
สภาผู้บริโภคเร่งรัฐเดินหน้ากำกับ “ค่ารักษาพยาบาลแพง” ในโรงพยาบาลเอกชน หลังผลักดันต่อเนื่อง 8 เดือน ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนและอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและจัดทำ ขณะที่ผู้บริโภคยังต้องแบกรับค่ารักษาที่สูงและไร้อำนาจต่อรองราคา
ค่ารักษา ยา และเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชนยังเป็นภาระหนักของผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยแทบไม่มีโอกาสเปรียบเทียบหรือต่อรองราคา สภาผู้บริโภคจึงเดินหน้าผลักดันราคามาตรฐานหรือเพดานควบคุมราคา พร้อมติดตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2569
แต่ผ่าน 8 เดือน การดำเนินงานยังอยู่ในขั้นรวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอ ขณะที่ผู้บริโภคยังต้องแบกรับค่ารักษาที่สูงโดยแทบไม่มีอำนาจต่อรอง
“ค่ารักษาพยาบาลแพง” คือปัญหาสิทธิผู้บริโภค
การผลักดันดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 หลังจากคณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค ได้หารือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. ถึงข้อเสนอเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองผู้บริโภค กรณีโรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลในราคาสูง ก่อนที่ทั้งสองหน่วยงานจะจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมกันเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีประเด็นการควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ต้องขับเคลื่อน
ต่อมา วันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค หารือกับกรมการค้าภายในเกี่ยวกับโครงสร้างการกำกับราคายาและเวชภัณฑ์ และส่งหนังสือติดตามความคืบหน้าเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569
กรมการค้าภายในมีหนังสือตอบกลับว่า การกำหนดเพดานควบคุมราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการรักษาพยาบาล จำเป็นต้องมีข้อมูลและองค์ความรู้เฉพาะด้าน จึงได้ประสานให้กระทรวงสาธารณสุขจัดทำราคามาตรฐานหรือเพดานควบคุมราคา เพื่อนำไปใช้ประกอบการกำหนดมาตรการกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นยังไม่ปรากฏมาตรการที่สามารถนำมาใช้คุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้คณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค ต้องติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ได้ส่งหนังสือติดตามมาตรการควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาลไปยังกรมการค้าภายใน ส่วนวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ส่งหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อติดตามการจัดทำราคามาตรฐานหรือเพดานควบคุมราคา
ผ่านมา 8 เดือน แต่ยังอยู่ในขั้น “รวบรวมข้อมูล”
ความคืบหน้าล่าสุดจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า ยังอยู่ระหว่างประสานและติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เพื่อนำมาศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลเอกชน ทั้งค่ายา เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่น ๆ
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค เห็นว่า การรวบรวมข้อมูลและศึกษาโครงสร้างราคาเป็นขั้นตอนที่จำเป็น แต่กระบวนการดังกล่าวไม่ควรยืดเยื้อจนไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากระหว่างที่หน่วยงานรัฐยังอยู่ในขั้นประสานงานและจัดทำข้อเสนอ ผู้บริโภคที่ต้องเข้ารับการรักษายังคงต้องจ่ายค่ายา ค่าบริการ และค่าเวชภัณฑ์ในราคาที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวัน
ความล่าช้าจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการรอมาตรการของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องรับอยู่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรักษาอย่างเร่งด่วน ผู้ที่ไม่มีประกันสุขภาพ หรือผู้ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินด้วยตนเอง
สภาผู้บริโภคจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำหนดกรอบเวลาการดำเนินงานและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน พร้อมผลักดันให้เกิด ราคามาตรฐานหรือเพดานควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาล ยา และเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชนโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ในราคาที่เป็นธรรม และไม่ต้องรอจนเกิดปัญหาจากบิลค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินกำลังจึงจะได้รับการคุ้มครอง
เนื้อหาทั้งหมด



