Ribbon

จี้นายกฯ เอาผิด เลขาธิการ กสทช. ปมขวางประชุมบอร์ด 6 คน กระทบสิทธิผู้บริโภค

Getting your Trinity Audio player ready...

จากกรณีความขัดแย้งภายในสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. ออกมาชี้แจงและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมนัดพิเศษของกรรมการ กสทช. 6 คน ทั้งเรื่องอำนาจจัดประชุม การบรรจุวาระ การทำหน้าที่เลขานุการ และการจัดทำรายงานการประชุม ก่อนที่กรรมการ กสทช. จะออกมาชี้แจงโต้แย้ง โดยยืนยันว่าการประชุมดำเนินการตามกฎหมาย มีการบันทึกเสียงและจัดทำเอกสารครบถ้วน และยืนยันว่าได้ส่งมติที่รับรองแล้วให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา

สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวนำไปสู่ข้อเรียกร้องของเครือข่ายภาคประชาชน นำโดยคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ให้ นายกรัฐมนตรีและกรรมการ กสทช. ที่เหลือ 6 คน เร่งตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขัดขวางการประชุม หลังมองว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกำลังส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อสาร และอาจทำให้การพิจารณาประเด็นสำคัญด้านการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคต้องล่าช้าออกไป

นายเมธา มาสขาว รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า คำชี้แจงของนายไตรรัตน์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างมากต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. โดยเฉพาะกรณีที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานเข้าร่วมประชุมนัดพิเศษของกรรมการ 6 คน โดยไม่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการ ทั้งที่รักษาการเลขาธิการ กสทช. มีหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการและปฏิบัติหน้าที่เลขานุการการประชุมตามกฎหมาย

“การไม่จัดเจ้าหน้าที่สนับสนุนการประชุมของกรรมการ กสทช. 6 คน รวมถึงการจัดประชุมอีกชุดในวันและเวลาเดียวกัน เป็นพฤติการณ์ที่ควรได้รับการตรวจสอบว่าเข้าข่ายขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ หรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ยึดหลักกฎหมายและประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ” นายเมธากล่าว

นายเมธา กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. มีหน้าที่สนับสนุนการทำงานของกรรมการ ไม่ใช่เป็นอุปสรรคต่อการประชุม เมื่อกรรมการที่เหลืออยู่พยายามเดินหน้าพิจารณาวาระสำคัญ แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายสำนักงาน จึงต้องตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่ เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงกรรมการ กสทช. แต่คือประชาชนที่รอการแก้ไขปัญหาด้านโทรคมนาคมและสื่อสารมวลชน

สำหรับปัญหาดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะการดำรงตำแหน่งของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ภายหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเอกฉันท์เกี่ยวกับการสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่ง และมีการดำเนินคดีในศาลปกครองตามมา อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. ยังคงมีการออกหนังสือเชิญประชุมตามคำสั่งของ นพ.สรณ ขณะที่กรรมการอีก 6 คนพยายามจัดประชุมเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรเดินหน้าต่อไป จนเกิดการจัดประชุมคู่ขนานและข้อโต้แย้งเรื่องความชอบด้วยกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

นายเมธาเห็นว่า กรรมการ กสทช. 6 คนควรเร่งดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการในกรณีที่ตำแหน่งประธานว่างลง และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายของตำแหน่งประธานให้ชัดเจน เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งที่อาจกระทบต่อความสมบูรณ์ของมติและการดำเนินงานของ กสทช. ในอนาคต

นอกจากนี้ เครือข่ายภาคประชาชนยังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ นพ.สรณ นายไตรรัตน์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่ามีเหตุให้ดำเนินการทางวินัยหรือทางอาญาหรือไม่ โดยนายเมธาอ้างว่า ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้การประชุม กสทช. ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติหลายครั้ง และส่งผลกระทบต่อการพิจารณาวาระสำคัญขององค์กร ทั้งการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ รวมถึงเรื่องร้องเรียนและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง

“ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความขัดแย้งภายใน กสทช. แต่กำลังกระทบต่อระบบกำกับดูแลบริการสาธารณะของประเทศ เมื่อองค์กรไม่สามารถประชุมและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาของผู้บริโภคก็อาจไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที นายกรัฐมนตรีจึงต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดตามกฎหมาย เพื่อให้ กสทช. กลับมาทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างเต็มที่” นายเมธากล่าว

เครือข่ายภาคประชาชนเห็นว่า ปัญหาการบริหารงานของ กสทช. ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจการประชุม แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิของประชาชนในการได้รับบริการโทรคมนาคมและสื่อสารมวลชนที่มีคุณภาพ เป็นธรรม และได้รับการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ หากปล่อยให้ความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป ย่อมเสี่ยงทำให้การแก้ไขปัญหาค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ การแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม และการคุ้มครองผู้ใช้บริการล่าช้าออกไป

ทั้งนี้ เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงและองค์กรภาคประชาสังคมเตรียมจัดเวที “อนาคตสื่อสาธารณะ พันธะ กสทช. และกองทุนสุขภาพ กับอิสรภาพจากอำนาจรัฐและทุน” ในวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00–18.00 น. ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับอนาคตการกำกับดูแลสื่อสาธารณะ บทบาทของ กสทช. และการปกป้องประโยชน์สาธารณะ โดยมีเครือข่ายภาคประชาชน องค์กรสื่อ และสภาองค์กรของผู้บริโภคเข้าร่วม พร้อมเตรียมแถลงข้อเสนอร่วมกัน เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งคลี่คลายปัญหาและฟื้นฟูการทำหน้าที่ของ กสทช. ให้เป็นไปตามกฎหมายและยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