Ribbon

ชงรื้อ มาตรฐานหมวกกันน็อก ดันฉลากดาวให้ผู้บริโภคเทียบเอง

คนไทยส่วนใหญ่ซื้อหมวกกันน็อกด้วยวิธีเดียวกัน คือพลิกดูด้านหลัง เห็นเครื่องหมาย มอก. แล้วก็จ่ายเงิน แต่สิ่งที่ผู้บริโภคไม่รู้ก็คือ ตราวงกลมอันเดียวกันนั้น อาจหมายถึงระดับการปกป้องที่ต่างกันคนละเรื่อง

ข้อมูลจากการหารือระหว่างสภาผู้บริโภค สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ระบุว่า ภายในเครื่องหมาย มอก.369 – 2557 (มาตรฐานหมวกกันน็อก) ซึ่งเป็นมาตรฐานหมวกกันน็อกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีวิธีทดสอบและเกณฑ์วัดผลซ้อนอยู่ถึงสองชุด

หมวกครึ่งใบใช้เกณฑ์ที่อ้างอิงมาตรฐานสหรัฐอเมริกา ส่วนหมวกเต็มใบอ้างอิงมาตรฐานสหประชาชาติ หรือ UN R22 ทำให้วิธีทดสอบต่างกันตั้งแต่ต้น หมวกครึ่งใบถูกทดสอบด้วยการปล่อยหัวหุ่นตกกระแทกที่ความเร็วราว 5 –  6 เมตรต่อวินาที เทียบเท่ากับปล่อยจากความสูงระดับเอวถึงหน้าอก ขณะที่หมวกเต็มใบทดสอบที่ราว 7.5 เมตรต่อวินาที หรือปล่อยจากความสูงเกือบ 3 เมตร ประมาณชั้นสองของบ้าน

ที่ต่างกันมากกว่านั้นคือเกณฑ์ผ่าน หมวกครึ่งใบยอมให้แรงที่ส่งถึงศีรษะสูงได้ถึง 400 จี (เกณฑ์ในการทดสอบการดูดซับแรงกระแทกตามข้อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย) ขณะที่หมวกเต็มใบยอมให้เพียง 275 จี ตัวเลขนี้สำคัญเพราะหน้าที่จริงของหมวกกันน็อกไม่ใช่แค่กันหัวแตก แต่คือดูดซับแรงแทนสมองเรา ยิ่งแรงที่เล็ดลอดถึงสมองน้อย โอกาสสมองบวมหรือเลือดออกในสมองอาจยิ่งน้อยตาม พูดง่าย ๆ คือ หมวกสองใบที่วางอยู่บนชั้นเดียวกัน ติดตราเดียวกัน ราคาต่างกันไม่กี่ร้อยบาท แต่ผ่านการสอบคนละข้อสอบ ตัดเกรดคนละเส้น และปกป้องเราคนละระดับ ขณะที่ผู้บริโภคที่ยืนเลือกอยู่หน้าร้านไม่มีทางรู้เลย

ทดสอบซ้ำที่ความเร็วเดียวกัน ไม่ผ่านสักใบ

ดร.ฉัตรชัย ศรีสุรางค์กุล ทีมวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ระบุว่า ได้ทดลองนำหมวกครึ่งใบจากท้องตลาดจำนวน 14 ใบ มาทดสอบใหม่ที่ความเร็วเดียวกับที่ใช้ทดสอบหมวกเต็มใบ แต่ผลคือไม่ผ่านทั้งหมด

ดร.ฉัตรชัย ระบุอีกว่า การทดสอบที่เกิดขึ้นไม่ได้แปลว่าหมวกเหล่านั้นผิดกฎหมาย เพราะถือว่าผ่านเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับหมวกประเภทนั้นจริง แต่สะท้อนช่องโหว่ที่ผู้บริโภคแบกรับอยู่โดยไม่รู้ตัวว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ความเร็วจริงบนถนนจริง ระดับการปกป้องที่ได้รับนั้นห่างกันแค่ไหน ยังไม่นับปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือ มอก.369 – 2557 ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2557 และยังไม่มีการทดสอบ แรงบิดหมุน ซึ่งเป็นสิ่งที่มาตรฐานสากลปัจจุบันให้ความสำคัญ

“เวลาเกิดอุบัติเหตุจริง หัวไม่ได้ตกกระแทกในแนวตรงอย่างเดียว แต่มันมีการไถลไปกับพื้นด้วย” ดร.ฉัตรชัยอธิบายต่อว่า เมื่อหมวกเกิดแรงบิด สมองที่อยู่ในกะโหลกจะหมุนตามไม่ทันเพราะความเฉื่อย และนั่นคือกลไกสำคัญของการบาดเจ็บทางสมอง นอกจากนี้ มาตรฐานเดิมยังไม่ครอบคลุมอุปกรณ์เสริมที่คนไทยนิยมติดกันมากขึ้น ทั้งกล้องหน้าหมวก และหูฟัง ขณะที่มาตรฐาน UN R22 มีการทดสอบส่วนนี้ไว้ด้วยแล้ว

ใบอนุญาตเหมาประเภท ช่องโหว่ที่ทำให้หมวกครึ่งหนึ่งไม่ผ่าน

ปัญหาอีกด้านอยู่ที่ระบบการออกใบอนุญาต โดยปัจจุบันผู้ผลิตขอใบอนุญาตแบบตามประเภท หมายความว่าเมื่อได้ใบอนุญาตหมวกครึ่งใบมาแล้ว ก็สามารถผลิตหมวกครึ่งใบรุ่นไหนก็ได้ภายใต้สิทธิ์ใบนั้น แม้หมวกรุ่นอื่นจะมีโครงสร้างต่างกัน โฟมต่างกัน ความหนาต่างกัน โดยไม่ต้องส่งทดสอบซ้ำ

ผลที่ตามมาปรากฏชัดเมื่อทีมวิจัยฯ ลงไปสุ่มเก็บตัวอย่างหมวกจากท้องตลาด แล้วพบว่าหมวกกันน็อกแบบครึ่งใบเกือบครึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ มอก. ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ผลิตบางรายยังจำแนกประเภทหมวกไม่ถูกต้อง เพราะหมวกครึ่งใบชนิดที่ 1 กับชนิดที่ 2 นั้นแทบแยกไม่ออกด้วยตาเปล่า ทำให้เกิดความสับสนทั้งฝั่งผู้ผลิตและฝั่งกำกับดูแล

ขณะที่กลไกการสุ่มตรวจเองยังติดขัดเรื่องงบประมาณและคิวห้องปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบเพื่อขอการรับรองแต่ละครั้งต้องผ่านหัวข้อกว่า 20 – 25 รายการ โดยบางหัวข้อใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อการทดสอบหนึ่งครั้ง ทำให้การสุ่มตรวจทำได้จำกัด ดังนั้น จึงเสนอแนวทางสุ่มตรวจแบบมุ่งเป้า คือคัดเฉพาะขนาดที่มีความเสี่ยงสูง ทดสอบเฉพาะหัวข้อวิกฤต เช่น การดูดซับแรงกระแทก หากไม่ผ่านจึงค่อยขยายผลทดสอบเต็มรูปแบบ ซึ่งจะช่วยคัดกรองได้มากขึ้นในงบเท่าเดิม

9 ข้อเสนอ รื้อระบบ มาตรฐานหมวกกันน็อก ไทย

สิ่งที่ทีมวิจัยเอ็มเทคนำเสนอไม่ใช่แค่การชี้ปัญหา แต่มาพร้อมข้อเสนอ 9 ประเด็น ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มข้อเสนอได้ทั้งหมดสามกลุ่ม โดยมีเป้าหมายคือทำอย่างไรให้เครื่องหมาย มอก. ที่ผู้บริโภคเชื่อถือ มีความหมายตรงกับที่ผู้บริโภคเข้าใจ

กลุ่มแรกคือ การรื้อตัวมาตรฐาน ทั้งการปรับปรุงเครื่องหมาย มอก.369 – 2557 ให้เทียบเท่าสากล เพิ่มการทดสอบแรงบิดหมุนที่สะท้อนอุบัติเหตุจริงบนถนน แยกเลข มอก. ตามประเภทหมวกแทนที่จะใช้เลขเดียวคลุมทั้งหมด และให้นิยามประเภทหมวกใหม่ให้ชัดจนแยกได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งจะปิดช่องที่ผู้ผลิตนำใบอนุญาตประเภทหนึ่งไปใช้กับหมวกอีกแบบหนึ่ง

กลุ่มที่สองคือ การปลดคอขวดการตรวจ ทั้งการเปลี่ยนวิธีสุ่มตรวจให้มุ่งเป้าไปที่รุ่นและหัวข้อที่เสี่ยงสูง แทนการตรวจครบทุกหัวข้อจนคิวยาว การขยายเครือข่ายห้องปฏิบัติการที่ปัจจุบันมีไม่พอ และการกวาดล้างหมวกไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งสภาผู้บริโภคทำร่วมกับ สมอ. อยู่แล้วในสินค้ากลุ่มอื่น

กลุ่มสุดท้ายคือ การคืนข้อมูลกลับสู่ระบบ ทั้งการส่งผลทดสอบเชิงเทคนิคกลับให้ผู้ผลิตนำไปพัฒนาสินค้า แทนที่จะบอกเพียงว่าผ่านหรือไม่ผ่าน และการทำฉลากดาวให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบระดับความปลอดภัยได้เองก่อนตัดสินใจซื้อ

ด้าน เอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม แสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอในหลายประเด็นของทีมวิจัยจากเอ็มเทคที่ได้เสนอ และขณะนี้คณะกรรมการเพิ่งอนุมัติการแก้หลักเกณฑ์ให้ใช้แนวทางตามความเสี่ยง (Risk-ased Approach) แล้ว ซึ่งจะเปิดทางให้มีการปรับวิธีสุ่มตรวจได้โดยไม่ต้องรอแก้มาตรฐานใหม่ทั้งฉบับ ส่วนการปรับปรุงมาตรฐานให้เทียบเท่าสากลนั้นยังต้องใช้เวลา เพราะต้องจัดหาเครื่องมือทดสอบชุดใหม่ และต้องให้เวลาผู้ผลิตปรับตัว

หมวกดีไม่จำเป็นต้องแพง แต่หมวกเด็กก็ยังเป็นปัญหา

ประเด็นที่สภาผู้บริโภคให้น้ำหนักมากที่สุดคือ “การเข้าถึงความปลอดภัย” โดย สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค หยิบยกขึ้นมาในวงหารือ ระบุว่า การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของคนไทยราว 60% เกี่ยวข้องกับการไม่สวมหมวกกันน็อก หรือสวมหมวกที่ไม่ได้คุณภาพ และความเชื่อที่ฝังอยู่ในสังคมคือหมวกกันน็อกที่ดีต้องแพง แต่ผลทดสอบเมื่อปี 2566 ที่สภาผู้บริโภคร่วมกับเอ็มเทคกลับพบว่าหมวกที่ผ่านมาตรฐานบางรุ่นมีราคาเพียง 250 – 450 บาท ซึ่งเป็นระดับที่ครัวเรือนทั่วไปเข้าถึงได้

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับไปกระจุกอยู่ที่หมวกเด็ก บางรุ่นที่มีคุณภาพมีราคาสูงถึงหลักหมื่น ผลคือผู้ปกครองไม่กล้าให้ลูกใส่ไปโรงเรียนเพราะกลัวหาย และเด็กจำนวนมากจึงลงเอยด้วยการไม่ใส่หมวกเลย ดังนั้น ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคจึงพยายามส่งผลทดสอบเหล่านี้ไปถึงหน่วยงานที่มีโครงการแจกหมวกกันน็อก เพื่อให้เลือกจัดซื้อเฉพาะรุ่นที่ผ่านมาตรฐานจริง ไม่ใช่แจกตามราคาถูกที่สุด

ข้อเสนอ “ฉลากดาว” และแพลตฟอร์มให้ผู้บริโภคเทียบเอง

ความร่วมมือระหว่างสภาผู้บริโภคกับเอ็มเทคเริ่มมาตั้งแต่ปี 2566 ด้วยการทดสอบหมวก 25 รุ่น ก่อนขยายผลมาสู่แนวคิด ฉลากความปลอดภัยหมวกกันน็อกแบบสมัครใจที่ใช้เกณฑ์ดาวเป็นตัวชี้ระดับ ซึ่งขณะนี้ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์แล้ว โดยฉลากนี้ไม่ได้มาแทนเครื่องหมาย มอก. แต่เป็นชั้นข้อมูลเพิ่มขึ้นมา เพราะเครื่องหมาย มอก. บอกได้เพียงว่า “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” ขณะที่ผู้บริโภคควรได้รู้ว่าผ่านมาแบบไหน และปลอดภัยกว่าอีกรุ่นหนึ่งหรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ผลการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ที่ทำควบคู่กันพบว่า ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่ม หากรู้ชัดเจนและโปร่งใสว่าระดับความปลอดภัยที่ได้รับเพิ่มขึ้นจริง โดย เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า สิ่งที่อยากเห็นต่อไปคือ “ช่องทาง” ให้ผู้บริโภคเข้ามาดูข้อมูลได้เอง ว่ามีหมวกกี่รุ่น กี่ยี่ห้อ ผ่านการทดสอบอะไรบ้าง เพื่อให้เปรียบเทียบและตัดสินใจได้ดีกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม โมเดลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ในต่างประเทศ องค์กรผู้บริโภคในหลายประเทศใช้วิธี ทดสอบเปรียบเทียบแล้วเปิดเผยผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้ทันที ขณะที่บางประเทศพัฒนาไปถึงระบบให้ดาวที่มีการทวนสอบซ้ำปีละสองครั้ง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของฉลาก

