Ribbon

“ปลาหมอคางดำ” ในซอสมะเขือเทศ สะท้อนช่องโหว่กฎหมายจี้ปฏิรูป พ.ร.บ.อาหาร ด่วน!

กรณีการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ (DNA) ในปลากระป๋อง ซึ่งพบว่ามีตัวอย่างที่เป็น ปลานิล และอีกตัวอย่างยืนยันว่าเป็น ปลาหมอคางดำ กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตา แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการเป็นปลาชนิดใด คือ การที่ผู้บริโภคได้รับสินค้าไม่ตรงกับฉลาก เพราะนี่คือการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องก่อนตัดสินใจซื้อ

ปลาหมอคางดำ หรือ ปลานิล ก็ถือว่าละเมิดสิทธิ

ภก.ภาณุโชติ ทองยัง อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค ระบุว่า ไม่ว่าผลตรวจจะพบเป็นปลานิลหรือปลาหมอคางดำ หากฉลากระบุว่าเป็นปลาอีกชนิดหนึ่ง ก็ถือเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค ผู้ซื้อย่อมมีสิทธิได้รับสินค้าตรงตามที่ระบุบนฉลาก ไม่ใช่จ่ายเงินในราคาหนึ่ง แต่กลับได้วัตถุดิบอีกชนิดที่อาจมีต้นทุนต่ำกว่า

“ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่ากินได้หรือไม่ได้ แต่คือผู้บริโภคถูกหลอกให้เชื่อว่าสินค้าเป็นอย่างหนึ่ง ทั้งที่ความจริงเป็นอีกอย่างหนึ่ง”

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็ไม่ต่างจากการซื้อ ปูกระป๋อง แต่กลับได้ปูอัด แม้อาจรับประทานได้เหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่สินค้าที่ผู้บริโภคเลือกซื้อ

กรณีนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของผู้ผลิตบางราย แต่ยังชี้ให้เห็นถึง ช่องโหว่ของระบบกำกับดูแลหลังสินค้าออกสู่ตลาด เพราะสินค้าผ่านการอนุญาตวางจำหน่ายได้ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบหรือผลิตสินค้าไม่ตรงตามฉลาก กลับไม่มีระบบตรวจสอบที่สามารถตรวจพบได้อย่างทันท่วงที

ที่น่ากังวลคือ หากไม่มีผู้บริโภค นักวิชาการ หรือภาคประชาชนตั้งข้อสงสัยและนำสินค้าไปตรวจสอบเอง ปัญหาเหล่านี้ก็อาจไม่เคยถูกเปิดเผย และสินค้าที่ไม่ตรงปกก็ยังคงวางขายต่อไป

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปรากฏให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ผู้บริโภคต้องควักเงินตรวจสอบสินค้าเอง ไม่ว่าจะเป็นกรณีนม ผลิตภัณฑ์โปรตีนสูง หรืออาหารอื่น ๆ ที่มีข้อสงสัยว่าไม่ตรงตามที่โฆษณาไว้ สิ่งนี้สะท้อนว่า ระบบคุ้มครองผู้บริโภคของไทยกำลังฝากความหวังไว้กับ “ผู้บริโภค” มากกว่า “หน่วยงานรัฐ”

ระบบตรวจสอบที่อ่อนแอ ทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นด่านหน้า

ปัจจุบัน หน่วยงานรัฐยังมีข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมายที่บังคับใช้ บุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือในการติดตามสินค้าหลังได้รับอนุญาต ส่งผลให้การเฝ้าระวังเป็นไปอย่างล่าช้า และมักเกิดขึ้นหลังจากปัญหากลายเป็นกระแสสังคมแล้ว

นั่นหมายความว่า ผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงผู้เสียหาย แต่ยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และบางครั้งต้องออกค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยตนเอง

ภก.ภาณุโชติ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งใช้บังคับมานานและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อพบว่าสินค้ามีปัญหาหรือไม่ตรงตามฉลาก รัฐยังไม่มีกลไกทางกฎหมายที่สามารถบังคับให้ผู้ประกอบการเรียกคืนสินค้าจากท้องตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำได้เพียงอายัดสินค้าที่ตรวจพบหรือขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง สินค้าอาจกระจายไปถึงผู้บริโภคทั่วประเทศแล้ว ส่งผลให้การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่ทั่วถึง

ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.อาหารฉบับใหม่ เพื่ออุดช่องโหว่ของกฎหมายเดิม โดยเปลี่ยนการเรียกคืนสินค้าจาก “การขอความร่วมมือ” ให้เป็น “หน้าที่ตามกฎหมาย” ของผู้ประกอบการ หากพบว่าสินค้าไม่ปลอดภัยหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ผู้ผลิตจะต้องแจ้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทันที จัดทำแผนและดำเนินการเรียกคืนสินค้าจากท้องตลาด พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครับทราบผ่านเครือข่ายการค้าของตนเอง รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์และยืนยันความปลอดภัยของสินค้า แทนการผลักภาระให้ภาครัฐใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนในการติดตามตรวจสอบ

ภก.ภาณุโชติ เห็นว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยยกระดับระบบกำกับดูแลหลังสินค้าออกสู่ตลาด (Post-Market) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยดึงผู้ประกอบการเข้ามารับผิดชอบตลอดวงจรของสินค้า แทนการพึ่งพาเจ้าหน้าที่รัฐเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งมีข้อจำกัดด้านบุคลากรและไม่สามารถติดตามเรียกคืนสินค้าได้ทุกชิ้นที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่งผลให้การเรียกคืนสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือ “ไม่ตรงปก” เป็นไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และลดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะได้รับอันตราย พร้อมทั้งช่วยลดภาระการทำงานของภาครัฐ และยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

ถึงเวลาปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภค

กรณีปลากระป๋องจึงไม่ใช่เพียงข่าวเรื่องอาหาร แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบคุ้มครองผู้บริโภคของไทยยังมีช่องโหว่ตั้งแต่การตรวจสอบฉลาก การเฝ้าระวังหลังการผลิต ไปจนถึงการเรียกคืนสินค้าเมื่อเกิดปัญหา

หากยังใช้กฎหมายและระบบเดิม ผู้บริโภคจะยังคงต้องเป็นผู้ค้นหาความจริงด้วยตนเอง ขณะที่ผู้ประกอบการที่ทำผิดอาจยังสามารถปล่อยสินค้าออกสู่ตลาดได้

สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ.อาหารฉบับใหม่ โดยเร็ว เพราะการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ควรอาศัยเพียงการร้องเรียนหลังเกิดปัญหา แต่ต้องมีระบบที่สามารถป้องกัน ตรวจจับ และเรียกคืนสินค้าที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่ตรงฉลากได้อย่างทันท่วงที

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง