Ribbon

เบื้องหลัง SPEAK UP เราต้องไม่ยอมจำนน นิทรรศการสะท้อนเสียงผู้บริโภค ถึงความไม่เป็นธรรม

เบื้องหลัง SPEAK UP เราต้องไม่ยอมจำนน นิทรรศการสะท้อนเสียงผู้บริโภค ถึงความไม่เป็นธรรม

หลายครั้ง ปัญหาของผู้บริโภคมักเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกบนโลกออนไลน์ การเดินทางที่มีต้นทุนสูงและเข้าถึงได้ยาก สัญญาหอพักที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขไม่เป็นธรรม หรือสายสื่อสารที่พาดระโยงระยางจนกลายเป็นความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน

แม้ต้นเหตุความเดือดร้อนจากหลากหลาย แต่สิ่งที่เหมือนกันตรงปลายทาง กลับเป็นเรื่องทำนองว่า “คงทำอะไรไม่ได้” หรือ “ช่างมันเถอะ”

แต่เมื่อเรื่องแบบเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำกับคนอีกจำนวนมาก ปัญหาที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวก็เริ่มเผยให้เห็นว่า แท้จริงแล้วมันอาจเกี่ยวข้องกับกติกา ระบบ หรือโครงสร้างบางอย่างที่ยังไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นหนึ่งใน “ใจความสำคัญ” ที่ สภาผู้บริโภค นำมาถ่ายทอดผ่านนิทรรศการศิลปะ SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน ที่นอกจากจะทำให้เห็นว่า นี่คือปัญหาที่ทุกคนจะพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ยังชวนให้ ลองกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า เมื่อเจอความไม่เป็นธรรม เราจะเลือก “เงียบ” หรือ “ส่งเสียง”

ตัวเลขและเรื่องร้องเรียน สู่สิ่งที่คน “เห็นและรู้สึก”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา สภาผู้บริโภค รับฟังปัญหาจากประชาชนในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เรื่องสินค้าและบริการ ภัยออนไลน์ การเดินทาง ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ โดยข้อมูลของสภาผู้บริโภคระบุว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 มีผู้บริโภคได้รับความช่วยเหลือให้เข้าถึงความเป็นธรรมแล้วกว่า 89,153 คน มีการดำเนินคดีเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค 483 คดี และเกิดมูลค่าการชดเชยและเยียวยามากกว่า 870 ล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตัวเลขเหล่านี้ช่วยสะท้อนขนาดของปัญหาได้อย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็ชี้ช่องถึงเหรียญอีกด้านที่ซ่อนอยู่ด้วย เพราะถึงจะบอกได้ว่ามีคนเดือดร้อนกี่คน ก็ไม่ได้ทำให้เห็นทั้งหมดว่า คนที่อยู่หลังตัวเลขเหล่านั้นกำลังรู้สึกอะไร

SPEAK UP จึงเลือกใช้ “ศิลปะ” มาเป็นอีกภาษาหนึ่งในการพูดเรื่องสิทธิผู้บริโภค

จากเดิมที่เรื่องร้องเรียน ข้อกฎหมาย หรือนโยบายมักถูกเล่าผ่านข้อมูล เอกสาร และคำอธิบายที่ค่อนข้างซับซ้อน ในการทำงานชุดนี้จึงมีความพยายามเปลี่ยนเรื่องเหล่านั้นให้กลายเป็นภาพ ใบหน้า อารมณ์ และเรื่องเล่าที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจและเชื่อมโยงกับชีวิตของตัวเองได้

แนวคิดของนิทรรศการนี้ สภาผู้บริโภคต้องการเปลี่ยนปัญหาผู้บริโภคให้สามารถ “เห็นและรู้สึก” ผ่านงานศิลปะ ไม่ใช่เพียงให้คนดูรู้ว่า “ปัญหานี้มีอยู่” แต่ยังรู้สึกได้ว่าปัญหาเหล่านี้อาจเกิดขึ้นกับเรา หรือกับคนรอบตัวเราได้เช่นกัน

ภายในนิทรรศการ มีการหยิบ 4 ประเด็นสำคัญมาถ่ายทอด ได้แก่ มิจฉาชีพและภัยออนไลน์ ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่ทั่วถึงและไม่เป็นธรรม สัญญาห้องเช่า – หอพักที่ไม่เป็นธรรม และปัญหาสายสื่อสารที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

