Ribbon

ลูกชิ้นเถื่อน โผล่ไม่หยุด จี้แก้กฎหมายอาหาร ยกระบบตรวจสอบทั้งห่วงโซ่

Getting your Trinity Audio player ready...
ลูกชิ้นเถื่อนโผล่ไม่หยุด จี้แก้กฎหมายอาหาร ยกระบบตรวจสอบทั้งห่วงโซ่

จากกรณีที่ตำรวจสอบสวนกลางร่วมกับกรมปศุสัตว์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าตรวจค้นโรงงานผลิตอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งต้องสงสัยว่าลักลอบผลิตไส้กรอก หมูยอ และลูกชิ้นในสถานที่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ก่อนกระจายสินค้าไปยังตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ได้ตอกย้ำปัญหาความปลอดภัยด้านอาหารที่ยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทย สภาผู้บริโภคเสนอ อย. ยกระดับความปลอดภัยอาหาร เชื่อมฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคิวอาร์โค้ดติดตามสินค้า เปิดข้อมูลสินค้าเสี่ยงให้ประชาชนเข้าถึงได้ คุมเข้มอาหารออนไลน์ และปรับปรุง พ.ร.บ. อาหารให้ทันสมัย เพิ่มโทษผู้กระทำผิด

มลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาการผลิตอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีไส้กรอกปนเปื้อนที่ส่งผลกระทบต่อเด็กนักเรียนจนมีผู้เสียชีวิตเมื่อปี 2565 หรือการทลายโรงงานลูกชิ้นเถื่อนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีเมื่อปี 2567 ที่ลักลอบผลิตและจำหน่ายภายใต้หลายยี่ห้อ

ขณะเดียวกัน การเฝ้าระวังของสภาผู้บริโภคยังพบปัญหาสารกันบูด รวมถึงสารไนเตรตและไนไตรต์เกินมาตรฐานในผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปอยู่เป็นระยะ ทั้งในสินค้าทั่วไปตามท้องตลาดและสินค้าแบรนด์ที่วางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาด้านความปลอดภัยอาหารยังคงเป็นความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องเผชิญ

“อาหารแปรรูปเป็นปัญหาซ้ำซาก ควรต้องแก้ไขได้แล้ว เพราะมันเป็นเรื่องระบบสุขภาพของคนไทย ทำไมคนเราเป็นมะเร็งโดยที่เราไม่ได้เป็นกรรมพันธุ์ มันก็มาจากความเสี่ยงเรื่องอาหารทุกวันนี้คืออาหารเป็นหลัก” มลฤดี กล่าว

มลฤดี มองว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนช่องโหว่สำคัญของระบบกำกับดูแล โดยเฉพาะการขาดฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถติดตามสถานะใบอนุญาตของโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงไม่มีระบบตรวจติดตามหรือประเมินซ้ำหลังจากได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว ส่งผลให้บางโรงงานยังคงดำเนินกิจการต่อได้ แม้ใบอนุญาตจะหมดอายุไปแล้วหลายเดือน

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการทำงานแบบแยกส่วนระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อย. กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมปศุสัตว์ ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิตทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ การสื่อสารความเสี่ยงต่อสาธารณะ ซึ่งมักเป็นการแจ้งเตือนในภาพกว้างโดยไม่เปิดเผยชื่อยี่ห้อหรือรายละเอียดสินค้าอย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าสินค้าที่ตนซื้อหรือบริโภคอยู่เข้าข่ายเป็นสินค้าที่มีปัญหาหรือไม่

“การออกข่าวของภาครัฐหลายครั้งทำให้ผู้บริโภคเกิดความตื่นตระหนกเท่านั้น แต่ผู้บริโภคไม่สามารถเช็กได้ว่า สินค้าที่เป็นข่าวมีโลโก้แบบไหน เป็นแบรนด์อะไร หรืออยู่ในบ้านของตัวเองหรือไม่” มลฤดี กล่าว พร้อมเสนอว่าหน่วยงานรัฐควรเปิดเผยข้อมูลสินค้า ภาพฉลาก และรายละเอียดที่จำเป็นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มลฤดี กล่าวเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งใช้บังคับมาเกือบ 50 ปี มีข้อจำกัดหลายด้านและไม่สอดคล้องกับบริบทการผลิตและจำหน่ายอาหารในยุคปัจจุบัน ทั้งเรื่องบทลงโทษที่ยังต่ำเกินไป อำนาจการบังคับใช้กฎหมายที่จำกัด รวมถึงการกำกับดูแลธุรกิจอาหารบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ

“อย.ต้องปรับตัวให้เป็นหน่วยงานกำกับดูแลยุคใหม่ อย่าล้าหลังเหมือน พ.ร.บ.ที่ตัวเองใช้อยู่” มลฤดี กล่าว พร้อมชี้ว่า การคุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบันไม่สามารถอาศัยเพียงการตรวจสอบเชิงรับหรือกำลังคนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการกำกับดูแลอย่างจริงจัง ทั้งการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การแจ้งเตือนใบอนุญาตที่ใกล้หมดอายุ และระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้า

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคเสนอให้เร่งปรับปรุงพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยเพิ่มบทลงโทษให้เหมาะสมกับมูลค่าทางธุรกิจ ขยายอำนาจการตรวจสอบเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ และพัฒนาฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบ AI สำหรับเฝ้าระวังความเสี่ยง และระบบ QR Code เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อาหาร ซึ่งจะช่วยให้ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคสามารถร่วมกันตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย ควรตรวจสอบเลขสารบบอาหาร 13 หลักผ่านระบบของ อย. ก่อนเลือกซื้อสินค้า หากพบว่าเลขไม่ตรงกับข้อมูลหรือถูกเพิกถอนแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการซื้อและจำหน่ายสินค้า นอกจากนี้ ควรระมัดระวังสินค้าที่มีราคาถูกผิดปกติ และหากได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน สามารถใช้สิทธิเรียกร้องการเยียวยาจากผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องได้ตามกฎหมาย หรือแจ้งร้องเรียนได้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เบอร์สายด่วน 1135 หรือ สายด่วน อย. 1556 หรือสภาผู้บริโภค 1502

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง