Ribbon

เสียงจาก ผู้ประกันตน จ่ายประกันสังคมทุกเดือน แต่ได้สิทธิไม่คุ้มค่า

เสียงจากผู้ประกันตน จ่ายประกันสังคมทุกเดือน แต่ได้สิทธิไม่คุ้มค่า

“การจ่ายเงินสมทบประกันสังคม เหมือนการบริจาคเงินไปในตัว” คำพูดนี้ออกมาจากคุณเอ ผู้ประกันตน รายหนึ่งที่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมมาแล้วราว 2 ปี แต่สำหรับเธอ สิทธิที่ได้ใช้จริงแทบมีเพียงเรื่องทำฟัน ซึ่งปัจจุบันวงเงินอยู่ที่ 900 บาทต่อปี เพียงพอแค่การทำฟันรายการเดียว หากเลือกใช้บริการคลินิกเอกชน แต่ถ้าจำเป็นต้องทำหัตถการมากกว่านั้น ก็ต้องหันไปใช้สิทธิที่โรงพยาบาลรัฐ ซึ่งมาพร้อมข้อจำกัดเรื่องรอคิว เธอเล่าว่า เคยรอนัดทำฟันกับโรงพยาบาลของรัฐนานถึงเกือบ 1 ปี

แม้จะยอมรับว่า สิทธิประกันสังคมอาจ “คุ้มค่า” ในกรณีเจ็บป่วยรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาล แต่ในชีวิตประจำวันของคนที่ไม่ได้ป่วยหนัก การจ่ายเงินสมทบทุกเดือนกลับให้ความรู้สึกเหมือนเงินที่จ่ายไปแล้วไม่ได้ถูกนำมาใช้ได้จริงในการดูแลสุขภาพของ ผู้ประกันตน

ประสบการณ์ของคุณเอ ยังสะท้อนความแตกต่างของระบบสิทธิรักษาพยาบาลอย่างชัดเจน เพราะเธอเคยเป็นพนักงานราชการมาก่อน และเคยใช้สิทธิข้าราชการ เมื่อเปรียบเทียบกัน เธอมองว่าสิทธิข้าราชการ “ดีกว่ามาก” ทั้งในเรื่องปริมาณยาและความต่อเนื่องของการรักษา สิทธิข้าราชการสามารถรับยาไปใช้ได้ครั้งละ 2–3 เดือน ในขณะที่สิทธิประกันสังคมมักจ่ายยาในปริมาณน้อย ทำให้ต้องไปพบแพทย์แทบทุกเดือน ส่งผลให้เสียทั้งเวลา ค่าเดินทาง และกระทบต่อการทำงาน

ผู้ประกันตน จ่ายเงินสมทบทุกเดือน แต่สิทธิที่ใช้ได้จริงมีน้อย

ความรู้สึกไม่เท่าเทียมนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ประกันตนที่เพิ่งจ่ายเงินสมทบไม่นานเท่านั้น คุณบี ผู้ประกันตนอีกคนหนึ่งที่จ่ายเงินสมทบมากว่า 10 ปี เล่าว่า เธอแทบไม่เคยใช้สิทธิประกันสังคมเลย เหตุผลสำคัญคือ ระยะเวลาการรอคิวในโรงพยาบาลที่ยาวนานเกินไป หากไม่ป่วยหนักจริง ๆ เธอเลือกที่จะไม่โรงพยาบาล

สำหรับคนวัยทำงาน คุณบีมองว่าสิทธิประกันสังคมมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าสิทธิบัตรทอง เพราะต้องเข้ารับบริการเฉพาะโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้เท่านั้น การไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งอาจหมายถึงการต้องลางานเกือบทั้งวัน เมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย เธอจึงเลือกไปคลินิกหรือร้านขายยาใกล้บ้าน และจ่ายเงินเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง เธอถูกหักเงินสมทบประกันสังคมอยู่ทุกเดือน

ในมุมมองของผู้ประกันตน สิทธิบัตรทองในปัจจุบันกลับให้ความรู้สึกเข้าถึงง่ายกว่า เพราะสามารถใช้บริการที่คลินิกหรือร้านยาที่เข้าร่วมใกล้บ้านได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบแม้แต่บาทเดียว

สำหรับคุณบี ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมากว่า 10 ปี ความรู้สึกไม่คุ้มค่าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงการต้องรอคิวนานหรือความไม่สะดวกในการใช้สิทธิเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่คำถามเชิงโครงสร้างว่า เงินสมทบที่แรงงานจ่ายไปทุกเดือนควรถูกนำไปใช้อย่างไรจึงจะตอบโจทย์ชีวิตในระยะยาวมากกว่าเดิม

คุณบีมองว่า หากในความเป็นจริงผู้ประกันตนวัยทำงานแทบไม่ได้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลของประกันสังคม เงินสมทบส่วนหนึ่งควรถูกนำไปสนับสนุน “เงินบำนาญชราภาพ” ให้มีความมั่นคงและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณมากขึ้น เพราะนี่คือสิทธิที่ผู้ประกันตนทุกคนต้องใช้แน่นอนในอนาคต ไม่ว่าจะเจ็บป่วยหรือไม่ก็ตาม

ขณะเดียวกัน ในส่วนของการรักษาพยาบาล เธอเห็นว่า สิทธิประกันสังคมควรถูกยกระดับให้มีความเท่าเทียมกับกองทุนสุขภาพอื่น ๆ ทั้งในแง่การเข้าถึงบริการ ความยืดหยุ่นในการเข้าถึงบริการ เพื่อไม่ให้ผู้ประกันตนรู้สึกว่า ตนเองเป็นผู้จ่ายเงิน แต่ได้สิทธิน้อยกว่า

มุมมองนี้สะท้อนความคาดหวังของผู้ประกันตนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ได้ปฏิเสธการจ่ายเงินสมทบ แต่ต้องการเห็นระบบประกันสังคมถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความจริงของชีวิตแรงงานมากขึ้น ทั้งการดูแลยามเจ็บป่วย และการเป็นหลักประกันความมั่นคงในวัยชรา

ท้ายที่สุด เสียงของผู้ประกันตนไม่ใช่เพียงการบ่นหรือการปฏิเสธระบบ แต่เป็นการตั้งคำถามว่า เงินสมทบที่ถูกหักไปทุกเดือนนั้น “คุ้มค่า เข้าถึงได้ และเท่าเทียม” หรือไม่ และระบบประกันสังคมในวันนี้ตอบโจทย์ชีวิตคนทำงานได้มากพอแล้วหรือยัง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง