
สภาผู้บริโภค เสนอรัฐกำหนดราคามาตรฐานค่ารักษาพยาบาล รพ.เอกชน พร้อมผลักดันสิทธิเข้าถึงข้อมูลการรักษา ด้านนักวิชาการชี้ระบบสุขภาพไทยเผชิญปัญหาการกระจุกตัวของธุรกิจและบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่ภาคเอกชนเสนอให้รัฐและโรงพยาบาลร่วมมือกัน เพื่อสร้างระบบสุขภาพที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม
วันที่ 20 ตุลาคม 2569 สภาผู้บริโภคเข้าร่วมเสวนาสาธารณะ “แนวทางส่งเสริมและกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน เพื่อระบบสุขภาพที่เป็นธรรม” จัดโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101 PUB) โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของไทย
ภายในงานมีการนำเสนอข้อค้นพบจากงานวิจัยเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมและกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน พร้อมจัดวงเสวนาหัวข้อ “ออกแบบกติกาที่ใช่ เพื่ออนาคตระบบสุขภาพที่เป็นธรรม” โดยมีภาควิชาการ ผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชน ภาคผู้บริโภค และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณสุข ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงความท้าทายของระบบสุขภาพไทย ทั้งปัญหาค่ารักษาพยาบาล การคุ้มครองสิทธิผู้ป่วย การกระจายบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนบทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมและกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นธรรม
ค่ารักษาเอกชนแพง ผู้ป่วยขาดอำนาจต่อรอง
นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่ผู้บริโภคเผชิญจากการใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน คือค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนกลุ่มรายได้ปานกลาง ซึ่งเดิมสามารถเลือกใช้บริการทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ต้องกลับไปพึ่งพาโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น และยิ่งเพิ่มความแออัดให้กับระบบสาธารณสุข
นอกจากนี้ บริการทางการแพทย์ยังเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีข้อจำกัดในการต่อรอง เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถประเมินความจำเป็นในการรักษาหรือความเหมาะสมของราคาได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยและต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน
สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้ภาครัฐเข้ามากำกับดูแลค่ารักษาพยาบาลอย่างจริงจัง โดยกำหนดราคามาตรฐานหรือเพดานราคาตามกลุ่มโรค สำหรับโรคทั่วไปที่มีแนวทางการรักษาชัดเจน เช่น ไส้ติ่งอักเสบและไส้เลื่อน เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ เนื่องจากการเปิดเผยราคาค่ารักษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจของผู้ป่วย
ขณะเดียวกัน นพ.ขวัญประชา ยังเสนอให้โรงพยาบาลอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงประวัติการรักษาของผู้ป่วย และส่งเสริมระบบการขอความเห็นจากแพทย์คนที่สอง (Second Opinion) เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูลระหว่างผู้ป่วยกับสถานพยาบาล รวมถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกช่วยเหลือและชดเชยความเสียหายจากการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน โดยเฉพาะกรณีผลกระทบจากการรักษาที่ไม่คาดคิด ซึ่งยังมีช่องว่างในการคุ้มครองผู้บริโภค
นอกจากนี้ อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค ยังสะท้อนว่า ปัจจุบันเรื่องร้องเรียนส่วนใหญ่ที่เข้าสู่สภาผู้บริโภคเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสริมความงาม โดยปัญหาสำคัญไม่ได้เกิดจากคุณภาพการให้บริการโดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลข้างเคียงจากการรักษาที่ผู้บริโภคไม่คาดคิดหรือไม่ได้รับข้อมูลมาก่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสร้างภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับสถานะของธุรกิจเสริมความงามว่าควรจัดเป็นบริการสุขภาพหรือไม่ รวมถึงความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตวิชาชีพว่าแพทย์สาขาใดมีคุณสมบัติและความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะให้บริการเสริมความงามแต่ละประเภท ซึ่งเป็นประเด็นที่สภาผู้บริโภคได้สอบถามไปยังแพทยสภา แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ ช่องว่างของกลไกชดเชยความเสียหาย เนื่องจากผู้บริโภคที่ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนหรือธุรกิจเสริมความงามยังไม่มีกลไกช่วยเหลือและชดเชยความเสียหายจากผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์อย่างครอบคลุม เช่นเดียวกับกลไกช่วยเหลือเบื้องต้นในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงเป็นประเด็นที่ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลควรให้ความสำคัญ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองและเข้าถึงการเยียวยาอย่างเป็นธรรม
โจทย์ใหญ่ระบบสุขภาพ ต้องสร้างสมดุลธุรกิจและคุ้มครองผู้ป่วย
ด้าน ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้มุมมองว่า ระบบสุขภาพไทยมีลักษณะผสมผสานระหว่างภาครัฐและเอกชน แต่ยังเผชิญปัญหาความล้มเหลวของกลไกตลาด ทั้งการกระจุกตัวของธุรกิจโรงพยาบาลและความไม่เท่าเทียมด้านข้อมูล ซึ่งทำให้ผู้ป่วยขาดอำนาจต่อรอง ขณะเดียวกัน การเติบโตของโรงพยาบาลเอกชนยังส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายบุคลากรทางการแพทย์ออกจากภาครัฐ
จึงเสนอให้ทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริการโรงพยาบาลเอกชนบางประเภท รวมถึงพัฒนาระบบเปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูลค่ารักษาพยาบาล ผลการรักษา และการให้บริการ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับกำกับราคาและยกระดับความโปร่งใสในระบบสุขภาพ
ขณะที่ นางสาวธัญญา วรรณพฤกษ์ โรงพยาบาลวิมุตติ เทพธารินทร์ สะท้อนมุมมองผู้ประกอบการว่า โรงพยาบาลเอกชนสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อเติมเต็มบริการสุขภาพได้ โดยเฉพาะบริการเฉพาะทางและการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้ส่งเสริมระบบแพทย์ครอบครัว และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลประชาชนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลต้องคำนึงถึงจริยธรรมวิชาชีพและสร้างสมดุลระหว่างผลประกอบการกับประโยชน์ของสังคม
ส่วน นพ.สมศักดิ์ ชุนหรัตน์ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เห็นว่า ภาครัฐควรปรับบทบาทจากการควบคุมไปสู่การกำกับดูแลระบบสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ควรมองโรงพยาบาลรัฐและเอกชนแยกออกจากกัน แต่ต้องมุ่งให้สถานพยาบาลทุกแห่งให้บริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และไม่สร้างภาระทางการเงินแก่ประชาชน พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบคุณภาพบริการเชิงรุก และกำกับการรักษาที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ป่วย
งานวิจัยชี้ รพ.เอกชน มีบทบาทสำคัญ แต่ระบบกำกับดูแลยังมีช่องว่าง
ภายในงานยังมีการนำเสนอผลการศึกษา “การสังเคราะห์กรอบแนวทางกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชนเพื่อสร้างระบบสุขภาพของประเทศไทยที่เป็นธรรม” ซึ่งจัดทำโดย 101 PUB ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบามรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)สำรวจประชาชน 2,017 คน ร่วมกับการทบทวนเอกสารและรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง
ผลการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลเอกชนเป็นส่วนสำคัญของระบบสุขภาพไทย แต่ยังมีปัญหาการกระจุกตัวของธุรกิจ โดยในปี 2567 ผู้ประกอบการรายใหญ่ 4 ราย ครองรายได้ร้อยละ 49.3 ของตลาด ขณะที่ราคาค่ารักษาพยาบาลและราคายามีความแตกต่างกันมากระหว่างโรงพยาบาล และระบบเปิดเผยข้อมูลราคายังไม่เพียงพอให้ประชาชนเปรียบเทียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายฉัตร คำแสง ผู้อำนวยการ 101 Public Policy Think Tank กล่าวว่า หากโรงพยาบาลเอกชนเติบโตโดยขาดการกำกับทิศทาง อาจส่งผลให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรจากระบบสุขภาพ โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ จึงจำเป็นต้องปรับสมดุลระหว่างการส่งเสริมและกำกับดูแล เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนระบบสุขภาพโดยไม่กระทบต่อประโยชน์ของประชาชน
ด้าน รศ.ดร.นพ.บวรศม ลีระพันธ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการวิจัย ระบุว่า การกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชนไม่ควรมุ่งจำกัดการเติบโตของภาคเอกชนหรือปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างกติกาที่เหมาะสม โดยให้รัฐเข้ามาดูแลในประเด็นที่ผู้ป่วยไม่สามารถตรวจสอบเองได้ และส่งเสริมให้โรงพยาบาลเอกชนใช้ศักยภาพร่วมพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ
ย้ำราคาต้องเป็นธรรมและผู้ป่วยมีทางเลือก
นอกจากนี้ ในช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ยังร่วมสะท้อนข้อเสนอเพื่อพัฒนาระบบกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน โดย นพ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา ตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางกำกับดูแลควรสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมและการส่งเสริมโรงพยาบาลเอกชน พร้อมเสนอให้ทบทวนข้อมูลบางส่วนให้เป็นปัจจุบัน และให้ความสำคัญกับมาตรฐานทางการแพทย์และจริยธรรมวิชาชีพเป็นหลักในการออกแบบกติกา
ด้าน รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม ผู้แทนสภาเภสัชกรรม เสนอให้มีการวิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริงของยาและบริการทางการแพทย์ เพื่อสร้างความโปร่งใสด้านราคา รวมถึงสนับสนุนระบบใบสั่งยาที่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยนำไปซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกโรงพยาบาลได้ พร้อมเสนอให้จัดทำราคากลางหรือราคามาตรฐานตามกลุ่มโรค เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินค่าใช้จ่ายก่อนเข้ารับการรักษา
ขณะที่ นายธนพล ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย สะท้อนว่า ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในระดับสูงสร้างความกังวลให้กับผู้ป่วย จึงต้องการเห็นหลักเกณฑ์การกำหนดราคาที่ชัดเจนและเป็นธรรม รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถนำใบสั่งยาไปซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดภาระค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้ ข้อเสนอจากเวทีเสวนาสะท้อนความจำเป็นในการปรับปรุงระบบกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน ทั้งด้านราคาค่ารักษาพยาบาล คุณภาพบริการ สิทธิของผู้ป่วย และการบริหารทรัพยากรทางการแพทย์ เพื่อให้การพัฒนาระบบสุขภาพไทยมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นธรรม โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น
ด้านคณะผู้วิจัยจะนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนไปปรับปรุงรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ก่อนนำเสนอต่อผู้กำหนดนโยบาย เพื่อผลักดันให้เกิดระบบกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชนที่คำนึงถึงคุณภาพบริการ ความเหมาะสมของราคา และสิทธิของประชาชนเป็นสำคัญ


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



