
- จัดตั้งกลไกหรือกองทุนระดับพื้นที่: เพื่อเข้าไปช่วยเหลือและสนับสนุนโรงเรียนที่เผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณในการจัดหาบุคลากรหรือโครงสร้างพื้นฐาน
- กำหนดเกณฑ์เรียกเก็บที่โปร่งใสเป็นธรรม: กำหนดหลักเกณฑ์ อัตรา และเพดานในการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ หากสถานศึกษามีความจำเป็นต้องเรียกเก็บเงินนอกเหนือหลักสูตรแกนกลาง
- พัฒนาระบบเฝ้าระวังที่ปลอดภัย: จัดให้มีช่องทางการร้องเรียนและระบบเฝ้าระวังที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมทั้งมีมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียน (ผู้ปกครองและนักเรียน) จากการถูกเพ่งเล็งหรือเลือกปฏิบัติจากทางสถานศึกษา
ทั้งนี้ การขานรับของกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการรื้อระบบ ‘ค่าใช้จ่ายแฝง’ ที่ยืดเยื้อมานาน แต่นโยบายที่โปร่งใสและเป็นธรรมจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้เลย หากขาด ‘เสียง’ และ ‘หลักฐาน’ จากผู้บริโภคตัวจริง
สภาผู้บริโภค ย้ำว่า ผู้ปกครองมีสิทธิที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินในหมวดหมู่ที่ขัดต่อประกาศกระทรวงฯ และโรงเรียนไม่มีสิทธินำการค้างชำระเงินส่วนเกินเหล่านี้มาเป็นเงื่อนไขในการกักผลการเรียน หากพบเห็นบิลค่าเทอมที่มีลักษณะไม่ถูกต้อง หรือถูกโรงเรียนบังคับเรียกเก็บเงินอย่างไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนมาได้ที่สภาผู้บริโภค เว็บไซต์ www.tcc.or.th
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



