
วิกฤตสารพิษบนจานอาหาร หลังพบผักผลไม้ริมแม่น้ำกกปนเปื้อนโลหะหนัก 21 ชนิด จากการตรวจต่อเนื่อง 6 รอบ สภาผู้บริโภคจี้รัฐเร่งแก้ พ.ร.บ.อาหาร มีระบบเฝ้าระวัง และจัดการความเสี่ยง พร้อมเปิดข้อมูลให้ชัด ลดภาะระผู้บริโภคระวังตัวเอง
ผักผลไม้ที่วางอยู่บนจานอาหารวันนี้ ปลอดภัยแค่ไหน?
คำถามนี้กำลังกลับมาเป็นความกังวลของผู้บริโภค หลังสำนักงานเกษตรอำเภอแม่อาย ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ ตรวจพืชผลทางการเกษตรจากพื้นที่ริมแม่น้ำกก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และพบการปนเปื้อน แคดเมียม ตะกั่ว และสารหนูเกินมาตรฐานในพืชอย่างน้อย 21 ชนิด จากการตรวจต่อเนื่อง 6 รอบ ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 พืชบางชนิดพบสารปนเปื้อนมากกว่าหนึ่งประเภท โดยเฉพาะแคดเมียมที่พบเกินเกณฑ์ต่อเนื่องทุกรอบ แม้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนถึงแหล่งกำเนิดของสารปนเปื้อน แต่มีข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับแม่น้ำกกและดินตะกอนที่ถูกน้ำท่วมพัดพาเข้าพื้นที่เกษตร
ที่น่ากังวลคือ พืชที่พบสารเกินมาตรฐานเป็นอาหารที่ผู้บริโภครับประทานในชีวิตประจำวัน ทั้งพริก ข้าวโพด แตงกวา กระเทียม สับปะรด มะเขือ มะม่วง ถั่วฝักยาว และผักผลไม้อีกหลายชนิด ขณะที่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าผักผลไม้เหล่านี้ถูกกำจัดอย่างถูกต้องหรือไม่ หรือถูกขนส่งและนำไปที่วางขายอยู่ในที่ไหนบ้าง
สถานการณ์นี้สะท้อนช่องว่างของ “ระบบการตรวจสอบแหล่งที่มาของอาหาร” หรือ Food Traceability ซึ่งทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าอาหารที่ซื้อปลอดภัยหรือมาจากพื้นที่เสี่ยงหรือไม่
ดังนั้น สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียง “พบสารปนเปื้อน” แต่คือ การเตือนภัยโดยที่ข้อมูลสำหรับป้องกันตัวเองยังไม่ชัดเจนเพียงพอ เพราะเมื่อมีการประกาศว่าพบสารโลหะหนักในพืช ผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนและรวดเร็วว่า ผลผลิตชนิดไหนไม่ปลอดภัย อยู่ในพื้นที่ใด ถูกส่งออกสู่ตลาดแล้วหรือไม่ และควรหลีกเลี่ยงสินค้าอย่างไร
หากข้อมูลเหล่านี้ไม่ถูกเปิดเผยและอัปเดตได้อย่างต่อเนื่อง การเตือนภัยก็อาจกลายเป็นเพียงการสร้างความกังวล โดยไม่ได้ช่วยให้ผู้บริโภคลดความเสี่ยงและปกป้องตัวเองได้จริง
“พบสารปนเปื้อนซ้ำ” แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจัดการอย่างไร
นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ กล่าวว่า ปัญหาความปลอดภัยอาหารไม่ควรถูกแก้ด้วยการตรวจหลังเกิดปัญหาเท่านั้น แต่ต้องมีระบบเฝ้าระวังที่สามารถจัดการความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยเฉพาะเมื่อพบว่าสินค้าไม่ปลอดภัย ต้องสามารถนำสินค้าออกจากตลาดได้อย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค
นางสาวปรกชลกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงการพบสารปนเปื้อน แต่รวมถึง ความล่าช้าของกระบวนการตรวจสอบและการจัดการหลังพบความเสี่ยง เพราะหากผลตรวจใช้เวลานาน กว่าข้อมูลจะถูกยืนยันและสื่อสารไปยังประชาชน ผักและผลไม้ล็อตนั้นอาจถูกเก็บเกี่ยว ขนส่ง และบริโภคไปแล้ว
“กรณีนี้ผลตรวจล่าช้าไป 8 เดือน ผัก ผลไม้ล็อตนั้น ถูกกินจนขับถ่ายออกจากร่างกายเราไปหมดแล้ว แต่ โลหะหนัก มันไม่ได้ไปไหน มันยังอยู่ในร่างกายเรา”
ดังนั้น เมื่อพบสัญญาณความเสี่ยง รัฐไม่ควรหยุดอยู่เพียงการตรวจ การประชุม หรือการทำบันทึกความร่วมมือ แต่ต้องมี แผนตอบสนองต่อความเสี่ยงที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตที่มีความเสี่ยงถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค
แนวทางเฉพาะหน้า ต้อง “ตัดวงจรความเสี่ยง” ตั้งแต่ต้นทาง
สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นางสาวปรกชลเสนอว่า หากพบความเสี่ยงจากการปนเปื้อนโลหะหนักจริง รัฐไม่ควรปล่อยให้มีการปลูกพืชผลเพื่อบริโภคในพื้นที่ดังกล่าวแล้วนำผลผลิตออกสู่ตลาดต่อไป แต่ต้องกล้าที่จะกำหนดขอบเขตพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่ต้องควบคุมเป็นการเฉพาะ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร ผู้รับซื้อ และผู้ประกอบการรับรู้ข้อมูลตรงกัน
ในพื้นที่ที่พบความเสี่ยง ควรมีมาตรการ ระงับการปลูกพืชสำหรับบริโภค และพิจารณาเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่เหมาะสมกับการฟื้นฟูหรือบำบัดดินและช่วยดูดซับโลหะหนัก โดยต้องมีหน่วยงานวิชาการกำกับและติดตามอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้การแก้ไขปัญหากลายเป็นการส่งต่อความเสี่ยงรูปแบบใหม่
ขณะเดียวกัน หน่วยงานส่วนกลางและระดับท้องถิ่นต้องระดมกำลังเข้ามาจัดทำแผนรองรับอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจัดหา น้ำดื่มและอาหารที่ปลอดภัย ให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการตรวจสอบผลผลิตที่เก็บเกี่ยวไปแล้วว่าเข้าสู่ตลาดหรือไม่ และหากพบว่าเข้าสู่ตลาดแล้ว ต้องมีกลไกติดตามและนำสินค้าออกจากตลาดอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อผู้บริโภคต้องดำเนินควบคู่กับการดูแลเกษตรกร เพราะหากรัฐสั่งระงับการปลูกหรือการจำหน่ายผลผลิต เกษตรกรไม่ควรเป็นผู้แบกรับความเสียหายเพียงฝ่ายเดียว จึงจำเป็นต้องมี มาตรการชดเชยเยียวยารายได้และความเสียหายของเกษตรกรอย่างชัดเจน รวมถึงการสนับสนุนพื้นที่หรือช่องทางผลิตทดแทนในช่วงที่มีการฟื้นฟูดิน
สภาผู้บริโภคเห็นว่าการคุ้มครองผู้บริโภคต้องเดินควบคู่กับการดูแลเกษตรกร ทั้งการระงับการเก็บเกี่ยว การจัดหาแหล่งน้ำหรือพื้นที่ผลิตทดแทน การตรวจสอบและฟื้นฟูดิน ตลอดจนมาตรการชดเชยความเสียหายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถตัดวงจรความเสี่ยงได้โดยไม่ผลักภาระไปยังผู้ผลิตหรือผู้บริโภคฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้ติดตามและผลักดันประเด็นความปลอดภัยอาหารมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแก้ไข พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งประกาศใช้มานานกว่า 40 ปี และมีข้อจำกัดในการรับมือกับระบบอาหารในปัจจุบัน ทั้งระบบเฝ้าระวังหลังสินค้าออกสู่ตลาดและกลไกการเรียกคืนสินค้า
นางสาวปรกชลระบุว่า จุดสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขของ พ.ร.บ.อาหารฉบับปัจจุบัน คือการสร้างระบบเฝ้าระวังหลังสินค้าออกสู่ตลาด หรือ Post-Market ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้การเรียกคืนสินค้าเป็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการอย่างชัดเจน
หากพบว่าสินค้าไม่ปลอดภัยหรือไม่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการควรมีหน้าที่แจ้งหน่วยงานกำกับดูแล จัดทำและดำเนินการเรียกคืนสินค้าจากตลาด รวมถึงสื่อสารให้ผู้บริโภครับทราบอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ปล่อยให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียวในการติดตามสินค้าที่กระจายไปทั่วประเทศ
เนื้อหาเหล่านี้ถูกบรรจุไว้ใน พ.ร.บ.อาหารฉบับสภาผู้บริโภค ซึ่งเป็นหนึ่งในสามกฎหมายที่สภาผู้บริโภคได้รวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า 70,000 รายชื่อ ยื่นต่อรัฐสภาเพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้เท่าทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ระยะยาว ต้องมี “แผนจัดการความเสี่ยง” ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
สภาผู้บริโภคเห็นว่า การแก้ไขปัญหาความปลอดภัยอาหารในระยะยาวต้องไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนครั้งของการตรวจ แต่ต้องเปลี่ยนระบบให้สามารถ เฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง และจัดการปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
ร่าง พ.ร.บ.อาหารฉบับสภาผู้บริโภคจึงมีข้อเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำแผนจัดการความเสี่ยง เพื่อให้สามารถควบคุมความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่พื้นที่ผลิต การขนส่ง การจำหน่าย ไปจนถึงผู้บริโภค และเมื่อพบความเสี่ยงต้องมีระบบแจ้งเตือนและดำเนินการอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ต้องทำให้การสื่อสารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ไม่ใช่รอให้ประชาชนรับรู้จากข่าวหรือโซเชียลมีเดีย เพราะเมื่อมีการประกาศว่าพบสารโลหะหนักในพืช ผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนและรวดเร็วว่า ผลผลิตชนิดไหนไม่ปลอดภัย อยู่ในพื้นที่ใด ถูกส่งออกสู่ตลาดแล้วหรือไม่ และควรหลีกเลี่ยงสินค้าอย่างไร
“ข้อมูลความปลอดภัยอาหาร ต้องเป็นสิทธิที่ประชาชนเข้าถึงได้”
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญของสภาผู้บริโภคคือ การเปิดเผยข้อมูลผลตรวจอาหารและสินค้าอย่างโปร่งใสและเข้าถึงง่าย เพราะข้อมูลที่เกิดจากการใช้งบประมาณของประชาชนไม่ควรหยุดอยู่เพียงในระบบของหน่วยงานรัฐ
หากประชาชนและสื่อเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว ก็จะสามารถช่วยกันเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และลดความเสี่ยงที่อาหารไม่ปลอดภัยจะถูกบริโภคในวงกว้างได้ โดยเฉพาะกรณีผลผลิตริมแม่น้ำกกที่พบการปนเปื้อนซ้ำ ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่า ผลผลิตใดเสี่ยง พื้นที่ใดได้รับผลกระทบ และมีมาตรการป้องกันไม่ให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดอย่างไร
ถึงเวลาผลักดัน พ.ร.บ.อาหารฉบับสภาผู้บริโภค
สภาผู้บริโภคจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติอาหารฉบับสภาผู้บริโภค โดยขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาบรรจุร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่วาระ เพื่อให้สามารถนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยเร็ว และยกระดับระบบความปลอดภัยอาหารของประเทศไทยให้สามารถจัดการความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
สำหรับผู้บริโภค เรื่องนี้จึงไม่ควรจบลงที่คำแนะนำว่า “ให้ระมัดระวัง” เพราะคนทั่วไปไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าว่าผักหรือผลไม้มีแคดเมียม ตะกั่ว หรือสารหนูปนเปื้อนหรือไม่ และไม่ควรต้องรับภาระในการคาดเดาเองว่าสินค้าที่ซื้อจากตลาดปลอดภัยแค่ไหน ดังนั้น ข้อมูลผลตรวจที่ชัดเจนและเข้าถึงง่ายจึงเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค
“การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ควรเริ่มต้นเมื่อประชาชนได้รับอันตรายแล้ว แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อาหาร ด้วยระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ การเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ และกฎหมายที่ให้อำนาจจัดการอาหารที่ไม่ปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้อาหารปลอดภัยเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน” นางสาวปรกชลกล่าว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



