
“สารี อ๋องสมหวัง” เบอร์ 59 อาสาทำหน้าที่ตัวแทนนายจ้างในบอร์ดประกันสังคม ชู 3 แนวนโยบาย ลดภาระนายจ้าง โปร่งใส ผลักดันบำนาญชราภาพ 9,000 บาท มุ่งสร้างความมั่นคงให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
การเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคม วันที่ 27 กันยายน 2569 กำลังเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบประกันสังคม สารี อ๋องสมหวัง ผู้สมัครผู้แทนฝ่ายนายจ้าง หมายเลข 59 เสนอ 3 แนวนโยบายสำคัญ คือ ลดภาระนายจ้างจากต้นทุนประกันสุขภาพที่ซ้ำซ้อน ตรวจสอบการใช้เงินสำนักงานประกันสังคมให้โปร่งใส และสร้างหลักประกันรายได้วัยเกษียณด้วยเป้าหมายบำนาญชราภาพ 9,000 บาทต่อเดือน โดยมองว่าการสร้างระบบประกันสังคมที่เข้มแข็ง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มสวัสดิการ แต่คือการทำให้เงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้างทุกบาทกลับมาสร้างความมั่นคงให้ระบบแรงงานและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
สารี กล่าวว่า ในมุมของนายจ้าง “ประกันสังคม” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสวัสดิการของลูกจ้าง แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนการจ้างงาน เพราะทุกเดือนนายจ้างและลูกจ้างต่างส่งเงินสมทบเข้ากองทุน แต่ในทางปฏิบัติ นายจ้างจำนวนหนึ่งยังต้องจัดซื้อประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มเติมให้พนักงาน เนื่องจากต้องการให้ลูกจ้างเข้าถึงบริการสุขภาพที่สะดวกและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนทำงาน
“เงินสมทบที่นายจ้างและลูกจ้างจ่ายทุกเดือนควรกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ที่มีคุณภาพและคุ้มค่า ถ้าระบบประกันสังคมสามารถทำให้คนทำงานเชื่อมั่นได้ นายจ้างก็ไม่ควรต้องจ่ายเงินซ้ำซ้อนเพื่อซื้อหลักประกันสุขภาพเพิ่มเติมอีก” สารีกล่าว
จากโจทย์ดังกล่าว สารีจึงเสนอ 3 แนวนโยบาย สำหรับการเข้าไปทำหน้าที่ผู้แทนฝ่ายนายจ้างในคณะกรรมการประกันสังคม
1. ลดภาระนายจ้าง ยกระดับสิทธิสุขภาพ ลดต้นทุน “จ่ายซ้ำ”
นโยบายแรก คือ ลดภาระนายจ้างจากการซื้อประกันสุขภาพเอกชนที่ซ้ำซ้อน โดยต้องทำให้ระบบประกันสังคมมีมาตรฐานและสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพที่ผู้ประกันตนเชื่อมั่น สามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้จริง
ปัจจุบัน นายจ้างและลูกจ้างมีหน้าที่ส่งเงินสมทบเข้าสู่ระบบอยู่แล้ว แต่สถานประกอบการจำนวนหนึ่งยังต้องจัดสวัสดิการประกันสุขภาพเพิ่มเติม นั่นหมายถึงต้นทุนอีกก้อนที่ภาคธุรกิจต้องแบกรับ
สารีเห็นว่า ทางออกไม่ใช่การลดสิทธิของผู้ประกันตน แต่ต้อง ยกระดับสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมให้ดีพอจนลดความจำเป็นในการซื้อประกันซ้ำ เพราะหากผู้ประกันตนได้รับบริการที่มีคุณภาพ นายจ้างก็สามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น ขณะที่ลูกจ้างได้รับหลักประกันสุขภาพที่ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐต้องเร่งชำระภาระเงินสมทบหรือหนี้ที่มีต่อกองทุนประกันสังคมให้ครบถ้วนและรวดเร็ว เพื่อไม่ให้กระทบสภาพคล่องและความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว แนวนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับเอกสารนโยบายที่มองว่าการลดต้นทุนสุขภาพซ้ำซ้อนต้องเดินควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในระบบประกันสังคม
2. ตรวจสอบสำนักงานประกันสังคม เงินทุกบาทต้องโปร่งใส
นโยบายที่สอง คือ ตรวจสอบและยกเลิกการใช้เงินที่ไม่เหมาะสมของสำนักงานประกันสังคม โดยยึดหลักว่าเงินในกองทุนมาจากเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตน การใช้จ่ายจึงต้องมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
สารี กล่าวว่า สิ่งที่ต้องผลักดันคือการเปิดเผยข้อมูลการบริหารกองทุนอย่างเป็นระบบ ทั้งรายรับ รายจ่าย การลงทุน และค่าใช้จ่ายในการบริหารสำนักงาน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถติดตามได้ว่าเงินทุกบาทถูกใช้ไปกับอะไร และสร้างประโยชน์กลับคืนแก่ผู้ประกันตนมากน้อยเพียงใด
“เงินกองทุนไม่ใช่เงินของสำนักงานประกันสังคม แต่เป็นเงินที่นายจ้างและผู้ประกันตนร่วมกันจ่าย การใช้เงินทุกบาทจึงต้องตอบได้ว่าใช้เพื่ออะไร คุ้มค่าหรือไม่ และใครได้รับประโยชน์ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้คำว่า “โปร่งใส ตรวจสอบได้” เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ และมีตัวแทนของนายจ้างเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบแทนผู้ที่ส่งเงินเข้ากองทุนอย่างจริงจัง” สารีระบุ
3. ผลักดันบำนาญชราภาพ 9,000 บาท ให้คนทำงานมีหลักประกันบั้นปลายชีวิต
นโยบายที่สาม คือการผลักดัน บำนาญชราภาพ 9,000 บาทต่อเดือน เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ให้คนทำงานเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ
สารีมองว่า ระบบประกันสังคมไม่ควรดูแลผู้ประกันตนเฉพาะวันที่เจ็บป่วย ว่างงาน หรือประสบปัญหาระหว่างทำงานเท่านั้น แต่ต้องตอบโจทย์คำถามสำคัญที่สุดข้อหนึ่งของคนทำงานว่า หลังทำงานและส่งเงินสมทบมาทั้งชีวิต จะสามารถมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรีได้หรือไม่
แนวนโยบายจึงเสนอให้ตั้งเป้าหมายบำนาญชราภาพที่ 9,000 บาทต่อเดือน พร้อมนำเงินสมทบส่วนที่เพิ่มขึ้น 125 บาทไปสมทบกับบำนาญชราภาพ ตามแนวทางที่ระบุไว้ในข้อเสนอนโยบายของผู้สมัคร
“คนทำงานมาทั้งชีวิตต้องมีบำนาญที่พอใช้และสามารถอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี หลักประกันในวัยเกษียณไม่ใช่ประโยชน์ของลูกจ้างฝ่ายเดียว แต่ยังทำให้คนทำงานวันนี้มีความมั่นคงและมีความเชื่อมั่นต่ออนาคตของตัวเอง” สารีกล่าว
ในมุมของนายจ้าง การสร้างหลักประกันวัยเกษียณยังสัมพันธ์กับคุณภาพของระบบแรงงาน เพราะเมื่อคนทำงานมีความมั่นคงในระยะยาว ย่อมช่วยลดความกังวล สร้างขวัญกำลังใจและความผูกพันต่อองค์กร ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างผลิตภาพและเสถียรภาพของธุรกิจในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวเป็นหนึ่งในแกนหลักของข้อเสนอนโยบายที่ต้องการเชื่อม “ผลประโยชน์ของกิจการ” เข้ากับ “ความผาสุกของแรงงาน”
“นายจ้าง–ลูกจ้าง” ต้องได้ประโยชน์ไปด้วยกัน
สารี กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจอาสาเข้ามาทำหน้าที่ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง คือความเชื่อว่า ผลประโยชน์ของนายจ้างกับคุณภาพชีวิตของลูกจ้างไม่จำเป็นต้องอยู่คนละฝั่ง หากกองทุนประกันสังคมมีประสิทธิภาพ นายจ้างสามารถลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อน ลูกจ้างได้รับสวัสดิการที่มีคุณภาพ และกองทุนมีฐานะมั่นคงในระยะยาว ทุกฝ่ายย่อมได้รับประโยชน์ร่วมกัน
ตรงกันข้าม หากกองทุนบริหารไม่มีประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายสูง ขาดความโปร่งใส หรือสิทธิประโยชน์ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ ภาระก็จะย้อนกลับมาที่นายจ้างและลูกจ้างในรูปของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความไม่มั่นคงของระบบในอนาคต
“ดิฉันอาสาเข้ามาทำหน้าที่ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง เพราะอยากเห็นเงินทุกบาทที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจ่ายสร้างประโยชน์กลับคืนมาอย่างคุ้มค่า เราต้องทำให้ระบบประกันสังคมโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นหลักประกันที่คนทำงานเชื่อมั่นได้ตั้งแต่วันแรกของการทำงานจนถึงวัยเกษียณ” สารี กล่าว
การเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม ประจำปี 2569 กำหนดจัดขึ้นวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยผู้มีสิทธิสามารถเลือกผู้สมัครได้ 7 หมายเลข และสำนักงานประกันสังคมได้เปิดเผยข้อมูลผู้สมัครและกระบวนการเลือกตั้งแล้ว

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



