Ribbon

อียูเอาจริง! แบน โซเชียลมีเดีย ห้ามเด็กต่ำกว่า 13 ปีใช้

Getting your Trinity Audio player ready...
อียูเอาจริง! แบน โซเชียลมีเดีย ห้ามเด็กต่ำกว่า 13 ปีใช้

โซเชียลมีเดียกำลังถูกตั้งคำถามทั่วโลกถึงผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะอัลกอริทึมและการออกแบบที่ดึงให้ใช้งานต่อเนื่อง จนนำไปสู่คดีฟ้องร้องแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ขณะที่สหภาพยุโรปเดินหน้ายกระดับการคุ้มครองผ่านข้อเสนอ EU KIDS Act ห้ามเด็กต่ำกว่า 13 ปีมีบัญชีโซเชียลมีเดีย และจำกัดการใช้งานของเด็กอายุ 13–14 ปี พร้อมวางหลัก “การออกแบบเพื่อความปลอดภัย” หรือ “Safety by Design” ให้แพลตฟอร์มต้องออกแบบบริการให้ปลอดภัยสำหรับเด็กตั้งแต่ต้น และมีหน้าที่แสดงให้เห็นว่าบริการของตนปลอดภัย แทนการผลักภาระให้เด็กและผู้ปกครองเป็นฝ่ายรับความเสี่ยงเอง

เด็กยุโรปอยู่หน้าจอ 4 – 6 ชั่วโมงต่อวัน

เว็บไซต์ Health Policy Watch รายงานว่า ข้อเสนอ EU KIDS Act เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตและพัฒนาการของเด็ก โดยข้อมูลที่ถูกนำมาใช้ประกอบการผลักดันกฎหมายระบุว่า วัยรุ่นยุโรปใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ยประมาณ 4.5 ชั่วโมงในวันเรียน ขณะที่ข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่าเด็กอายุ 13 – 18 ปีใช้หน้าจอเฉลี่ย 4.5 ชั่วโมงในวันเรียน และ 6.1 ชั่วโมงในช่วงสุดสัปดาห์

ที่น่ากังวลคือ มีเด็กอายุ 9 – 16 ปีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งที่ระบุว่ารู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่บนโลกออนไลน์ ขณะที่ 38% ระบุว่าโซเชียลมีเดียทำให้นอนหลับยาก และ 33% รู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลจากการใช้โซเชียลมีเดียบ่อยครั้ง นอกจากนี้ เด็กและเยาวชนยังเผชิญความเสี่ยงจาก การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพจิต และหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่เด็กและเยาวชนติดต่อเครือข่ายศูนย์อินเทอร์เน็ตปลอดภัย หรือ Safer Internet Centres ในยุโรป

เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุในสาระสำคัญของกฎหมาย EU KIDS Act ว่า เทคโนโลยีที่เด็กกำลังใช้งานเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แต่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมีสุขภาวะและพัฒนาการของเด็กเป็นศูนย์กลาง ขณะที่แพลตฟอร์มและอัลกอริทึมจำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจ ทำให้ผู้ใช้คลิก มีปฏิสัมพันธ์ และเลื่อนหน้าจอต่อไปให้นานที่สุด

นี่จึงเป็นที่มาของหลักคิดสำคัญว่า การคุ้มครองเด็กไม่ควรฝากไว้กับความสามารถของพ่อแม่ในการไล่ตามเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องกำหนดความรับผิดชอบไปถึง ผู้ออกแบบและผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม โดยตรง


ต่ำกว่า 13 ปี “ไม่มีบัญชี โซเชียลมีเดีย” รื้อ “กลไกเสพติด”

หนึ่งในมาตรการสำคัญของ EU KIDS Act คือการกำหนด “บันไดการเข้าถึง” โลกออนไลน์ตามช่วงวัย โดยเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีจะไม่สามารถมีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเองได้ โดยยังสามารถเข้าถึงบริการวิดีโอที่ออกแบบให้เหมาะสมกับเด็กผ่านบัญชีของผู้ปกครองภายใต้ข้อจำกัด ส่วนเด็กอายุ 13 ปีแต่ยังไม่ถึง 15 ปี สามารถมีแอคเคานต์พิเศษสำหรับเด็ก (Mini Account) ซึ่งผู้ปกครองเป็นผู้เปิดและควบคุม จำกัดเวลาใช้งานสูงสุดวันละ 1 ชั่วโมง รวมถึงควบคุมผู้ที่เด็กสามารถติดต่อได้

