Ribbon

หารือการไฟฟ้า แก้ สายสื่อสาร รกรุงรัง ตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหาย

หารือการไฟฟ้า แก้ สายสื่อสาร รกรุงรัง ตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหาย

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภค ร่วมประชุมหารือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาสายสื่อสารรกรุงรังและไม่ปลอดภัย ซึ่งเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมผลักดันมาตรการจัดระเบียบสายสื่อสารในจุดเสี่ยง หารือแนวทางจัดตั้งกลไกเยียวยาผู้เสียหายให้เข้าถึงการชดเชยได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ตลอดจนเสนอให้สำนักงาน กสทช. สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีจัดการปัญหา กำหนดมาตรฐานสายสื่อสาร และเพิ่มมาตรการกำกับดูแลผู้ประกอบการ

สะท้อนปัญหาจากความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น

รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาสายสื่อสารห้อยระโยงระยางไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทัศนียภาพที่ไม่สวยงาม แต่เป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยยกกรณีเจ้าบ่าวที่เสียชีวิตจากสายสื่อสารเกี่ยวคอในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงเหตุผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในหลายพื้นที่ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ควรถูกปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำอีก โดยหน่วยงานที่ต้องเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ครอบคลุมทั้ง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

“ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ความปลอดภัยของประชาชนต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ ภาครัฐ และภาคประชาชน โดยภาครัฐต้องมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพ และทุกฝ่ายต้องร่วมกันคิดบนฐานของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง” รศ.ภญ.ดร.ยุพดีกล่าว

สภาผู้บริโภคเสนอ “กองทุนเยียวยา” ช่วยผู้เสียหายได้ทันที

มลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค กล่าวถึงข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยสภาผู้บริโภคเสนอให้ กฟน.และ กฟภ. ร่วมจัดทำแผนจัดระเบียบสายสื่อสารเร่งด่วนในพื้นที่เสี่ยง โดยผ่านการพิจารณาร่วมกับคณะกรรมการติดตามและจัดระเบียบสายสื่อสารระดับพื้นที่ ก่อนเสนอสำนักงาน กสทช. เพื่ออนุมัติและดำเนินการโดยเร็ว

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ กฟน. และ กฟภ. จัดเก็บค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและกำจัดสายสื่อสารที่เลิกใช้งานแล้วจากผู้ประกอบการเจ้าของสาย เพื่อลดความหนาแน่นของสายบนเสาไฟฟ้าและสร้างความรับผิดชอบต่ออุปกรณ์ของตนเอง รวมถึงจัดทำกลไกเรียกเก็บเงินสมทบจากผู้ประกอบการสื่อสารเพื่อนำมาจัดตั้งกองทุนเยียวยา สำหรับชดเชยความเสียหายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุสายสื่อสารโดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดเป็นเวลานาน

ด้าน อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนงานขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ผู้เสียหายเผชิญในปัจจุบันคือความล่าช้าในเรื่องการเยียวยา แม้ตามหลักการแล้วผู้ประกอบการเจ้าของสายจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ในทางปฏิบัติกระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์ว่าใครเป็นเจ้าของสายมักใช้เวลานาน ส่งผลให้ผู้ได้รับบาดเจ็บหรือครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องรอความช่วยเหลือเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี

สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้มี “การเยียวยาเบื้องต้น” โดยให้ กฟน. และ กฟภ. เป็นผู้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้เสียหายก่อน แล้วจึงเรียกคืนจากผู้ประกอบการเจ้าของสายในภายหลัง เพื่อลดภาระและความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

สำหรับแหล่งเงินทุนในการดำเนินมาตรการดังกล่าว สภาผู้บริโภคเสนอให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำกำไรจากกองทุนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้ามาใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะด้านการเยียวยาผู้เสียหาย รวมถึงการจัดเก็บเงินประกันจากผู้ประกอบการสื่อสารที่ขอพาดสายบนเสาไฟฟ้าในลักษณะเดียวกับการวางเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นกองทุนสำรองรองรับเหตุไม่คาดฝันในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้เงินจากกองทุนจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือกองทุน USO ของ กสทช. เพื่อการเยียวยาผู้เสียหาย

ขณะที่ บุษยา คุณากรสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภค นำเสนอกลไกการทำงานในพื้นที่ว่า ปัจจุบันมีการผลักดันให้จัดตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการจัดระเบียบสายสื่อสารระดับจังหวัดแล้วกว่า 76 จังหวัด เพื่อทำหน้าที่สำรวจ วิเคราะห์ และจัดทำแผนแก้ไขปัญหาในพื้นที่

นอกจากนี้ เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคยังร่วมกันสำรวจและ “ปักหมุด” จุดเสี่ยงลงในระบบแผนที่ออนไลน์ เพื่อให้เห็นภาพรวมของพื้นที่อันตรายและผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยข้อมูลจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพบว่ามีจุดเสี่ยงจากสายสื่อสารไม่ปลอดภัยทั่วประเทศกว่า 6,000 – 7,000 จุด

“กฟน. – กฟภ.” ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยจาก สายสื่อสาร

ด้าน สิงห์ เผือกพูล ผู้แทนการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ชี้แจงว่า กฟน. กำลังเร่งยกระดับการจัดการสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้า โดยดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน ได้แก่ การปรับปรุงระเบียบการติดตั้งสายสื่อสารให้รัดกุมยิ่งขึ้น การกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยใหม่ และการจัดทำแผนจัดระเบียบสายสื่อสารรวมถึงโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ

