Ribbon

วัดใจ กก.สรรหา ชี้ขาดคุณสมบัติ ประธาน กสทช. เปิดทางคนที่ดีกว่า มาทำหน้าที่

Getting your Trinity Audio player ready...
วัดใจ กก.สรรหา ชี้ขาดคุณสมบัติ ประธาน กสทช. เปิดทางคนที่ดีกว่า มาทำหน้าที่

หลังการประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือคณะกรรมการสรรหาฯ กสทช. เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่ยังไม่มีข้อยุติ และมีกระแสข่าวจับตาว่าอาจมีการพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 สภาผู้บริโภคจึงออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กรรมการสรรหาฯ ทุกคนยึดข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเป็นหลัก เพื่อวินิจฉัยข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ให้ได้ข้อยุติ

สภาผู้บริโภคย้ำว่า กรรมการสรรหาซึ่งล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิต้องรักษาความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม ไม่ปล่อยให้แรงกดดันหรือผลประโยชน์ของฝ่ายใดอยู่เหนือคำวินิจฉัย เพราะการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้กระทบเพียงบุคคลหนึ่ง แต่จะเป็นมาตรฐานของผู้นำองค์กรอิสระที่มีอำนาจจัดสรรคลื่นความถี่ กำกับโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ และบริการสื่อสารที่ประชาชนทั้งประเทศต้องพึ่งพา

ปมคุณสมบัติ ประธาน กสทช. ยังรอคำวินิจฉัยให้ยุติ

ข้อกังขาของ ศ.คลินิก นพ.สรณ เริ่มขึ้นตั้งแต่กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค หลังวุฒิสภาให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ได้รับความเห็นชอบต้องแสดงหลักฐานว่าได้พ้นจากตำแหน่ง อาชีพ หรือสถานะที่เป็นลักษณะต้องห้ามภายในเวลาที่กำหนด ก่อนเข้าสู่กระบวนการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

แถลงการณ์ของสภาผู้บริโภคอ้างถึงบันทึกความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ซึ่งระบุข้อเท็จจริงว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงตรวจรักษาผู้ป่วยและได้รับค่าตอบแทนจากโรงพยาบาลรามาธิบดีต่อเนื่องถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 หลังพ้นกรอบเวลาที่ต้องแสดงหลักฐานการสิ้นสุดสถานะดังกล่าว ขณะที่ผลการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา มีความเห็นว่าเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

อีกด้านหนึ่ง มหาวิทยาลัยมหิดลเคยชี้แจงว่า ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม – 12 เมษายน 2565 ศ.คลินิก นพ.สรณ ปฏิบัติงานในฐานะแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในลักษณะการประกอบวิชาชีพอิสระ ไม่ใช่พนักงานมหาวิทยาลัย ส่วนคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติ แต่เห็นว่าเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ กสทช. ที่ต้องพิจารณา

ข้อที่คณะกรรมการสรรหาฯ ต้องตอบให้ชัด จึงอยู่ที่ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้พ้นจากสถานะพนักงานหรือลูกจ้าง รวมถึงยุติการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอื่นภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วนแล้วหรือไม่ โดยต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานทั้งหมดและเปิดเผยเหตุผลให้สังคมตรวจสอบได้

มาจากสัดส่วนคุ้มครองผู้บริโภค แต่ผลงานกลับสวนทาง

สภาผู้บริโภคระบุว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ เข้ามาเป็นกรรมการ กสทช. ในสัดส่วนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ก่อนจะได้รับเลือกเป็นประธาน กสทช. แต่ตลอดเวลาเกือบ 5 ปี การกำกับดูแลภายใต้การนำของประธาน กสทช. ยังไม่แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการคานอำนาจทุน หรือการปกป้องประชาชนจากตลาดโทรคมนาคมที่กระจุกตัวมากขึ้น

กรณีสำคัญคือการปล่อยให้เกิดการควบรวมกิจการโทรศัพท์มือถือระหว่างทรูและดีแทคในปี 2565 ตามด้วยการควบรวมธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านระหว่างเอไอเอสและทรีบีบีในปีถัดมา แม้ กสทช. จะกำหนดมาตรการเฉพาะด้านราคา คุณภาพบริการ และการแข่งขัน แต่สภาผู้บริโภคเห็นว่า การติดตามและบังคับใช้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ผู้บริโภคจึงต้องเผชิญกับทางเลือกที่ลดลง แพ็กเกจราคาประหยัดที่หายไป และคุณภาพบริการที่ไม่สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่าย

ปัญหาเดียวกันยังปรากฏในการประมูลคลื่นความถี่ปี 2568 ซึ่งสภาผู้บริโภคเคยคัดค้านหลักเกณฑ์ที่ไม่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายใหม่ และเสี่ยงทำให้คลื่นซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะกระจุกอยู่กับผู้ให้บริการรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย จนนำไปสู่การยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์ที่ไม่คุ้มครองผู้บริโภค