ทั้ง 4 เรื่องไม่ได้ถูกเลือกมาเพียงเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ยังเชื่อมโยงกับประเด็นนโยบายที่สภาผู้บริโภคกำลังผลักดันอยู่จริงในปี 2569 ตั้งแต่การผลักดันระบบยืนยันตัวตนผู้ขายออนไลน์ หรือ e-KYM การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงได้ การผลักดันสัญญาห้องเช่าและหอพักที่เป็นธรรม ไปจนถึงการจัดระเบียบสายสื่อสารให้ปลอดภัยมากขึ้น

เมื่อนำปัญหาเหล่านี้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ศิลปะ ภาษาที่ใช้เล่าก็เปลี่ยนไป จากถ้อยคำเชิงนโยบายกลายเป็นชื่อและภาพที่มีอารมณ์มากขึ้น เช่น “ราคาของการเดินทาง” “ห้องเช่าใต้เงาสัญญา” “ผีหน้าจอ” และ “อสูรกายเหนือเมือง”

ทำให้ปัญหาที่เราอาจเคยเห็นจนชิน กลับกลายเป็นสิ่งที่ชวนให้หยุดมองและตั้งคำถามใหม่อีกครั้ง

“ภาพ” สะท้อน ปัญหาเชิงนโยบาย และ เสียงของผู้เสียหาย

เมื่อต้องนำปัญหาที่เต็มไปด้วยข้อมูล ระบบ และรายละเอียดเชิงนโยบายมาย่อให้เหลือเป็นภาพที่คนสามารถเข้าใจความหมายได้ในเวลาไม่นาน วิธีการสื่อสาร จึงกลายเป็นโจทย์หลักของงานในครั้งนี้ 

แทนที่จะวาดปัญหาแบบตรงไปตรงมาผลงานหลักของนิทรรศการจึงมาจากการใช้ภาพเชิงสัญลักษณ์เพื่อทำให้ผลกระทบของปัญหาชัดขึ้น เช่น ปัญหาค่าเดินทางที่สูงถูกตีความออกมาในลักษณะของการ “สูบเลือดสูบเนื้อ” ขณะที่ปัญหาสายสื่อสารที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุก็ถูกมองผ่านภาพของ “สุสานสายสื่อสาร”

ภาพเหล่านี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พยายามทำให้คนดูสัมผัสได้ว่า ปัญหานั้นหนักเพียงใดสำหรับคนที่ต้องอยู่กับมันทุกวัน บางภาพอาจดูรุนแรงกว่าสิ่งที่ตาเห็นในชีวิตจริง แต่กลับใกล้เคียงกับความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า

เหมือนการย่อปัญหาเชิงนโยบายที่ซับซ้อน ให้เหลือเป็นภาพหนึ่งภาพที่คนดูสามารถหยุด มอง และเข้าใจแก่นของมันได้ทันที

ขณะเดียวกัน อีกฟากฝั่งของเรื่องเล่าก็ถูกสะท้อนผ่านอารมณ์ที่ผู้บริโภคแต่ละคนต้องเผชิญ ทั้งความกังวล ความโกรธ ความเหนื่อย มันจึงกลายมาเป็น ภาพสเก็ตช์ใบหน้าของผู้บริโภค และคำพูดเพื่อไม่ให้สิ่งที่พวกเขาพยายามพูดหายไป

ภาพใบหน้าของผู้บริโภคจำนวนมาก จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบันทึกว่า “ใครได้รับผลกระทบ” แต่กำลังบันทึกด้วยว่า คนคนนั้นกำลังพยายามพูดอะไรกับสังคม ผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างลายมือและข้อความที่บางส่วนอ่านได้ไม่ง่ายนัก ยังถูกเปรียบกับเสียงของประชาชนที่แม้จะพยายามพูดออกไป แต่หลายครั้งกลับไปไม่ถึงผู้มีอำนาจหรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ

ภาพเหล่านี้จึงทำให้คำว่า “เสียงของผู้บริโภค” ไม่ได้เป็นเพียงคำเปรียบเทียบ เพราะภายในเสียงนั้นมีทั้งใบหน้า อารมณ์ และถ้อยคำของคนจริงอยู่ด้วย

เช่นเดียวกับ ชื่อของนิทรรศการ “SPEAK UP เราต้องไม่ยอมจำนน” จึงมีความหมายมากกว่าการชวนให้พูดออกมา แต่หมายถึง ผู้บริโภคต้องมีอำนาจต่อรอง และไม่ควรยอมรับความไม่เป็นธรรมเพียงเพราะรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กเกินไป

แนวคิดนี้ปรากฏชัดในคำพูดของ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ในวันเปิดนิทรรศการ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ถึงมุมมองที่สังคมไทยมักสอนให้คนอดทน หลีกเลี่ยงปัญหา หรือยอมเมื่อถูกเอาเปรียบ แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อปัญหานั้นถูกพูดออกมา

“ร้องทุกข์หนึ่งครั้ง ดีกว่าบ่นพันครั้ง” ในความหมายของผู้บริหารสภาผู้บริโภคนั้นกำลังบอกว่า เพราะคนที่ออกมาร้องเรียนไม่ได้กำลังสร้างปัญหา…

ในทางกลับกัน เขาอาจกำลังเป็น “ทัพหน้า” ของคนอีกจำนวนมากที่เจอเรื่องเดียวกันแต่ยังไม่ได้พูดออกมา

ร่วมกันส่งเสียงถึงความไม่เป็นธรรม

สำหรับงานคุ้มครองผู้บริโภค การ “ส่งเสียง” อาจเริ่มจากสิ่งเล็กที่สุด ตั้งแต่การตั้งคำถาม การเก็บหลักฐาน การบอกเล่าประสบการณ์ การร้องเรียน หรือการปฏิเสธเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม แต่เสียงเหล่านี้ไม่ได้จำเป็นต้องจบลงด้วยการแก้ปัญหาให้คนเพียงคนเดียว เพราะเมื่อพบว่าเรื่องร้องเรียนแบบเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำ เสียงของผู้บริโภคสามารถถูกรวบรวมเป็นข้อมูล นำไปสู่การเตือนภัย การดำเนินคดี การเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ประกอบธุรกิจ และการผลักดันมาตรการหรือนโยบายเพื่อแก้ปัญหาในระดับโครงสร้างได้

นี่คือเหตุผลที่ “เสียง” ของผู้บริโภคมีความหมาย ปัญหาหนึ่งเรื่องอาจเริ่มจากคนหนึ่งคน แต่เมื่อคนหนึ่งกล้าพูด คนที่สองอาจเริ่มรู้ว่าเขาไม่ได้เจอปัญหานี้อยู่คนเดียว และเมื่อมีคนที่สาม คนที่สี่ หรืออีกหลายคนพูดตาม

เสียงเล็ก ๆ เหล่านั้นก็สามารถกลายเป็นข้อมูล หลักฐาน และอำนาจต่อรองที่ยากจะถูกมองข้าม

ปลายทางของ SPEAK UP จึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสารผู้ที่ได้รับผลกระทบ และไม่ได้ต้องการให้จบลงเพียงประโยคว่า “นิทรรศการนี้สวยดี” แต่ต้องการให้คนเริ่มมองเห็นสิทธิของตัวเอง เริ่มกล้าตั้งคำถามกับเรื่องที่ไม่เป็นธรรม และที่สำคัญคือ เริ่มเชื่อว่าเสียงของตัวเองมีความหมาย

นิทรรศการต้องการสร้างความตระหนักว่าเสียงของผู้บริโภคเป็น “พื้นที่ของคนธรรมดาที่ไม่ยอมจำนน” สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค ช่วยสะท้อนว่า คนตัวเล็กเพียงคนเดียวอาจต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมได้ยาก แต่เมื่อคนเหล่านั้นรวมเสียงและจับมือกัน พลังนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่ใครสามารถมองข้ามได้ง่าย ๆ

ดังนั้น สิ่งที่ SPEAK UP อยากฝากไว้กับผู้ชม อาจไม่ใช่คำตอบว่าเราต้องทำอะไรกับทุกปัญหาที่เห็น แต่อาจเป็นความคิดเล็ก ๆ ที่ติดกลับไปหลังเดินออกจากหอศิลป์ว่า ครั้งต่อไปที่เราเจอความไม่เป็นธรรม แทนที่จะคิดว่า “ช่างมันเถอะ” เราอาจลองคิดใหม่ว่า

“เรื่องนี้ เราไม่จำเป็นต้องยอม”

เพราะการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งอาจเริ่มจากเสียงที่ดูเล็กมากในตอนแรก และบางครั้ง คนหนึ่งคนที่เลือกจะพูด อาจกำลังเปิดทางให้คนอีกจำนวนมากได้ถูกได้ยินไปพร้อมกัน

SPEAK UP! เราต้องไม่ยอมจำนน เพราะสิทธิของผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องเล็ก และเสียงของผู้บริโภคไม่ควรถูกทำให้เงียบ


นิทรรศการ “SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน” จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ – 30 สิงหาคม 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย