
บทเรียน “ปลาหมอคางดำ” ความเสียหายยังไม่จบ สภาผู้บริโภคหวั่นซ้ำรอยรัฐปล่อยผี “ปรับแต่งจีโนม” ย้ำต้องฟังเสียงประชาชน วางระบบประเมิน – ติดตาม – ตรวจสอบให้ชัด ก่อนความเสี่ยงกลายเป็นความเสียหายที่สังคมต้องร่วมจ่าย
กรณี “ปลาหมอคางดำ” เป็นบทเรียนราคาแพงที่ประเทศไทยยังต้องตามแก้จนถึงวันนี้ ปลาต่างถิ่นที่แพร่กระจายออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่เพียงจำนวนปลาที่เพิ่มขึ้น แต่ลุกลามไปถึงสัตว์น้ำพื้นถิ่น ระบบนิเวศ อาชีพประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รายได้ของเกษตรกร ตลอดจนงบประมาณของประเทศที่ต้องถูกนำมาใช้ควบคุมและฟื้นฟูปัญหา ไม่นับรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรอีกมหาศาล “ใครเป็นต้นเหตุ ใครต้องรับผิด และใครต้องจ่ายค่าความเสียหาย” กลับเป็นเรื่องที่ติดตามหาคำตอบได้ยาก
วันนี้ บทเรียนดังกล่าวกำลังทำให้เกิดคำถามอีกครั้ง เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกประกาศ เรื่อง การรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร พ.ศ. 2567 เปิดทางให้มีการรับรองสิ่งมีชีวิตที่ผ่านเทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม หรือ ยีน (Genome Editing) ครอบคลุมทั้ง พืช สัตว์ และสัตว์น้ำ โดยประกาศมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2567 และเริ่มกระบวนการพิจารณารับรองสิ่งมีชีวิตภายใต้ประกาศแล้วต้นเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
“ปรับแต่งจีโนม” เทคโนโลยีใหม่ ระบบกำกับพร้อมหรือยัง
รศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า ประกาศของกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงประกาศที่เกี่ยวข้องของกรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ มีประเด็นที่ต้องตรวจสอบเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย ทั้งในส่วนฐานอำนาจที่นำมาใช้ออกประกาศ และกระบวนการก่อนออกประกาศ โดยเฉพาะเมื่อเป็นกฎที่อาจกระทบสิทธิของประชาชนในวงกว้าง แต่กระทรวงเกษตรฯ กลับออกประกาศโดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในวงกว้าง แต่ดำเนินการโดยใช้ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้ประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
“เหตุที่สภาผู้บริโภคต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง เพราะความเสียหายจากประกาศดังกล่าวอาจยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่เป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากพืช สัตว์ หรือสัตว์น้ำที่ผ่านการปรับแต่งจีโนมได้รับการรับรองและแพร่กระจายเข้าสู่ระบบการผลิตอาหารและสิ่งแวดล้อม โดยยังไม่มีกลไกกำกับ ติดตาม และรับผิดชอบที่รัดกุมเพียงพอ” รศ.ภญ.ยุพดี กล่าว
สภาผู้บริโภคจึงยื่นฟ้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมพวกรวม 8 ราย ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ขอให้เพิกถอนประกาศ พร้อมขอคุ้มครองฉุกเฉินเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนพืช สัตว์ และสัตว์น้ำที่ผ่านการปรับแต่งจีโนม ระหว่างรอศาลพิจารณาคดี
ความต่าง “จีเอ็มโอ – จีโนม” แต่ไม่ควรเหมาว่า “ไม่เสี่ยง”