เมื่ออายุ 15 ปีขึ้นไปจึงสามารถเปิดบัญชีด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ปกครอง แต่จนถึงอายุ 18 ปี แพลตฟอร์มยังมีหน้าที่ต้องจัดสภาพแวดล้อมที่ถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัย ให้แก่ผู้เยาว์ มาตรการนี้ไม่ได้มุ่ง “ตัดเด็กออกจากโลกดิจิทัล” แต่ต้องการให้เด็กค่อย ๆ เข้าถึงโลกออนไลน์ตามพัฒนาการและความสามารถในการรับมือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามวัย

ประเด็นที่น่าจับตามองยิ่งกว่าการกำหนดอายุ คือ EU KIDS Act ไม่ได้หยุดอยู่ที่การถามว่าเด็กอายุเท่าไรจึงควรใช้โซเชียลมีเดีย แต่เข้าไปกำกับถึง การออกแบบแพลตฟอร์ม

สำหรับผู้เยาว์ แพลตฟอร์มจะถูกห้ามใช้กลไกที่ส่งเสริมการใช้งานอย่างต่อเนื่องหรือมากเกินไป เช่น การเล่นเนื้อหาต่อเนื่องโดยไม่มีจุดพัก (Infinite Scrolling) การแจ้งเตือนที่ออกแบบมาเพื่อดึงผู้ใช้กลับเข้าสู่แพลตฟอร์ม รวมถึงระบบรางวัลหรือ “Streak” ที่สร้างแรงกดดันให้เด็กต้องกลับมาใช้งานทุกวัน

ระบบแนะนำเนื้อหา (Recommender System) ก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน โดยไม่ควรเน้นสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) เพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย คุณภาพของเนื้อหา และสุขภาพจิตของเด็ก ลดความเสี่ยงที่อัลกอริทึมจะพาผู้ใช้ลงสู่เนื้อหาที่รุนแรงหรือเป็นอันตราย พร้อมเปิดทางให้เด็กสามารถตั้งค่าระบบแนะนำเนื้อหาใหม่ และเลือกดูเนื้อหาที่ไม่ได้คัดเลือกจากการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมส่วนบุคคลของผู้ใช้

บัญชีของเด็กต้องตั้งค่าเป็นส่วนตัวและปลอดภัยโดยค่าเริ่มต้น ลดการติดต่อจากคนแปลกหน้า ไม่เสนอชื่อเด็กให้ผู้อื่นเพิ่มเป็นเพื่อน ไม่อนุญาตให้เพิ่มเด็กเข้ากลุ่มโดยไม่ได้รับความยินยอม และไม่เปิดใช้งานการถ่ายทอดสด (Livestream) เป็นค่าเริ่มต้น

คุมถึงแชตบอต AI ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

ขอบเขตของ EU KIDS Act ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แต่ยังรวมถึง แพลตฟอร์มแบ่งปันวิดีโอ เกมออนไลน์ ร้านค้าแอปพลิเคชัน แชตบอตปัญญาประดิษฐ์ (AI Chatbot) และระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบมาให้เป็นเพื่อนหรือสร้างปฏิสัมพันธ์เสมือนมนุษย์ (AI Companion) ที่เด็กสามารถเข้าถึงได้

โดยเฉพาะ AI Companion ที่สร้างประสบการณ์คล้ายความสัมพันธ์กับมนุษย์ จะต้องไม่ออกแบบในลักษณะที่อาจทำให้เด็กเกิดการพึ่งพาทางอารมณ์ ระบบต้องผ่านการทดสอบความเสี่ยงต่อเด็กก่อนเปิดให้บริการ และต้องมีการติดตามอันตรายที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง ส่วนแชตบอต ที่ฝังอยู่ในแพลตฟอร์มหรือเกมจะต้องไม่เปิดใช้งานโดยอัตโนมัติหรือถูกผลักดันให้เด็กใช้งาน และต้องปิดได้ง่าย

นี่ถือเป็นการขยายแนวคิดเรื่อง “หน้าที่ในการระมัดระวัง” หรือ “Duty of Care” ไปยังเทคโนโลยี AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทกับเด็กอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงค่อยดำเนินการ

ผู้ประกอบธุรกิจต้องพิสูจน์ว่าปลอดภัย

หัวใจสำคัญอีกประการของ EU KIDS Act คือการ กลับภาระการพิสูจน์ (Reverse the Burden of Proof)แทนที่จะรอให้เด็ก ผู้ปกครอง หรือหน่วยงานรัฐพิสูจน์ว่าบริการของแพลตฟอร์มสร้างความเสียหาย แพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาก หรือ Very Large Online Platforms ซึ่งมีผู้ใช้งานอย่างน้อย 45 ล้านรายต่อเดือนในสหภาพยุโรป จะต้องแสดงแผนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) ว่าบริการ ฟีเจอร์ หรือระบบใหม่ของตนเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย และผ่านการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบอิสระ

กลไกบังคับใช้จะต่อยอดจากกฎหมายควบคุมบริการดิจิทัล (Digital Services Act) และ กฎหมายควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI Act) โดยคณะกรรมาธิการยุโรปสามารถกำกับแพลตฟอร์มและ AI ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากโดยตรง และกรณีฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุดถึง 6% ของรายได้รวมทั่วโลกต่อปี

อย่างไรก็ตาม EU KIDS Act ในขณะนี้ยังเป็น ข้อเสนอทางกฎหมาย ซึ่งต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป และรายละเอียดอาจมีการแก้ไขก่อนมีผลบังคับใช้

จากอียูถึงไทย ถึงเวลาหรือยังที่แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบมากกว่าเดิม

ทิศทางของยุโรปสะท้อนหลักคิดที่สำคัญต่อประเทศไทยว่า การกำกับแพลตฟอร์มไม่ควรวางภาระทั้งหมดไว้กับผู้บริโภคด้วยคำเตือนว่า “ต้องรู้เท่าทัน” หรือ “ต้องระมัดระวัง” เท่านั้น แต่ผู้ให้บริการซึ่งเป็นผู้ออกแบบระบบ อัลกอริทึม โฆษณา และช่องทางเข้าถึงผู้ใช้ ควรมีหน้าที่เชิงรุกในการป้องกันความเสียหายด้วย

ในประเทศไทย สภาผู้บริโภคได้เดินหน้า 10 คดีนำร่อง ฟ้องบริษัทเมตา เจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน และธนาคารที่เกี่ยวข้อง จากกรณีผู้บริโภคถูกหลอกลวงออนไลน์ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 230 ล้านบาท โดยการฟ้องไม่ได้มุ่งเพียงเรียกค่าเสียหาย แต่ต้องการสร้างบรรทัดฐานให้ผู้ประกอบธุรกิจในระบบนิเวศดิจิทัลมีหน้าที่ตรวจสอบ แจ้งเตือน ป้องกัน และระงับความผิดปกติ ไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคเป็นผู้รับความเสี่ยงเพียงฝ่ายเดียว

ล่าสุด การนัดพร้อมครั้งแรกของคดีนำร่องทั้ง 10 คดีเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และกระบวนการจะเดินหน้าต่อในเดือนพฤศจิกายน โดยศาลมีนัดในวันที่ 2, 9 และ 23 พฤศจิกายน 2569 เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนต่าง ๆ รวมถึงการไกล่เกลี่ยและกำหนดแนวทางการสืบพยาน ขณะที่บางคดียังมีประเด็นทางกฎหมายที่จำเลยขอให้ศาลสูงวินิจฉัย

กรณีของสหภาพยุโรปจึงเป็นสัญญาณสำคัญถึงหน่วยงานกำกับดูแลของไทยว่า ไม่ควรรอให้ความเสียหายเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงเยียวยา แต่ควรเร่งสร้างกติกาที่กำหนด “หน้าที่ในการระมัดระวัง” หรือ Duty of Care ของแพลตฟอร์มให้ชัดเจน ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การออกแบบระบบและอัลกอริทึมที่ปลอดภัย การตรวจสอบโฆษณาและบัญชีที่มีความเสี่ยง การคุ้มครองเด็กและเยาวชน ไปจนถึงกลไกรับเรื่องร้องเรียน ระงับความเสียหาย และเยียวยาผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว


Health Policy Watch – EU Proposes ‘Kids Act’ Banning Social Media Under 13

European Commission – EU KIDS Act

ความคืบหน้าคดีฟ้องเฟซบุ๊กของสภาผู้บริโภค