ภัยออนไลน์ – สายสื่อสาร – ฟรีทีวี ปัญหาใกล้ตัวที่ยังค้างคา

สภาผู้บริโภคยังระบุถึงการรับมือภัยมิจฉาชีพของ กสทช. ที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ ทั้งการจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ข้อความสั้นแนบลิงก์หลอกลวง การลงทะเบียนซิม และการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังมีช่องโหว่ จนเกิดกรณีมิจฉาชีพนำข้อมูลประชาชนไปสวมรอยลงทะเบียนซิมโดยเจ้าของข้อมูลไม่รู้ตัว

ส่วนปัญหาสายสื่อสารรกรุงรังยังสร้างอุบัติเหตุและความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ประชาชนยังไม่เห็นมาตรการเยียวยาที่เป็นระบบ หรือกลไกที่บังคับให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบอย่างมีประสิทธิผล

อีกประเด็นคือแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 ซึ่งควรเป็นกรอบการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปี 2569 แต่บอร์ด กสทช. เพิ่งมีมติเห็นชอบร่างเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2569 หลังล่าช้ามาหลายเดือน สภาผู้บริโภคตั้งข้อสังเกตว่า ความล่าช้าดังกล่าวทำให้ทิศทางการคุ้มครองคนดูฟรีทีวีและการเข้าถึงรายการสำคัญของประชาชนยังไม่มีความชัดเจนหรือไม่ และคนไทยจะต้องเผชิญปัญหาจอดำซ้ำรอยการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกอีกหรือไม่

สภาผู้บริโภคเห็นว่า ปัญหาเหล่านี้สะท้อนตรงกันว่า กสทช. ยังไม่สามารถทำหน้าที่ลดการผูกขาด ป้องกันภัยดิจิทัล และคุ้มครองสิทธิประชาชนได้อย่างที่กฎหมายกำหนด ความชัดเจนเรื่องคุณสมบัติของผู้นำองค์กรจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับความน่าเชื่อถือของทุกมติที่กระทบชีวิตผู้บริโภค

หากขาดคุณสมบัติจริง ต้องกล้าตัดสินใจ เปิดทางคนมีจริยธรรมทำหน้าที่แทน

สภาผู้บริโภคเชื่อมั่นว่า คณะกรรมการสรรหาฯ จะนำข้อกฎหมายและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่มาพิจารณาอย่างรอบคอบ และมีมติที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง หากพบว่าขาดคุณสมบัติจริง กรรมการสรรหาฯ ต้องกล้าตัดสินใจด้วยความซื่อตรงต่อหน้าที่ เพื่อเปิดทางให้ผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน ยึดมั่นในจริยธรรม และพร้อมรักษาประโยชน์สาธารณะเข้ามาทำหน้าที่

การเปิดทางให้ผู้ที่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่ง ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นการคืนความชอบธรรมให้กระบวนการสรรหา ฟื้นความเชื่อมั่นต่อ กสทช. และทำให้ตำแหน่งกรรมการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคกลับมายืนอยู่ข้างประชาชนอย่างแท้จริง

13 องค์กรผู้บริโภคร่วมส่งเสียงถึงกรรมการสรรหาฯ

ในท้ายแถลงการณ์มีองค์กรภาคีเครือข่ายประชาชนและผู้บริโภค 13 แห่ง จาก 10 จังหวัด ร่วมลงนามสนับสนุนให้คณะกรรมการสรรหาฯ ทำหน้าที่อย่างอิสระ ตรงไปตรงมา และไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดัน พร้อมย้ำให้วินิจฉัยจากกฎหมายและพยานหลักฐาน เปิดเผยเหตุผลต่อสาธารณะ และรักษามาตรฐานความซื่อสัตย์ของผู้นำองค์กรอิสระ

องค์กรร่วมลงนาม ได้แก่ 1) ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จังหวัดน่าน 2) สถาบันธรรมาภิวัฒน์ 3) ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ 4) เครือข่ายผู้บริโภคจังหวัดภูเก็ต 5) ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 6) สมาคมคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดปัตตานี 7) สมาคมผู้บริโภคสงขลา 8) ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนอำเภอเมืองสุรินทร์ 9) ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 10) ศูนย์คุ้มครองสิทธิ์ผู้บริโภคกาญจนบุรี 11) เครือข่ายผู้บริโภคจังหวัดกาญจนบุรี 12) สมาคมผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น และ 13) เครือข่ายภาคประชาชนและผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น

เครือข่ายผู้บริโภคย้ำว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า กลไกกำกับดูแลของประเทศจะยืนอยู่บนหลักนิติธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และผลประโยชน์ของประชาชนได้จริงหรือไม่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง