Ribbon

ต่อยอด พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ชง 6 มาตรการสกัดภัยออนไลน์ ดันคืนเงิน-ตั้งกองทุนเยียวยา

ต่อยอด พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ชง 6 มาตรการสกัดภัยออนไลน์ ดันคืนเงิน - ตั้งกองทุนเยียวยา

สภาผู้บริโภคเสนอ 6 มาตรการต่อยอด พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ (Bangkok Blueprint) ผลักดันสิทธิคืนเงินแก่ผู้เสียหายจากการฉ้อโกงออนไลน์ ตั้งกองทุนช่วยเหลือ พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดทำแผนปฏิบัติการภายใน 90 วันหลังประชุม IMF – World Bank 2026

วันที่ 15 ตุลาคม 2569 สภาผู้บริโภคออกแถลงการณ์ต่อ พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยสนับสนุนแนวทางรับมือภัยการเงินดิจิทัลร่วมกันทั้งระบบ พร้อมเสนอ 6 มาตรการต่อยอด เพื่อให้การป้องกันความเสียหายและเยียวยาผู้บริโภคเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

เนื้อหาแถลงการณ์ระบุว่า สภาผู้บริโภคในฐานะผู้แทนผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 เห็นว่าการรับมือภัยการเงินดิจิทัลต้องเป็นหน้าที่ร่วมกันของแพลตฟอร์มโฆษณา ช่องทางสื่อสาร สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริโภคที่เป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ไม่ควรถูกผลักให้เป็นผู้รับผิดชอบความผู้เสียหายเพียงเพราะเป็นคนทำรายการ ส่วนการให้ความรู้แก่ประชาชน ผู้ให้บริการต้องทำหน้าที่ป้องกันควบคู่ไปกับการเยียวยาผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ยังเป็นกรอบที่แต่ละประเทศต้องนำไปพัฒนาต่อ สภาผู้บริโภคจึงเสนอ 6 มาตรการ เพื่อกำหนดขั้นตอนช่วยเหลือผู้เสียหายให้ชัดเจน ทั้งหน่วยงานรับผิดชอบ หลักฐานที่ต้องใช้ ผู้มีหน้าที่ชดใช้เงิน และระยะเวลาการเยียวยา ดังนี้

1. กำหนดสิทธิคืนเงิน ลดภาระพิสูจน์ของผู้เสียหาย สภาผู้บริโภคเสนอให้กฎหมายกำหนดสิทธิคืนเงินสำหรับธุรกรรมฉ้อโกงที่เข้าเงื่อนไข ทั้งกรณีที่มีผู้ทำรายการโดยผู้เสียหายไม่ได้อนุญาต และกรณีที่ผู้เสียหายทำรายการเองเพราะถูกหลอกหรือชักจูง เช่น ถูกหลอกให้โอนเงิน พร้อมกำหนดระยะเวลาพิจารณาการจ่ายเงินให้แน่นอน โดยผู้เสียหายควรแสดงหลักฐานเท่าที่ตนมี ส่วนผู้ให้บริการต้องแสดงข้อมูลทางเทคนิคและชี้แจงเหตุผลหากปฏิเสธ เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายต้องพิสูจน์การทำงานของระบบที่ตนเข้าถึงไม่ได้ รวมทั้งต้องมีกลไกชี้ขาดข้อพิพาท โดยผู้เสียหายไม่ควรต้องรอให้ผู้ประกอบการตกลงแบ่งความรับผิดกันก่อนจึงจะได้รับเงิน

2. ตั้งกองทุนช่วยเหลือระหว่างรอข้อยุติ แถลงการณ์เสนอให้รัฐบาลเร่งกำหนดกฎหมายและแหล่งเงินสำหรับกองทุนช่วยเหลือเบื้องต้น โดยให้ผู้ประกอบการร่วมสมทบตามบทบาทและความเสี่ยง เพื่อช่วยผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนต่อการดำรงชีวิตระหว่างรอข้อยุติ อีกทั้งการรับเงินช่วยเหลือต้องไม่ทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนที่เหลือ และกองทุนต้องเรียกเงินคืนจากผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายได้ตามจำนวนที่จ่ายไป เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายหรือประชาชนต้องรับภาระจากความบกพร่องของผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว

3. กำหนดหน้าที่แพลตฟอร์ม โทรคมนาคม และร้านค้าแอปให้ชัดเจน สภาผู้บริโภคเสนอให้กฎหมายกำหนดหน้าที่ป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย โดยแพลตฟอร์มต้องตรวจสอบผู้ลงโฆษณาและผู้ขายก่อนอนุญาตให้เผยแพร่โฆษณาหรือขายสินค้าและบริการ โดยเฉพาะบริการทางการเงินและกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการหลอกลวง ซึ่งต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น

แพลตฟอร์มต้องเก็บหลักฐานโฆษณาให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ หยุดโฆษณาหลอกลวงและป้องกันการนำกลับมาเผยแพร่ซ้ำ รวมถึงรับผิดชอบเมื่อการกระทำหรือการละเลยหน้าที่ของตนมีส่วนต่อความเสียหาย ส่วนผู้ให้บริการโทรคมนาคมและร้านแอปพลิเคชันต้องมีหน้าที่ป้องกันการแอบอ้างและช่องทางที่ใช้หลอกลวงอย่างชัดเจน ขณะที่ผู้ประกอบการข้ามชาติต้องมีช่องทางรับผิดชอบและให้ความร่วมมือที่ดำเนินการได้จริงในประเทศไทย

4. ร้องเรียนจุดเดียว มีผู้ติดตามจนจบเรื่อง เสนอให้ผู้เสียหายแจ้งเรื่องร้องเรียนได้ที่จุดเดียว ใช้เลขรับเรื่องเดียว และมีผู้รับผิดชอบติดตามจนจบเรื่อง โดยเชื่อมข้อมูลจากศูนย์รับแจ้งเหตุไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้หน่วยงานส่งต่อข้อมูลและหลักฐานแทนผู้เสียหาย พร้อมแจ้งความคืบหน้าและสิทธิขอรับเงินแก่ผู้เสียหายโดยตรง

การช่วยเหลือและคืนเงินควรแยกออกจากการรอผลคดีอาญา ส่วนผู้เสียหายจากการโอนเงินข้ามประเทศควรติดตามสิทธิผ่านช่องทางในประเทศได้ ขณะเดียวกัน ผู้สุจริตที่ถูกระงับธุรกรรมหรืออายัดเงินผิดพลาดต้องมีช่องทางขอให้เจ้าหน้าที่ทบทวน แก้ไขข้อมูล และแก้ไขผลกระทบอย่างรวดเร็ว ตามเงื่อนไขของอำนาจระงับหรืออายัดแต่ละประเภท

5. ตรวจจับธุรกรรมเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหาย สภาผู้บริโภคเสนอให้ผู้ให้บริการทางการเงินมีระบบตรวจจับและป้องกันธุรกรรมเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของบริการ เช่น ตรวจสอบรายการที่ผิดปกติ ตรวจสอบผู้รับเงิน แจ้งเตือนให้เหมาะกับสถานการณ์ และชะลอรายการหรือขอตรวจสอบเพิ่มเติมเมื่อพบความเสี่ยงสูงซึ่งมาตรการเหล่านี้ต้องช่วยหยุดความเสียหายได้จริง ไม่ใช่เพียงแสดงคำเตือนให้ผู้ใช้บริการกดยอมรับ แล้วถือว่าผู้ให้บริการพ้นความรับผิด และผู้บริโภคไม่ควรต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มเพื่อให้ได้รับการป้องกันขั้นพื้นฐาน

6. ทำแผนภายใน 90 วัน เปิดเผยผลทุกไตรมาส โดยเสนอให้รัฐบาลจัดทำแผนปฏิบัติการภายใน 90 วันหลังการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 โดยระบุให้ชัดว่าใครเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ต้องปรับปรุงกฎหมายเรื่องใด จะจัดสรรงบประมาณอย่างไร และจะดำเนินการเมื่อใด พร้อมให้สภาผู้บริโภคและตัวแทนผู้เสียหายร่วมกำหนดกติกาและติดตามผล

นอกจากนี้ ต้องเปิดเผยผลการดำเนินงานทุกไตรมาส ทั้งจำนวนเงินที่ผู้เสียหายได้รับจริง ระยะเวลาจ่ายเงิน เหตุผลที่ปฏิเสธ และผลกระทบจากการระงับธุรกรรมผิดพลาด โดย IMF และกลุ่มธนาคารโลกควรสนับสนุนมาตรฐานสิทธิขั้นต่ำและประเมินผลร่วมกับองค์กรผู้บริโภค เพื่อให้การคุ้มครองเกิดผลได้แม้ผู้ให้บริการหรือเส้นทางเงินอยู่คนละประเทศ

ทั้งนี้ แถลงการณ์ระบุว่า พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ จัดทำโดยเจ้าหน้าที่ของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ประกอบด้วย 12 ข้อพิจารณาหลัก ภายใต้ 5 เสาหลัก ครอบคลุมการวางยุทธศาสตร์และกฎหมาย การรับมือการฉ้อโกงตลอดกระบวนการ การใช้กรอบลดความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ ความร่วมมือในประเทศและข้ามประเทศ และการคุ้มครองพร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้บริโภค โดยสภาผู้บริโภคเชื่อมั่นว่ากรอบดังกล่าวจะช่วยลดความเสียหายของผู้บริโภคไทยและทั่วโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง