Ribbon

จับตา FTA ไทย–EU ห่วงอาหาร–ยาแพง สินค้าและสารเคมีเสี่ยงทะลักเข้าไทย

จับตา FTA ไทย–EU ห่วงอาหาร–ยาแพง สินค้าและสารเคมีเสี่ยงทะลักเข้าไทย

วันที่ 17 กันยายน 2569 สภาผู้บริโภค ร่วมกับ 146 องค์กรภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน ยื่นหนังสือต่อฝ่ายการเมืองและรัฐสภา เรียกร้องให้ติดตามและตรวจสอบท่าทีของรัฐบาลในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป หรือFTA ไทย–EU ก่อนการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 6 ตุลาคม 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต

แม้ชื่อ “FTA” อาจฟังดูเป็นเรื่องการค้าระหว่างประเทศ แต่ข้อเสนอหลายเรื่องในการเจรจาสามารถกระทบชีวิตประจำวันของประชาชนได้โดยตรง ตั้งแต่ ต้นทุนอาหาร ราคายา การเข้าถึงการรักษา ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไปจนถึงมาตรฐานการนำเข้าสินค้า สารเคมี และขยะจากต่างประเทศ

ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 15 จาก 24 บท แต่ยังเหลือหลายประเด็นสำคัญและอ่อนไหว ภาคประชาชนจึงเห็นว่า รัฐบาลไม่ควรเร่งปิดการเจรจาด้วยการนำประโยชน์ในสาขาหนึ่งไปแลกกับสิทธิประโยชน์หรือนโยบายอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค

เมล็ดพันธุ์แพงขึ้น อาหารก็อาจแพงตาม 

นางยุพิน คะเสนา แกนนำเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่ภาคประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุดคือ UPOV 1991 หรืออนุสัญญาระหว่างประเทศที่กำหนดระบบคุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่

ภาคประชาชนเรียกร้องให้ไทย ไม่รับข้อผูกพันที่กำหนดให้ต้องเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 ไม่แก้กฎหมายไทยให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว และไม่รับข้อความอื่นที่ให้ผลในทางปฏิบัติเทียบเท่ากัน

ปัจจุบันไทยมี พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งออกแบบให้คุ้มครองทั้งนักปรับปรุงพันธุ์ เกษตรกร ชุมชน พันธุ์พืชพื้นเมือง และการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม

ข้อกังวลคือ หากไทยต้องเดินตาม UPOV 1991 อาจทำให้สิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตไว้ปลูกต่อถูกจำกัดมากขึ้น ขณะที่ข้อมูลการศึกษาที่ภาคประชาสังคมเคยนำเสนอต่อคณะผู้เจรจาระบุว่า ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรไทยอาจเพิ่มขึ้น 2 – 6 เท่าในระยะยาว

ผลกระทบจึงอาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงในไร่นา เพราะเมื่อเมล็ดพันธุ์เป็นต้นทุนแรกของการผลิตอาหาร หากต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ก็อาจส่งต่อมาถึงราคาข้าว ผัก ผลไม้ และอาหารที่ผู้บริโภคซื้อในชีวิตประจำวัน

“เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับวิถีการเก็บ คัดเลือก แลกเปลี่ยน และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาชุมชน และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ” นางยุพินระบุ

ห่วงผูกขาดยานานขึ้น คนไทยอาจจ่ายค่ายาแพงกว่าเดิม

อีกประเด็นสำคัญคือข้อเสนอด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่สูงกว่ามาตรฐานขององค์การการค้าโลก หรือที่เรียกว่า TRIPS-plus

นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ระบุว่า ไทยไม่ควรรับมาตรการที่จะยืดระยะเวลาการผูกขาดยา เช่น การผูกขาดข้อมูลทางยา การผูกขาดทางการตลาด หรือการขยายระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตร เพราะอาจทำให้ ยาชื่อสามัญ ซึ่งโดยทั่วไปมีราคาถูกกว่า เข้าสู่ตลาดช้าลง 

ผลการศึกษาที่จัดทำร่วมกันโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และเครือข่ายนักวิชาการในปี 2568 ระบุว่า ข้อเสนอของสหภาพยุโรปอาจทำให้ยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาดช้าลงอย่างน้อย 2 ปี และอาจนานถึง 11 ปี

การศึกษายังประเมินว่า ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศไทยอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 130,000 ล้านบาทใน 10 ปี 770,000 ล้านบาทใน 20 ปี และสูงถึง 3.7 ล้านล้านบาทใน 30 ปี

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้ตกอยู่กับผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจเพิ่มภาระให้ระบบบัตรทอง ประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลภาครัฐ และงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศ

แอลกอฮอล์  ข้อมูลส่วนตัว ก็อยู่บนโต๊ะเจรจา

ในประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เรียกร้องไม่ให้รัฐบาลเร่งลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากร ที่อาจส่งผลให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าถึงได้ง่ายและมีการบริโภคเพิ่มขึ้น พร้อมขอให้รัฐยังคงมีอำนาจใช้มาตรการด้านภาษี ราคา การตลาด โฆษณา ฉลากคำเตือน รวมถึงการจำกัดเวลาและสถานที่จำหน่าย

ข้อมูลที่ระบุในหนังสือประเมินว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยในปี 2564 มีมูลค่าประมาณ 165,450.5 ล้านบาท หรือ 1.02% ของ GDP (Gross Domestic Product) หรือ ผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ

ส่วนเรื่อง การค้าดิจิทัล นางสาวนิสรา แก้วสุข ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการ สภาผู้บริโภค เรียกร้องให้ไทยไม่รับข้อผูกพันที่อาจจำกัดความสามารถของรัฐในการออกกฎหมายใหม่ในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงทางไซเบอร์ ภาษีดิจิทัล การกำกับดูแล AI และความปลอดภัยของสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์ม

ประเด็นสำคัญคือ ไทยควรยังมีอำนาจกำหนดกติกาเพื่อรับมือกับเทคโนโลยีและความเสี่ยงใหม่ ๆ ได้ ไม่ควรถูกข้อผูกพันทางการค้าจำกัดจนแก้กฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนได้ยากขึ้นในอนาคต

อย่าให้ไทยเป็นปลายทางสารเคมีอันตราย สินค้าใช้แล้ว และขยะจากต่างประเทศ

นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) กล่าวว่า ไทยควรรักษาอำนาจในการควบคุมการนำเข้า สารเคมีทางการเกษตร สินค้าที่ใช้แล้วหรือทำเสมือนใหม่ ขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุที่อาจมีสารอันตรายปนเปื้อน

ข้อกังวลคือ หาก FTA มีเงื่อนไขที่ทำให้การนำเข้าสินค้าหรือวัสดุเหล่านี้ง่ายขึ้น หรือทำให้ไทยกำหนดมาตรฐาน ตรวจสอบ อนุญาต หรือห้ามนำเข้าได้ยากขึ้น ความเสี่ยงอาจตกอยู่กับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมในประเทศ

ภาคประชาชนยังเรียกร้องให้ไทยผลักดันสหภาพยุโรปยุติการส่งออกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ถูกห้าม ยกเลิก หรือไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้ภายในสหภาพยุโรปเนื่องจากความเสี่ยงต่อสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม มายังประเทศไทย

จี้รัฐสภาตรวจสอบ อย่าให้ประชาชนรู้เมื่อข้อตกลงจบแล้ว

ทั้งนี้ 147 องค์กรเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของรัฐสภา ติดตามการเจรจาทั้งก่อนและหลังการเจรจารอบที่ 10 พร้อมเรียกหน่วยงานที่รับผิดชอบมาชี้แจงว่า เรื่องใดไทยยอมรับแล้ว เรื่องใดยังไม่ยอมรับ และข้อผูกพันแต่ละเรื่องจะส่งผลต่อประชาชนอย่างไร

โดยเฉพาะประเด็น UPOV 1991 การเข้าถึงยา การค้าดิจิทัล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารเคมีทางการเกษตร สินค้าที่ใช้แล้วหรือทำเสมือนใหม่ ขยะพลาสติก และขยะอิเล็กทรอนิกส์

พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลที่มีผลกระทบต่อสาธารณะอย่างเพียงพอ และเปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้บริโภค ผู้ป่วย นักวิชาการ และภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมก่อนรัฐบาลรับข้อผูกพันสำคัญ

ภาคประชาชนย้ำว่า FTA ไทย  EU อาจเป็นข้อตกลงที่ผูกพันประเทศไทยไปอีกหลายสิบปี รัฐบาลจึงไม่ควรเร่งปิดการเจรจา หากประเด็นที่กระทบชีวิตประชาชนยังไม่ได้ข้อยุติที่สามารถรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนได้อย่างเพียงพอ