กรรณิการ์ กิจติเวชกุล อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค อธิบายว่า สังคมไทยคุ้นเคยกับคำว่า “จีเอ็มโอ” (GMO) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม หรือ DNA ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์จีเอ็มโออยู่ภายใต้การกำกับดูแลและควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขณะที่ “การปรับแต่งจีโนม” หรือ Genome Editing เป็นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่สามารถเข้าไปแก้ไข DNA ในตำแหน่งที่ต้องการได้แม่นยำขึ้น เช่น การตัด ลบ หรือเปลี่ยนลำดับพันธุกรรม และบางเทคนิคอาจไม่เหลือสารพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตอื่นในผลิตภัณฑ์สุดท้าย และที่สำคัญคือปัจจุบันยังไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจน
ในมุมการคุ้มครองผู้บริโภค กรรณิการ์เห็นว่า เทคโนโลยีทั้งสองมีความใกล้เคียงกันในสาระสำคัญที่เป็นการเข้าไปเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม และ Genome Editing บางรูปแบบอาจให้ผลลัพธ์ที่เข้าข่ายการดัดแปรพันธุกรรมได้ จึงไม่ควรใช้เพียงชื่อหรือวิธีการทางเทคนิคเป็นเหตุผลให้ลดระดับการกำกับดูแล
“เทคโนโลยีใหม่ต้องวางระบบให้ละเอียดและทำให้ได้จริง ต้องดูว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหน และต้องรับฟังเสียงคัดค้าน ไม่ใช่รับฟังเฉพาะผู้สนับสนุน เพราะหากไม่มีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชน จะทำให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง” กรรณิการ์ กล่าว
ข้อกังวลดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ปัจจุบันสหภาพยุโรปเองก็เลือก แยกพืชจากเทคโนโลยีจีโนมใหม่ (NGT) ออกเป็น 2 กลุ่มตามลักษณะการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ใช้กฎเดียวครอบคลุมทั้งหมด โดย NGT-1 ซึ่งถูกจัดว่าเทียบเท่าการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิมอยู่ภายใต้ระบบตรวจสอบสถานะและฐานข้อมูล ส่วน NGT-2 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงซับซ้อนกว่า ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมาย GMO รวมถึงการอนุญาต การตรวจสอบย้อนกลับ และการแสดงฉลาก นอกจากนี้ เมล็ดพันธุ์และวัสดุขยายพันธุ์ NGT-1 ยังต้องแสดงข้อมูลเพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจได้
จุดนี้สะท้อนว่า แม้ประเทศหรือภูมิภาคที่ต้องการส่งเสริมนวัตกรรมการปรับแต่งจีโนม ก็ยังเห็นความจำเป็นของการ จำแนกประเภท กำกับตามระดับความเสี่ยง เปิดเผยข้อมูล และสร้างระบบติดตาม ไม่ใช่เพียงรับรองเทคโนโลยีในภาพรวมแล้วปล่อยเข้าสู่ระบบการผลิต
“ปรับแต่งจีโนม” ไม่อยู่ในกฎหมายคุมฉลากจีเอ็มโอ ผู้บริโภคจะรู้ได้อย่างไร
ประเด็นที่สภาผู้บริโภคเห็นว่าเป็นช่องว่างสำคัญ คือ สิทธิในการรับรู้และเลือกของผู้บริโภค ซึ่งประเทศไทยมีกฎเกณฑ์ควบคุมอาหารจีเอ็มโออยู่แล้ว โดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 431 พ.ศ. 2565 กำกับอาหารที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม และ ฉบับที่ 432 พ.ศ. 2565 กำหนดเรื่องการแสดงฉลากอาหารที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ซึ่งปัจจุบันยังมีผลใช้บังคับ
ที่น่าสนใจคือ อย. อธิบายนิยาม “อาหารที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม” ว่าครอบคลุมพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่มีการ ตัดต่อ ตัดแต่ง ดัดแปร หรือเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม หรือผสมผสานสารพันธุกรรมใหม่จากวิธีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่
แต่เมื่อกระทรวงเกษตรฯ มีประกาศเฉพาะเพื่อ “รับรอง” สิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ แต่ละประเภทจะเข้าข่ายอาหารจีเอ็มโอ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ และเมื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารแล้ว ผู้บริโภคจะได้รับข้อมูลหรือฉลากในระดับใด
กรรณิการ์เห็นว่า หากผลิตภัณฑ์ปรับแต่งจีโนม บางประเภทถูกตีความว่าไม่ใช่จีเอ็มโอ และไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดฉลากที่ใช้อยู่ อาจเกิดช่องว่างที่ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถรู้ได้ว่าอาหารที่ซื้อมีวัตถุดิบจากสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการปรับแต่งจีโนมหรือไม่ เท่ากับกระทบต่อ สิทธิที่จะได้รับข้อมูลและสิทธิที่จะเลือกบริโภค
หากไม่มีฉลาก ไม่มีฐานข้อมูล และไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ แม้วันหนึ่งจะพบความเสี่ยงใหม่ ผู้บริโภคก็อาจไม่รู้ว่าตนเองเคยบริโภคผลิตภัณฑ์ใด ขณะที่หน่วยงานรัฐอาจประสบปัญหาในการติดตาม เรียกคืน หรือระบุต้นทางของผลิตภัณฑ์
จากปลาหมอคางดำ ถึงจีโนม เมื่อความเสียหายเกิดแล้วใครจ่าย
กรรณิการ์ยกกรณีปลาหมอคางดำขึ้นเป็นบทเรียนว่า สังคมไทยเคยมีหลายเรื่องที่ประชาชนและนักวิชาการออกมาเตือนถึงความเสี่ยง แต่ภาครัฐกลับไม่ได้วางระบบป้องกันตั้งแต่ต้น เมื่อเกิดปัญหาจึงต้องตามแก้ภายหลัง ซึ่งบางครั้งไม่สามารถทำให้สิ่งแวดล้อมหรือระบบการผลิตกลับสู่สภาพเดิมได้ และสุดท้ายต้องใช้งบประมาณสาธารณะจำนวนมาก
“บ้านนี้ เมืองนี้มีหลายเรื่องที่ประชาชนออกมาเตือน แต่รัฐไม่ดำเนินการ แล้วมาแก้ไขทีหลัง ซึ่งบางครั้งไม่สามารถปิดช่องโหว่นั้นได้ และต้องใช้งบประมาณมากกว่าเดิม เรื่องนี้เราดำเนินการมาโดยตลอด แต่กระทรวงเกษตรฯ ไม่รับฟังเลย เราจึงต้องมาพึ่งศาล” กรรณิการ์ กล่าว
ก่อนหน้านี้ สภาผู้บริโภคทำหนังสือถึงกระทรวงเกษตรฯ ขอให้ทบทวนประกาศตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 ก่อนจัดทำรายงานกรณีการกระทำหรือละเลยที่มีผลกระทบต่อสิทธิผู้บริโภค ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ ใช้เวลาตอบกลับถึง 233 วัน และยังไม่มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนในการคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องจีโนม กระทั่งเดือนสิงหาคม 2569 เริ่มมีกระบวนการพิจารณารับรองสิ่งมีชีวิตภายใต้ประกาศ สภาผู้บริโภคจึงเห็นว่าจำเป็นต้องขอให้ศาลมีมาตรการคุ้มครองระหว่างพิจารณาคดี
“รัฐต้องกลับมาทบทวนใหม่ทั้งหมด ต้องตั้งต้นว่าจุดเสี่ยงของเทคโนโลยีอยู่ตรงไหนและจะควบคุมอย่างไร ต้องรับฟังทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน เพราะเทคโนโลยีใหม่ต้องมีระบบกำกับที่ละเอียด หากไม่มีการประเมินผลกระทบ ไม่มีการรับฟัง และไม่มีระบบตรวจสอบที่ทำงานได้จริง สุดท้ายกระทรวงเกษตรฯ กำลังทำให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง” กรรณิการ์ กล่าวทิ้งท้าย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