ด้าน เลขาธิการ สมอ. เห็นด้วยในการที่จะพัฒนาถังข้อมูลกลาง โดยเห็นว่า การเปิดให้ผู้บริโภคเข้ามาดูข้อมูลผลทดสอบและการรับรองมาตรฐานได้เอง จะทำให้สามารถเปรียบเทียบรุ่นและยี่ห้อก่อนตัดสินใจซื้อได้ โดยมีเอ็มเทคสนับสนุนข้อมูลจากการทดสอบ อีกทั้งยังระบุว่าต้องการผลักดันให้ไปถึงระดับชาติ แต่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตกลงจะเดินหน้าร่วมกัน อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวจะมีการนำร่องกับพาวเวอร์แบงก์เป็นสินค้ากลุ่มแรก ก่อนขยายมาสู่หมวกกันน็อกในระยะถัดไป และมีแนวคิดขยายไปยังสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

ไม่ใช่การไล่บี้ผู้ผลิต แต่คือการยกระดับทั้งอุตสาหกรรม

จุดยืนที่สภาผู้บริโภคย้ำในวงหารือคือ การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้ทำเพื่อจับผิดผู้ประกอบการ โดยข้อมูลที่น่าสนใจคือหมวกกันน็อกที่ผลิตในไทยส่งออกไปยุโรปได้ และไม่เคยถูกเรียกคืน (Recall) ซึ่งสะท้อนว่าศักยภาพการผลิตของไทยไม่ได้ด้อยกว่าประเทศอื่น คำถามจึงกลับมาว่า ในเมื่อผู้ประกอบการทำของดีมีคุณภาพส่งออกได้ ทำไมมาตรฐานที่ใช้ในประเทศจึงยังตามหลัง

ดังนั้น ข้อเสนอหนึ่งที่ทีมวิจัยฯ ผลักดันคือ การส่งผลทดสอบเชิงเทคนิคคืนให้ผู้ผลิต ปัจจุบันผู้ผลิตได้รับกลับไปว่าผ่านหรือไม่ผ่าน โดยไม่ได้ค่าการดูดซับแรงกระแทกหรือค่าสายรัดคาง ทำให้ไม่มีข้อมูลไปพัฒนาสินค้าต่อ ทั้งที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องมือทดสอบครบชุดเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภค และ สมอ. ยังเดินหน้ากวาดล้างหมวกกันน็อกไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ต่อยอดจากความร่วมมือเดิมที่เชื่อมระบบตรวจสอบกับแพลตฟอร์มรายใหญ่ ซึ่งนำร่องมาแล้วกับปลั๊กพ่วง ไดร์เป่าผม และพาวเวอร์แบงก์

สิ่งที่ผู้บริโภคทำได้ตอนนี้

ระหว่างที่มาตรฐานยังอยู่ในขั้นตอนปรับปรุง สิ่งที่ผู้บริโภคทำได้ทันทีคือเปลี่ยนวิธีเลือกซื้อ เริ่มจากอย่าดูแค่สติกเกอร์ มอก. ที่ติดอยู่ด้านหลัง แต่ให้จดเลข มอก. และเลขที่ใบอนุญาตไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลของ สมอ. ว่ามีอยู่จริงและตรงกับรุ่นที่ถืออยู่หรือไม่ หรือสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) เพื่อตรวจสอบ

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคืออายุของหมวก โฟมและพลาสติกเสื่อมสภาพตามเวลา หมวกที่ผลิตมานานเกิน 5 ปีจึงไม่ควรใช้ แม้จะยังดูใหม่และไม่เคยผ่านการใช้งานหนัก เช่นเดียวกับหมวกที่เคยตกกระแทกอย่างแรง ซึ่งควรเปลี่ยนใบใหม่ทันที เพราะโฟมด้านในยุบตัวไปแล้วและจะไม่รับแรงได้อีก แม้เปลือกนอกจะยังดูปกติดี          

หากพบสินค้าที่สงสัยว่าไม่ได้มาตรฐาน หรือถูกเอาเปรียบจากการซื้อขาย สามารถร้องเรียนไปยังสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสภาผู้บริโภค ที่เบอร์ 1502 หรือออนไลน์ที่เว็บไซต์สภาผู้บริโภค