สำหรับมาตรฐานใหม่ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2566 กฟน. กำหนดให้สายสื่อสารที่พาดบนเสาไฟฟ้าต้องไม่มีส่วนประกอบของโลหะ และต้องมีคุณสมบัติต้านการลามไฟ เพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจรหรือฟ้าผ่า ซึ่งอาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ นอกจากนี้ กฟน. ยังลงทุนติดตั้งคอนเหล็กรองรับสายสื่อสารแทนคอนสื่อสารเดิมที่ทำจากไม้ เพื่อเพิ่มความเป็นระเบียบและความปลอดภัยของระบบจำหน่ายไฟฟ้า

“ปัจจุบัน กฟน. มีแผนจัดระเบียบสายสื่อสารระยะทางรวม 1,500 กิโลเมตร โดยได้เริ่มดำเนินการรื้อถอนสายสื่อสารในเส้นทางเร่งด่วนระยะแรก 500 กิโลเมตร ภายใต้งบประมาณสนับสนุนจากสำนักงาน กสทช. ตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้ กสทช. เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนงบประมาณจัดระเบียบสายสื่อสารทั่วประเทศ” นายสิงห์ระบุ

ขณะเดียวกัน กฟน. ยังเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีการตรวจสอบการลักลอบพาดสายสื่อสารเป็นประจำทุกเดือน หากพบสายที่ไม่ได้รับอนุญาตจะมีโทษปรับ 50,000 บาทต่อจุด และสั่งรื้อถอนทันที ส่วนช่างผู้ปฏิบัติงานบนเสาไฟฟ้าจะต้องผ่านการอบรมและได้รับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) จาก กฟน. หากฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษตามระเบียบ

นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการโทรคมนาคมไม่รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสายของตน หรือเพิกเฉยต่อคำสั่งของการไฟฟ้า กฟน. มีมาตรการระงับการอนุญาตพาดสายเพิ่มเติมในพื้นที่อื่น จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง

ด้าน เกสรบัว ศิริทรัพย์ ผู้แทนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารในพื้นที่ภูมิภาคได้รับงบประมาณค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับพื้นที่กรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กฟภ. ได้รับอนุมัติแผนจัดระเบียบสายสื่อสารกว่า 500 กิโลเมตร หรือประมาณ 300 เส้นทาง และเข้ามาทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานและดำเนินการแทนผู้ประกอบการสื่อสาร เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

เกสรบัว ระบุว่า ปัจจุบันมีการใช้ระบบติดแท็กระบุเจ้าของสายสื่อสารเพื่อคัดแยกสายที่ยังมีการใช้งานออกจากสายที่ถูกทิ้งร้าง โดยสายที่ไม่มีการแสดงตัวตนเจ้าของจะถูกพิจารณารื้อถอนออก เพื่อลดความแออัดบนเสาไฟฟ้าและเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชน

สำหรับกรณีจุดเสี่ยงหรือเหตุฉุกเฉินที่อยู่นอกแผนงาน กฟภ. พร้อมรับข้อมูลจากสภาผู้บริโภคและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอของบประมาณต่อ กสทช. ในอนาคต

ในประเด็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุสายสื่อสาร กฟภ. เห็นว่าจำเป็นต้องพิจารณาข้อกฎหมายและข้อจำกัดด้านการใช้เงินอย่างรอบคอบ เนื่องจากการไฟฟ้ามีภารกิจหลักด้านการให้บริการไฟฟ้า ขณะเดียวกันเสนอให้สำนักงาน กสทช. เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดกลไกเยียวยาและกำกับดูแลผู้ประกอบการสื่อสารอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ทั้งการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ยังมีข้อเสนอร่วมกันไปยังสำนักงาน กสทช. เพื่อยกระดับการจัดการสายสื่อสารทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น

โดยเสนอให้ กสทช. สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดความรกรุงรังของสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้า รวมถึงกำหนดมาตรฐานสายสื่อสารที่ชัดเจนสำหรับการพาดบนเสาไฟฟ้า เช่น การกำหนดให้สายต้องไม่มีส่วนประกอบของโลหะและมีคุณสมบัติต้านการลามไฟ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชนและลดความเสี่ยงจากอัคคีภัย

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสองหน่วยงานเสนอให้เร่งผลักดันแนวคิด “Single Last Mile” หรือการใช้สายเข้าบ้านเพียงเส้นเดียว และ “Single Main Line” หรือการใช้โครงข่ายสายสื่อสารร่วมกันบนถนนสายหลัก เพื่อลดจำนวนสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าในระยะยาว รวมถึงเสนอให้กำหนดบทลงโทษและกรอบเวลาการเยียวยาผู้เสียหายที่ชัดเจน เพื่อสร้างความรับผิดชอบให้กับผู้ประกอบการโทรคมนาคมและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน

ทั้งนี้ หลังการหารือ สภาผู้บริโภคจะจัดทำสรุปการประชุมครั้งนี้เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงของการไฟฟ้าทั้งสองแห่ง และจะเดินหน้าประสานงานกับ กสทช. และผู้ประกอบการสื่อสาร เพื่อผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคม และความปลอดภัยที่ยั่งยืนต่อไปสำหรับผู้บริโภคที่พบเหตุฉุกเฉิน เช่น สายสื่อสารขาด ห้อยต่ำ หรือก่อให้เกิดอันตราย สามารถแจ้งเหตุได้ที่

  • กสทช. โทรสายด่วน 1200 หรือ ไลน์ @nbtc1200 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • การไฟฟ้านครหลวง (MEA) สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ โทร 1130 หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน MEA Smart Life
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) สำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด โทร 1129
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ผ่านไลน์ @ERCvoice

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง