Ribbon

มุกใหม่มิจฉาชีพ โหนกระแสหลอก เร่งตั้งกองทุนเยียวยา

มุกใหม่มิจฉาชีพ โหนกระแสหลอก เร่งตั้งกองทุนเยียวยา

ต้นปี 2569 ภัยไซเบอร์ยังเป็นปัญหาเรื้อรังที่ผู้บริโภคไทยต้องเผชิญอย่างหนักหน่วง มิจฉาชีพหามุกใหม่ ใช้กระแสสังคมออนไลน์ คนดัง ช่องว่างของระบบกำกับดูแล สร้างกับดักรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง สภาผู้บริโภคเร่งผลักดันตั้งกองทุนเยียวยาภัยไซเบอร์

บทความนี้ได้รวบรวม “มุกมิจฉาชีพ” ในช่วงต้นปีนี้ โดยจัดกลุ่มตามลักษณะภัยหลอกลวง เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นกลโกงที่กำลังระบาด รู้เท่าทันกลไกการหลอกลวง พร้อมข้อสังเกตและคำแนะนำในการป้องกันตนเอง ท่ามกลางคำถามใหญ่ที่สังคมยังต้องช่วยกันหาคำตอบว่า มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในโลกดิจิทัลวันนี้ เพียงพอแล้วหรือยัง

มุก “เกาะกระแส” เมื่อความนิยมกลายเป็นเครื่องมือหลอกลวง

หนึ่งใน มุกใหม่มิจฉาชีพ ที่เริ่มปรากฏชัดช่วงต้นปี 2569 นี้ คือการหยิบเอากระแสซีรีส์แนวตั้ง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้งานสมาร์ตโฟน มาใช้เป็นเครื่องมือหลอกลงทุน มิจฉาชีพอาศัยจังหวะที่ผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่เข้าใจโมเดลธุรกิจของคอนเทนต์รูปแบบใหม่ ชักชวนให้ซื้อแพ็กเกจ ลงทุน หรือถือสิทธิ์อ้างรายได้จากยอดรับชม เน้นคำโฆษณาว่าเป็น “โอกาสก่อนใคร” หรือ “ตลาดใหม่ที่กำลังโต”

ลักษณะสำคัญของมุกนี้คือการสร้างภาพว่าเป็นธุรกิจดิจิทัลสมัยใหม่ แต่ไม่สามารถอธิบายที่มาของรายได้อย่างชัดเจน ไม่มีข้อมูลบริษัท ไม่มีหน่วยงานกำกับ และมักใช้กลุ่มแชตหรือมีแอดมินเร่งตัดสินใจ ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยเพิ่งรู้ตัวเมื่อไม่สามารถถอนเงินได้ หรือแพลตฟอร์มที่อ้างถึงหายไปพร้อมกับเงินลงทุน

ข้อแนะนำสำคัญสำหรับผู้บริโภคคือ หากเป็นการลงทุนที่ไม่สามารถอธิบายโครงสร้างรายได้ได้อย่างตรงไปตรงมา หรืออ้างผลตอบแทนสูงโดยไม่พูดถึงความเสี่ยง นั่นคือสัญญาณอันตรายที่ควรถอยออกมาให้เร็วที่สุด

มุก “ตัวตนปลอม” คนดัง ครูออนไลน์ ความน่าเชื่อถือที่ถูกนำมาใช้ผิดทาง

อีกกลุ่มที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง คือมุกมิจฉาชีพที่ใช้ชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์เป็นเกราะกำบัง กรณีครูสอนทำเล็บชื่อดังที่เปิดรับพรีออเดอร์อุปกรณ์ ก่อนเชิดเงินหนี เป็นตัวอย่างของการใช้ความไว้วางใจของผู้ติดตามมาหลอกลวง โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้บัญชีบุคคลอื่นรับเงิน ทำให้เส้นทางการเงินซับซ้อนและยากต่อการติดตาม

การหลอกลวงลักษณะนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะวงการใดวงการหนึ่ง แต่พบได้ในหลายอาชีพ ตั้งแต่ครูออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ ไปจนถึงผู้ขายที่สร้างภาพความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จุดร่วมคือการทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าคนนี้ไม่น่าจะโกง นำไปสู่การโอนเงินโดยไม่ตรวจสอบให้รอบด้าน

ข้อควรจำคือ ความมีชื่อเสียงไม่ใช่หลักประกันความซื่อสัตย์ และการโอนเงินไปยังบัญชีที่ไม่ใช่ชื่อผู้ขายหรือไม่ใช่นิติบุคคล ควรถูกตั้งคำถามทุกครั้ง

โทรหลอกคดีฟอกเงิน คุมเหยื่อด้วยโทรศัพท์

อีกทั้งมีมุกเก่าที่นำมาใช้อย่างต่อเนื่อง คือแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โทรแจ้งว่าผู้บริโภคมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีร้ายแรง โดยเฉพาะคดีฟอกเงินหรือบัญชีต้องสงสัย กรณีล่าสุดเป็นนักศึกษาที่ถูกหลอกว่ามีชื่อพัวพันคดีฟอกเงินวงเงินสูงถึง 8 ล้านบาท ผู้โทรอ้างว่ากำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากไม่ให้ความร่วมมืออาจถูกดำเนินคดีทันที เหยื่อถูกสั่งห้ามวางสาย ต้องคุยโทรศัพท์ตลอดเวลา และถูกกดดันให้โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

รูปแบบการหลอกลวงนี้ยังคงใช้สูตรเดิม คือสร้างความกลัว สร้างความเร่งด่วน และตัดขาดเหยื่อออกจากแหล่งข้อมูลอื่น เหยื่อหลายรายถูกกำชับไม่ให้บอกครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิด โดยอ้างว่าเป็นความลับทางคดี กรณีนี้ครอบครัวสูญเงินไปแล้วกว่า 1 ล้านบาท แม้เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าช่วยเหลือถึงที่พัก เหยื่อยังไม่เชื่อในทันที เพราะถูกครอบงำทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง จนตำรวจต้องแสดงบัตรประจำตัวเพื่อยืนยันตัวตน

ความน่ากังวล คือ กระบวนการควบคุมความคิดที่ทำให้เหยื่อเชื่อว่าเสียงปลายสายคือเจ้าหน้าที่รัฐตัวจริง และเสียงเตือนจากคนรอบข้างคือสิ่งที่ไม่ควรฟัง คำแนะนำสำคัญที่ผู้บริโภคควรยึดไว้เสมอคือ ไม่มีหน่วยงานรัฐใดดำเนินคดีหรือสอบสวนผ่านโทรศัพท์ และไม่มีกรณีใดที่ต้องโอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากได้รับสายลักษณะนี้ ควรวางสายทันที ติดต่อหน่วยงานโดยตรงผ่านช่องทางทางการ และพูดคุยกับคนในครอบครัวก่อนตัดสินใจใด ๆ

ภัยไซเบอร์ด้านการเงิน สินค้า และแพลตฟอร์ม

การซื้อขายออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มยังคงเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง กรณีผู้เสียหายจากการซื้อสินค้าผ่านติ๊กต๊อกช็อป (TikTok Shop) จากร้านค้าต่างประเทศ สูญเงินรวมหลายล้านบาท สะท้อนปัญหาสำคัญคือ เมื่อเกิดข้อพิพาท ผู้บริโภคไม่สามารถติดตามตัวผู้ขายได้ ขณะที่กลไกการเยียวยาของแพลตฟอร์มยังมีข้อจำกัด ทำให้ผู้บริโภคต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง

ขณะเดียวกัน มุกหลอกผ่านแอปฯ หาคู่ยังคงพบอย่างต่อเนื่อง มิจฉาชีพสร้างโปรไฟล์ปลอม อ้างอาชีพน่าเชื่อถือ เช่น วิศวกร ก่อนตีสนิทและชักชวนทำธุรกรรมร่วมกัน สุดท้ายหลอกเอาทรัพย์สินหรือใช้ช่องโหว่ในการรูดบัตรเครดิต ความเสียหายจำนวนมากไม่ได้เกิดจากความโลภ แต่เกิดจากความไว้ใจในความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กฎหมายและมาตรการคุ้มครองยังเข้าไปดูแลได้จำกัด

ด้านการลงทุน ยังพบการหลอกลวงโดยอ้างข้อมูลตลาดหุ้นหรือข้อมูลการเงินปลอม ผ่านกลุ่มไลน์หรือแอปพลิเคชันที่มีช่องทางแชต สร้างภาพว่ามีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ ซึ่งรูปแบบนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งไปกว่านั้น มิจฉาชีพยังใช้มุกหลอกลวงเพิ่มด้วยการขโมยรูปสินค้า รีวิว หรือเนื้อหาของร้านค้าออนไลน์จริงไปใช้แอบอ้าง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือปลอม ก่อนชักชวนให้โอนเงินหรือสั่งสินค้าผ่านแชทส่วนตัว ทั้งที่เจ้าของร้านตัวจริงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องออกมาแจ้งเตือนว่าภาพและรีวิวที่ถูกนำไปใช้เป็นของจริง แต่ถูกบัญชีปลอมแอบอ้าง โดยมุกแอบอ้างลักษณะนี้มีความอันตรายเฉพาะตัว เพราะผู้บริโภคจำนวนมากตัดสินใจจากภาพสินค้าและรีวิวเป็นหลัก เมื่อร้านค้าถูกเลียนแบบด้วยเนื้อหาจริง ผู้บริโภคอาจไม่ทันสังเกตว่ากำลังติดต่อกับบัญชีปลอม ซึ่งนอกจากการสูญเงินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ต่อในมุกหลอกลวงรูปแบบอื่น

คำแนะนำสำหรับผู้บริโภคคือ อย่าตัดสินใจโอนเงินจากภาพหรือรีวิวเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบบัญชีร้านค้าอย่างละเอียด ชื่อผู้ขายต้องตรงกับร้านจริง ตรวจสอบลิงก์แพลตฟอร์มจากแหล่งทางการ เปรียบเทียบรีวิวจากหลายช่องทาง และพยายามติดต่อร้านผ่านช่องทางที่ยืนยันตัวตนได้ เช่น เบอร์โทรหรืออีเมลทางการ รวมถึงสังเกตความผิดปกติของบัญชี เช่น การเพิ่งสร้างใหม่ รูปแบบการใช้ภาษา หรือเงื่อนไขการขายที่เร่งรัดผิดปกติ

ผู้บริโภคควรรู้อะไรบ้าง ในวันที่มิจฉาชีพเป็นองค์กรธุรกิจ

ในวันที่ภัยไซเบอร์ไม่ได้เกิดจากมิจฉาชีพรายเดียว แต่ดำเนินการเป็นเครือข่าย มีการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ฝ่ายหลอกล่อ เหยื่อ ฝ่ายรับโอนเงิน ไปจนถึงการฟอกเงิน สิ่งที่ผู้บริโภคควรตระหนักคือ กลโกงในปัจจุบันใช้โครงสร้างทางเทคโนโลยีและช่องว่างของระบบกฎหมายเป็นเครื่องมือทำกำไรไม่ต่างจากการดำเนินธุรกิจ

จากข้อมูลรูปแบบของภัยไซเบอร์ พบว่า กับดักมิจฉาชีพจำนวนมากยังคงใช้ “กับดักซ้ำ ๆ” เช่น การสร้างความเร่งด่วน การอ้างอำนาจรัฐหรือผู้เชี่ยวชาญ การสั่งห้ามวางสายหรือห้ามปรึกษาคนใกล้ตัว รวมถึงการใช้บัญชีม้าเพื่อตัดตอนเส้นทางการเงิน ผู้บริโภคจึงควรตั้งคำถามกับทุกข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง ตรวจสอบตัวตนผู้ขายหรือผู้ชักชวนจากหลายแหล่ง หลีกเลี่ยงการโอนเงินไปยังบัญชีบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง และเก็บหลักฐานการสนทนาและการทำธุรกรรมทุกครั้ง ในหลายกรณี ความรวดเร็วในการร้องเรียนคือปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มโอกาสในการอายัดหรือเรียกคืนเงินได้

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้บริโภคจะรู้ทันและปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ แต่ปัญหาสำคัญที่ปรากฏชัดคือ ช่องว่างการเยียวยาความเสียหายจากภัยไซเบอร์ ผู้เสียหายจำนวนมากไม่สามารถรอผลของกระบวนการยุติธรรมที่ใช้เวลานานและซับซ้อนได้ โดยเฉพาะผู้ที่สูญเสียเงินออม เงินเก็บ หรือเงินทุนหมุนเวียนในการดำรงชีวิต ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนซ้ำซ้อนทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพจิต และความมั่นคงในการใช้ชีวิต

สำหรับการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย สภาผู้บริโภคเสนอให้ภาครัฐยกระดับปัญหาภัยไซเบอร์เป็นวาระแห่งชาติ และผลักดันการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเสนอให้ทุกพรรคการเมืองผลักดัน “กองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้นจากภัยไซเบอร์” เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายในกรณีเร่งด่วน โดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด แนวคิดของกองทุนนี้มุ่งทำหน้าที่เป็นกลไกรองรับเฉพาะหน้า คล้ายระบบคุ้มครองเงินฝาก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและประคองคุณภาพชีวิตของผู้เสียหาย ขณะเดียวกันให้รัฐยังสามารถติดตามเงินคืนจากผู้กระทำผิดหรือเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในภายหลังได้อย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ แหล่งเงินของกองทุนดังกล่าว อาจมาจากการร่วมสมทบของแพลตฟอร์มดิจิทัล สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม รวมถึงเงินที่ยึดหรืออายัดได้จากคดีฟอกเงิน ซึ่งสะท้อนหลักการสำคัญว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในระบบ โดยแนวคิดข้อเสนอเป็นการรับมือภัยไซเบอร์ที่ไม่ควรหยุดอยู่ที่การเตือนผู้บริโภคให้ระวังตัว แต่ต้องมีกลไกคุ้มครองและเยียวยาที่เป็นธรรม เข้าถึงได้จริง และสอดคล้องกับความเป็นจริงของอาชญากรรมยุคดิจิทัล ในวันที่มิจฉาชีพทำงานเป็นองค์กรธุรกิจเต็มรูปแบบ ระบบคุ้มครองผู้บริโภคจำเป็นต้องยกระดับให้ทันและแข็งแรงในระดับเดียวกัน เพื่อไม่ให้ความเสียหายจากโลกออนไลน์กลายเป็นภาระที่ผู้บริโภคต้องแบกรับเพียงลำพัง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง