
บทสรุปจากเวทีดีเบต นโยบายการศึกษา สะท้อนทั้งปัญหา “การศึกษา” ที่พรรคการเมืองเห็นตรงกัน และช่องว่างที่ยังไร้คำตอบ สภาผู้บริโภคชวนมองทิศทางการศึกษาไทยหลังการเลือกตั้ง
การศึกษาไม่ใช่เพียงเรื่องของห้องเรียนหรือหลักสูตร แต่คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติคุณภาพชีวิต ความเสมอภาคทางสังคม และศักยภาพในการแข่งขันของคนรุ่นต่อไป ด้วยเหตุนี้ นโยบายด้านการศึกษาจึงเป็นประเด็นสาธารณะที่ประชาชนจับตาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองต่างนำเสนอวิสัยทัศน์เพื่อกำหนดทิศทางประเทศในอนาคตเพื่อไม่ให้นโยบายการศึกษา จบลงเพียงช่วงหาเสียง หลังการเลือกตั้ง สภาผู้บริโภคร่วมกับสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย จึงจัดเวทีออนไลน์วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อขยายผลการสื่อสารสู่สาธารณะ และชวนสังคมร่วมติดตามทิศทางนโยบายภายใต้บริบทการเมืองหลังการเลือกตั้ง
3 ปัญหาหลักที่ทุกพรรคเห็นตรงกัน
จากการสรุปประเด็นดีเบต นโยบายการศึกษา ของพรรคการเมืองในปี 2569 ผ่าน 10 เวทีสำคัญ พบว่ามี 3 ปัญหาหลักที่ทุกพรรคเห็นตรงกัน คือ ประเด็นแรก คือ ความเหลื่อมล้ำ และเรียนฟรีที่ไม่มีอยู่จริง แม้จะเป็นโรงเรียนรัฐ ผู้ปกครองยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแฝง ตั้งแต่ค่าชุดนักเรียน ค่าบำรุง ไปจนถึงอุปกรณ์การเรียน อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณยังไม่เท่าเทียม ระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กกับขนาดใหญ่ หรือระหว่างพื้นที่เมืองกับต่างจังหวัด
ประเด็นที่สอง คือ ภาระงานครูและสุขภาวะจิตของนักเรียน ครูจำนวนมากต้องรับผิดชอบงานเอกสาร งานพัสดุ และงานธุรการ จนเวลาสำหรับการสอนและดูแลนักเรียนลดลง ขณะเดียวกัน ระบบนักจิตวิทยาในโรงเรียนก็เริ่มถูกมองว่าเป็นกลไกจำเป็นต่อการดูแลสุขภาพจิตของทั้งนักเรียนและครู
และประเด็นสุดท้าย คือ การศึกษาต้องเชื่อมโยงกับโลกการทำงาน ทุกพรรคเห็นตรงกันว่า “เรียนแล้วต้องมีงานทำ” จึงผลักดันแนวคิดการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) และการยกระดับสายอาชีวะหรือวิชาชีพเฉพาะทางให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานมากขึ้น
นโยบายการศึกษา ที่หายไปจากเวทีดีเบต
อย่างไรก็ตาม แม้การดีเบตจะเกิดขึ้นในหลายเวที แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงน้อยหรือยังไร้แนวทางที่ชัดเจน หนึ่งในนั้นคือ อนาคตของโรงเรียนขนาดเล็ก พรรคการเมืองมักพูดถึงงบประมาณ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะยุบหรือคงไว้ หากต้องยุบ จะมีระบบขนส่งนักเรียนที่ปลอดภัยและทั่วถึงรองรับหรือไม่
อีกประเด็นคือ โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการที่ซับซ้อน การทำงานที่แยกส่วนทำให้การแก้ปัญหาขาดเอกภาพ และยังไม่มีข้อเสนอรูปธรรมในการปฏิรูปให้คล่องตัว
ขณะเดียวกัน เสียงของนักเรียนในเชิงโครงสร้างยังเลือนราง แม้จะมีการพูดถึงสิทธิเด็ก แต่ในทางปฏิบัติ นักเรียนยังไม่มีพื้นที่ในคณะกรรมการสถานศึกษา และสภานักเรียนมักถูกจำกัดบทบาทไว้เพียงการจัดกิจกรรม
นอกจากนี้ การศึกษาทางเลือก ยังขาดหน่วยงานเจ้าภาพที่ชัดเจน ส่งผลให้เมื่อเกิดปัญหามักหาผู้รับผิดชอบได้ยาก ขณะที่ นโยบายการศึกษา ของไทยยังขาดความต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยครั้ง ทำให้แผนระยะยาวตั้งแต่ปฐมวัยถึงวัยทำงานไม่มั่นคง รวมถึง ปัญหาหนี้ครู ที่แม้เริ่มถูกพูดถึง แต่ก็ยังไม่มีแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ข้อเสนอเยาวชนถึงรัฐบาลใหม่
ทั้งนี้ ตัวแทนจากสภาผู้บริโภคและสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ข้อเสนอแรก คือการทำให้เรียนฟรีเป็นไปได้จริง ในเชิงกฎหมาย โดยต้องนิยามให้ชัดว่าอะไรคือค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องรับผิดชอบ เพื่อลดปรากฏการณ์เรียนฟรีที่มีบิล พร้อมยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เด็กทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน
ข้อเสนอต่อมา การกำหนดเป้าหมายและโครงสร้างระยะยาว รัฐควรตอบให้ได้ว่าการศึกษามุ่งสร้างคนเพื่อการมีงานทำ หรือเพื่อการพัฒนาศักยภาพตามความฝันของแต่ละคน พร้อมวางแผนอย่างน้อย 10 ปี เพื่อรับมือวิกฤตเด็กเกิดน้อย และปรับขนาดกระทรวงให้สอดคล้องกับอนาคต และสิ่งสำคัญนโยบายการศึกษา ไม่ควรเปลี่ยนไปตามวาระทางการเมือง แต่ต้องเป็นแผนต่อเนื่องของประเทศ
เสียงจากเยาวชนยังสะท้อนชัดว่า หากมีโอกาสบริหาร สิ่งที่อยากเร่งทำคือ การอุดหนุนต้นทุนการศึกษาอย่างแท้จริง ตั้งแต่ค่าเดินทาง อาหาร ไปจนถึงเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ทุกคนเริ่มต้นชีวิตบนฐานที่ใกล้เคียงกัน พร้อมทั้ง ปฏิรูปโครงสร้างและระบบบุคลากร เพื่อคัดเลือกและสนับสนุนครูที่อยากเป็นครูจริง ๆ
ท้ายที่สุด ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า การลงทุนในคนไม่เคยขาดทุน การพัฒนาศักยภาพมนุษย์คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของชาติ ขณะเดียวกัน โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางกายและใจ และต้องมีกลไกรับฟังเสียงของนักเรียนอย่างเป็นระบบ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่านโยบายไหนดีที่สุด แต่คือ หลังการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลใหม่จะร่วมกันผลักดันให้คำสัญญาด้านการศึกษาเหล่านี้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร สภาผู้บริโภคจะยังคงติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันนโยบายด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกข้อเสนอไม่หยุดอยู่แค่บนเวทีหรือในช่วงหาเสียง แต่ถูกขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพราะอนาคตของผู้เรียนคืออนาคตของสังคมไทย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



