
เชื้อดื้อยาในสัตว์น้ำไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเกี่ยวข้องกับอาหารที่เรากินทุกวัน แม้การปรุงสุกจะช่วยลดความเสี่ยง แต่การแก้ปัญหาที่แท้จริงต้องเริ่มจากการควบคุมการใช้ยาต้านจุลชีพและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อาหาร
“อาหารที่อยู่บนจานของเรา…ปลอดภัยแค่ไหน”
คำถามนี้กลายเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคไม่อาจมองข้าม หลังผลการศึกษาพบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียดื้อยาต้านจุลชีพในปลานิลและกุ้งก้ามกรามที่จำหน่ายในตลาดสด แม้ผลการตรวจดังกล่าวจะไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคต้องเลิกกินปลาและกุ้ง แต่สะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยของอาหารไม่ควรหยุดอยู่แค่การปรุงให้สุก หากต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตและการควบคุมมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อาหาร
ผลการศึกษาของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี (พ.ศ. 2566–2567) ซึ่งสุ่มตรวจปลานิลและกุ้งก้ามกรามจากตลาดสดในจังหวัดสมุทรปราการ เผยแพร่เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 พบแนวโน้มการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเชื้อ สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ที่ดื้อยาปฏิชีวนะบางชนิดในสัดส่วนสูง ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญด้านสาธารณสุข และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากกว่า 38,000 รายต่อปี
เชื้อดื้อยา ภัยเงียบที่อาจเริ่มจากห่วงโซ่อาหาร
ภก.ภาณุโชติ ทองยัง อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค อธิบายว่า เชื้อดื้อยาคือเชื้อแบคทีเรียที่สามารถปรับตัวจนยาปฏิชีวนะที่เคยใช้รักษาโรคไม่ได้ผล ส่งผลให้การรักษาโรคติดเชื้อทำได้ยากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต
หนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหานี้ คือการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่เหมาะสม ทั้งในคน ปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เมื่อมีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นหรือไม่ถูกวิธี เชื้อแบคทีเรียสามารถพัฒนาความสามารถในการดื้อยาและแพร่กระจายต่อไปได้
ที่น่ากังวลคือ เชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในฟาร์มหรือแหล่งเพาะเลี้ยง แต่สามารถแพร่กระจายจากสัตว์สู่คน คนสู่สัตว์ และคนสู่คนได้ นั่นหมายความว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของเกษตรกรหรือผู้ผลิตเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความเสี่ยงที่กระทบผู้บริโภคทุกคน เพราะหากติดเชื้อดื้อยา ทางเลือกในการรักษาจะลดลง การรักษาซับซ้อนขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหรือการเสียชีวิตได้
ดังนั้น การรับมือกับเชื้อดื้อยาจึงต้องมองให้ไกลกว่าแค่อาหารบนจาน แต่ต้องมองตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่คน สัตว์ การเกษตร ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับ สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่ประเทศไทยใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงมาตรการไปยังภาคเกษตรและสิ่งแวดล้อมยังจำเป็นต้องได้รับการผลักดันให้ครอบคลุมและเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะการใช้ยาในฟาร์ม และสภาพแวดล้อมของแหล่งเพาะเลี้ยง ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยา
ฟาร์มต้องมีทางเลือกที่ปลอดภัย และผู้บริโภคต้องมีสิทธิรู้
การลดปัญหาเชื้อดื้อยาในสัตว์น้ำจึงไม่ควรเริ่มต้นเมื่อสัตว์น้ำถูกนำมาวางขายในตลาด แต่ควรเริ่มตั้งแต่ระบบการเลี้ยง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนและส่งเสริมฟาร์มที่สามารถเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยวิธีธรรมชาติ ลดหรือหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ พร้อมให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการจัดการฟาร์ม ระบบน้ำ การป้องกันโรค และวิธีดูแลสัตว์น้ำโดยไม่พึ่งพายาปฏิชีวนะเป็นทางเลือกหลัก
ขณะเดียวกัน นักวิชาการและสถาบันการศึกษาที่มีองค์ความรู้ด้านสัตว์น้ำควรเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งการศึกษาวิจัยและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เกษตรกรและผู้บริโภค โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบจากการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีการใช้ยาปฏิชีวนะ แนวทางการเลี้ยงที่ลดการใช้ยา ตลอดจนวิธีจัดการฟาร์มที่ช่วยป้องกันโรคได้โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา
เพราะการมีทางเลือกในการผลิตที่ปลอดภัยเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากผู้บริโภคไม่สามารถแยกได้ว่าสัตว์น้ำที่กำลังจะซื้อผ่านกระบวนการเลี้ยงแบบใด ปัจจุบันเมื่อผู้บริโภคเลือกซื้อปลาและกุ้งในตลาด แทบไม่มีข้อมูลให้ทราบว่า สัตว์น้ำเหล่านั้นมาจากฟาร์มที่ใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่ หรือมีระบบการเลี้ยงและการจัดการอย่างไร
ดังนั้น หน่วยงานที่กำกับดูแลควรเร่งพัฒนามาตรการให้ข้อมูลบนสินค้าและจุดจำหน่าย โดยเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับแหล่งที่มาและรูปแบบการเลี้ยง เช่น ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ หรือการแสดงข้อมูลว่าผลิตจากระบบการเลี้ยงที่ลดหรือไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน ต้องมีระบบติดตามและสุ่มตรวจในท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงให้ผู้ประกอบการเป็นผู้ระบุข้อมูลด้วยตัวเอง แต่ต้องมีหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบว่าข้อมูลที่แสดงตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ เพราะ สิทธิในการเลือกซื้ออย่างมีข้อมูล จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากผู้บริโภคไม่มีข้อมูลให้เลือกตั้งแต่แรก
ผู้บริโภคป้องกันตัวเองได้ แต่ไม่ควรต้องรับภาระทั้งหมด
สำหรับผู้บริโภค สิ่งที่ทำได้ในวันนี้คือ ลดความเสี่ยงด้วยการแยกอุปกรณ์สำหรับอาหารดิบและอาหารสุก ล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังสัมผัสสัตว์น้ำดิบ และปรุงอาหารให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาและกุ้งดิบ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป
แต่การป้องกันเหล่านี้เป็นเพียงการลดความเสี่ยงที่ปลายทาง เพราะหากต้นทางยังมีการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่เหมาะสม หรือขาดระบบเฝ้าระวังที่เข้มแข็ง ผู้บริโภคก็ยังคงต้องลุ้นว่าอาหารที่ซื้อในแต่ละวันปลอดภัยจริงหรือไม่
สภาผู้บริโภคเห็นว่า การแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการรณรงค์ให้ประชาชน “กินสุก ล้างสะอาด” แต่ต้องยกระดับการจัดการตั้งแต่ต้นทาง โดยทำให้การลดการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเป็นเรื่องที่ทำได้จริง มีองค์ความรู้และทางเลือกให้เกษตรกร มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง และทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลได้ก่อนตัดสินใจซื้อ
ยกระดับความปลอดภัยอาหารทั้งระบบ
สภาผู้บริโภคเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างน้อย 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่
1. ทำให้การเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาเชื่อมโยงตั้งแต่คน สัตว์ เกษตร และสิ่งแวดล้อม
เดินหน้าตามแนวคิด One Health ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเพิ่มการเฝ้าระวังในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แหล่งน้ำ และสิ่งแวดล้อมรอบฟาร์ม ควบคู่กับการตรวจในตลาดและห่วงโซ่อาหาร เพื่อให้เห็นปัญหาและควบคุมความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง
2. สนับสนุนฟาร์มที่ลดหรือไม่ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเป็นรูปธรรม
รัฐควรสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติที่ลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะ รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ฟาร์มที่มีระบบการเลี้ยงที่ปลอดภัยสามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น
3. ผู้บริโภคต้อง “รู้ก่อนซื้อ” ว่าสัตว์น้ำมาจากไหนและเลี้ยงอย่างไร
พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและมาตรการแสดงข้อมูลที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลแหล่งที่มา รูปแบบการเลี้ยง และการใช้ยาต้านจุลชีพของสัตว์น้ำได้อย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องซื้อโดยไม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
4. ข้อมูลที่เปิดเผยต้องตรวจสอบได้ และต้องมีการสุ่มตรวจในท้องตลาด
หน่วยงานกำกับต้องติดตามตรวจสอบข้อมูลที่ผู้ประกอบการแสดงบนสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดเผยผลการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาให้ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้จริง
ความปลอดภัยของอาหารไม่ควรเป็นภาระของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อาหาร เพื่อทำให้ “อาหารปลอดภัย” เป็นมาตรฐานที่ผู้บริโภคทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องลุ้นทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



