Ribbon

กดดัน เลขาฯ กสทช. แจง หนุนประธานทำหน้าที่ ขัดกฎหมายหรือไม่

กดดัน เลขาฯ กสทช. แจง หนุนประธานทำหน้าที่ ขัดกฎหมายหรือไม่

ปัญหาความขัดแย้งภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังคงยืดเยื้อ หลังเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะการดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และการจัดประชุมคณะกรรมการ ส่งผลให้การพิจารณาวาระสำคัญด้านกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคมไม่สามารถเดินหน้าได้ตามปกติ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 พลอากาศโทธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง ทำหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. ขอให้ชี้แจงเหตุผลและใช้ฐานอำนาจทางกฎหมายใด ที่ทำให้สำนักงาน กสทช. ยังคงสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของ นพ.สรณ ท่ามกลางข้อโต้แย้งเรื่องสถานะทางกฎหมาย ทั้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา และคำพิพากษาของศาลปกครองที่ส่งผลต่อสถานะการดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ ขณะที่สภาผู้บริโภคและเครือข่ายภาคประชาชนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อยุติภาวะชะงักงันขององค์กรกำกับดูแล และเร่งแก้ไขปัญหาที่กระทบสิทธิผู้บริโภค

ตั้งคำถามถึงสำนักงาน กสทช. ต้องชี้แจงฐานกฎหมายให้ชัด

สาระสำคัญของหนังสือบันทึกข้อความที่ สทช 1002/323 ที่พลอากาศโทธนพันธุ์ ทำถึงเลขาธิการ กสทช. ขอให้สำนักงาน กสทช. ชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลทางกฎหมายใน 3 ประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรก เหตุใดสำนักงาน กสทช. จึงยังสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของ นพ.สรณ ทั้งที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาและคำพิพากษาของศาลปกครองแล้ว โดยขอให้ชี้แจงว่าการดำเนินการของสำนักงาน กสทช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการและฝ่ายธุรการของคณะกรรมการ เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

ประเด็นที่สอง เหตุใดสำนักงาน กสทช. จึงไม่สนับสนุนการประชุมของกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 คน โดยหนังสือตั้งข้อสังเกตว่า สำนักงาน กสทช. มีหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตามกฎหมาย แต่กลับยังคงจัดประชุมโดยอ้างคำสั่งของ นพ.สรณ จนเกิดข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดประชุมและการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่เหลือ

พลอากาศโทธนพันธุ์จึงขอให้สำนักงาน กสทช. ชี้แจงว่า ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการและสนับสนุนการดำเนินงานของ กสทช. สำนักงานมีเหตุผลใดในการไม่ดำเนินการตามแนวทางของกรรมการที่เหลือ และหากเห็นว่าการดำเนินการของ นพ.สรณ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เหตุใดจึงไม่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้กรรมการสามารถประชุมและปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมาย

ประเด็นที่สาม สำนักงาน กสทช. อาศัยคำสั่งศาลใดรองรับการดำเนินงาน เพราะกรณีที่สำนักงาน กสทช. เผยแพร่ข้อมูลอ้างคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เพื่อสนับสนุนสถานะการดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ นั้น ศาลปกครองสูงสุด ได้ขอให้สำนักงานชี้แจงและแสดงหลักฐานว่าได้รับทราบคำสั่งศาลปกครองสูงสุดจากบุคคลใดหรือแหล่งที่ใด รวมถึงคำสั่งหมายเลขที่ ล.3/2569 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2569 โดยกล่าวอ้าง “รอพระบรมราชโองการ” กับ “คดียังไม่สิ้นสุด” นั้นขัดต่อคำสั่งศาลปกครองหรือไม่ และใช้หลักกฎหมายใดในการกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ หนังสือของพลอากาศโทธนพันธุ์กำหนดให้สำนักงาน กสทช. ชี้แจงทั้งสามประเด็นภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่และการดำเนินงานขององค์กรกำกับดูแล

สภาผู้บริโภคห่วง กสทช. หยุดชะงัก กระทบสิทธิประชาชน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงและภาคประชาสังคม รวม 14 องค์กร ร่วมทั้งสภาผู้บริโภค ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งภายใน กสทช. โดยเห็นว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการบริหารงานขององค์กรและการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคและเครือข่ายภาคประชาชนเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายใน กสทช. โดยยึดคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาและคำพิพากษาศาลปกครองเป็นหลัก หลังมีข้อกล่าวหาว่าสำนักงาน กสทช. ยังคงสนับสนุนให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ปฏิบัติหน้าที่ประธานต่อไป ทั้งที่คณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว ขณะที่การประชุมของกรรมการ กสทช. อีก 6 คน ถูกขัดขวางจนไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2569 มีการประชุมที่ไม่สามารถดำเนินการได้ไม่น้อยกว่า 15 ครั้ง

“สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ นพ.สรณ และนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. หากพบว่ามีการฝ่าฝืนคำสั่งทางปกครอง หรือจงใจขัดขวางการประชุมของกรรมการที่เหลือ ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายและสอบสวนความผิดทางวินัยโดยไม่ละเว้น ไม่ควรปล่อยให้ความขัดแย้งยืดเยื้อจนองค์กรกำกับดูแลไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบสุดท้ายคือประชาชนที่ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร” นายอดิศักดิ์ กล่าว

ปัจจุบันมีปัญหาจำนวนมากที่ต้องอาศัยอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ในการกำกับดูแล ทั้งการคุ้มครองผู้บริโภคจากข้อความสั้น (SMS) หลอกลวง เบอร์โทรศัพท์ผิดกฎหมาย และขบวนการสแกมเมอร์ รวมถึงการติดตามผลกระทบจากการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ซึ่งต้องตรวจสอบว่าประชาชนได้รับประโยชน์จากการแข่งขันหรือไม่ ทั้งในด้านอัตราค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ และทางเลือกของแพ็กเกจราคาประหยัด การกำกับดูแลบริการสื่อผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) การจัดทำแผนโทรทัศน์ดิจิทัล ที่จะหมดสัญญาในปี 2570

จับตา 4 พ.ย. ลุ้นประชุมบอร์ด กสทช.

ความเคลื่อนไหวต่อไปที่ต้องจับตา คือการประชุมบอร์ด กสทช. ที่มีการกำหนดไว้ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 หลังจากการประชุมเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่มี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้นัดประชุม แต่ต้องยุติลงเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ และได้มีการกำหนดประชุมใหม่ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับกำหนดการประชุมของกรรมการ กสทช. อีก 6 คน ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการประชุมซ้อนกันอีกครั้ง ท่ามกลางข้อโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจการเรียกประชุมและความชอบด้วยกฎหมายของมติคณะกรรมการ

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งที่เป็นประเด็นระดับประเทศอีกประเด็นหนึ่งก็คือ การส่งผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ซึ่งระหว่างการประชุมนัดพิเศษของกรรมการ 6 คน ในวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ได้มีการลงมติเสนอชื่อผู้แทนไทยที่จะเข้าร่วมประชุม ITU และได้ส่งชื่อผู้แทนไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว แต่สำนักงาน กสทช. กลับระบุว่าการเสนอชื่อเป็นเพียงการดำเนินงานด้านธุรการเท่านั้น โดยมติดังกล่าวไม่ได้ได้รับการรับรองตามกฎหมาย นอกจากนั้น ยังมีรายงานว่าศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้นายไตรรัตน์ ชี้แจงภายใน 7 วัน กรณีการเผยแพร่ข้อมูลของสำนักงาน กสทช. ที่ไม่ตรงกับคำสั่งศาล เกี่ยวกับคดีสถานะประธาน กสทช. จึงเป็นที่สังเกตได้ว่าสถานการณ์ทั้งหมดนี้ ทำให้การประชุมวันที่ 4 พฤศจิกายน อาจเป็นอีกจุดสำคัญที่ต้องติดตามว่า กสทช. จะสามารถเดินหน้าพิจารณาวาระที่ค้างอยู่ได้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ซึ่งไม่ควรได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งภายในองค์กรที่ยืดเยื้อ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง