Ribbon

วาเลนไทน์ปีนี้ ระวัง! รักหมดตัว มิจฉาชีพหลอกโอนเงิน

ในยุคสังคมออนไลน์ที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นศูนย์กลางของทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การทำงาน การทำธุรกรรมทางการเงิน ไปจนถึงเรื่อง “ความรัก” ความใกล้ชิดผ่านหน้าจออาจเปิดช่องให้มิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาหลอกลวง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลวาเลนไทน์หลายคนอาจมีนัดพิเศษ สภาผู้บริโภค เตือนผู้บริโภคระมัดระวังภัยจาก โรแมนซ์สแกม (Romance Scam) หรือการหลอกรักออนไลน์ ที่มักเริ่มจากการสร้างความไว้วางใจก่อนจะจบลงด้วยการหลอกให้โอนเงินหรือร่วมลงทุน ทำให้สูญเงินอย่างมหาศาล

เปิดเบื้องหลังเครือข่ายรักลวงโลก

นาวาโทศักติพงษ์ สิบหมื่นเปี่ยม ผู้เชี่ยวชาญพิเศษสำนักปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผยข้อมูลจากการจับกุมเครือข่ายโรแมนซ์สแกมของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เครือข่ายเหล่านี้ทำงานร่วมกันระหว่างคนไทยและคนต่างชาติ โดยบางกลุ่มใช้ประเทศไทยเป็นจุดติดต่อหรือจุดผ่านในการหลอกลวง และมีการปรับรูปแบบการหลอกลวงมาตลอด รวมถึงย้ายฐานปฏิบัติการตามแรงกดดันจากการปราบปรามในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับวิธีการหลอกลวงมุ่งทำงานแบบวางแผนไว้เป็นทีม เน้นกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง ทั้งกลุ่มผู้สูงอายุที่มีเงินเก็บและอยู่บ้านลำพัง ซึ่งอาจไม่คุ้นเคยกับรูปแบบกลโกงออนไลน์ยุคใหม่ รวมถึงกลุ่มที่กำลังมองหาความสัมพันธ์ออนไลน์ที่มักถูกล่อลวงด้วยโปรไฟล์ที่ดูดีน่าเชื่อถือ เช่น ทหารหรือแพทย์ต่างชาติ รวมถึงกลุ่มที่สนใจการลงทุนซึ่งมักถูกหลอกในรูปแบบ “หลอกรักแล้วชวนลงทุน” (Hybrid Scam) ผ่านแอปพลิเคชันปลอมที่แอบอ้างเรื่องผลตอบแทนแบบสูงเกินจริง

ทั้งนี้ หนึ่งในเทคนิคสำคัญที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวง คือการพูดคุยต่อเนื่องยาวนานเพื่อไม่เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายได้มีเวลาหยุดคิดหรือปรึกษาคนใกล้ตัว ซึ่งเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ทำให้ผู้เสียหายตัดสินใจด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล พร้อมกันนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยี เพื่อปกปิดตำแหน่งที่แท้จริงให้ดูเหมือนว่าอยู่ในประเทศไทย รวมถึงมีการเปลี่ยนช่องทางการสื่อสารอย่างรวดเร็วเมื่อเริ่มถูกตรวจสอบ ทำให้การติดตามตัวคนร้ายทำได้ยากขึ้น

นาวาโทศักติพงษ์ กล่าวถึงข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยว่า ทุกคนต้องยึดหลักการป้องกันตนเอง เริ่มจากการไม่โอนเงินให้คนที่รู้จักผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียวในทุกกรณี หากมีการชักชวนให้ลงทุนหรือขอความช่วยเหลือทางการเงินให้หยุดและตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านทันที อีกทั้งเมื่อพบพฤติกรรมการเร่งรัดหรือความพยายามกีดกันไม่ให้ปรึกษาผู้อื่น ให้ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพไว้ก่อน นอกจากนี้ครอบครัวควรหมั่นพูดคุยและอัปเดตข้อมูลภัยออนไลน์ให้คนใกล้ตัวรับทราบอย่างสม่ำเสมอ

ปี 68 เสียหายกว่า 76 ล้านต่อวัน

จากข้อมูลของตำรวจ ในปี 2568 พบว่ามีการแจ้งความคดีออนไลน์เฉลี่ยสูงถึง 1,135 คดีต่อวัน โดยมีความเสียหายรวมประมาณ 76 ล้านบาทต่อวัน เมื่อย้อนดูสถิติช่วงปี 2565–2567 พบว่าเฉพาะคดีโรแมนซ์สแกมในไทยมีการแจ้งความสูงถึง 5,164 คดี และสร้างความเสียหายรวมกว่า 1,641 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าแม้จำนวนคดีอาจไม่สูงเท่าประเภทอื่น แต่ความเสียหายต่อรายนั้นรุนแรงกว่ามาก

ต้นปี 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานการทลายเครือข่ายโรแมนซ์สแกมในพื้นที่ กทม. ที่พบผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติ โดยกลุ่มมิจฉาชีพใช้วิธีการตั้งโปรไฟล์เฟซบุ๊กเป็นวิศวกรชาวจีน และหลอกลวงพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับผู้เสียหาย ก่อนหลอกว่ามีการทำโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่แต่ไม่สามารถเบิกเงินได้ หลังจากนั้นจึงให้ผู้เสียหายโอนเงินไปก่อนแล้วจะโอนคืนให้ มูลค่าความเสียหายมากกว่าล้านบาท ซึ่งมิจฉาชีพมีรูปแบบการทำงานเป็นทีมและแบ่งบทบาทเพื่อหลอกลวงผู้เสียหาย

กรณีข่าวดังเมื่อปี 2568 มีการจับกุมหญิงสาวชาวไทยที่ทำงานร่วมกับมิจฉาชีพใช้โปรไฟล์หลอกเป็นแพทย์สัญชาติอเมริกันที่ทำงานในอัฟกานิสถานและอ้างว่าได้รับมรดกแต่ต้องโอนเงินให้ครบ ทำให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของบริษัทข้ามชาติในประเทศไทยหลงเชื่อก่อนโอนเงินของบริษัทมูลค่าความเสียหายสูงถึง 6,000 ล้านบาท

สำหรับสถานการณ์ระดับโลก จากรายงานของหน่วยงานกำกับดูแลผู้บริโภคแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) พบว่า ในปี 2566 คดีโรแมนซ์สแกมก่อให้เกิดความเสียหายรวมกว่า 1,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 36,000 ล้านบาท มีจำนวนผู้เสียหายมากกว่า 64,000 ราย ถือเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในระดับมหาศาล