
นักเรียนเกือบ 1.4 หมื่นคนแย่ง 1,520 ที่นั่งเข้าเตรียมอุดมฯ สะท้อนความนิยมกระจุกตัว สร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โรงเรียนนับพันแห่งทั่วประเทศไร้การสนับสนุนจากรัฐ แนะปรับโครงสร้างจัดสรรทรัพยากรให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องบริบทพื้นที่
กระแสการจัดสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 กลายเป็นประเด็นที่สะท้อนภาพการแข่งขันอันเข้มข้นของระบบการศึกษาไทย โดยปีนี้มีผู้สมัครสอบเกือบ 14,000 คน จากทั่วประเทศ แต่รับนักเรียนได้เพียง 1,520 คนเท่านั้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความนิยมที่กระจุกตัวอยู่ในโรงเรียนชั้นนำ แต่ยังชี้ให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ฝังรากลึกในระบบการศึกษาไทย
โรงเรียนดัง กระจุกในเมืองใหญ่
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค มองว่า การมีโรงเรียนสำหรับเด็กกลุ่มเก่งเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในหลายประเทศ แต่ปัญหาของไทยคือโรงเรียนลักษณะนี้มีจำนวนน้อยและกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ ขณะที่โรงเรียนมัธยมอีกกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศกลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันสูงในโรงเรียนเพียงไม่กี่แห่ง
ผศ.อรรถพลอธิบายว่า สังคมไทยมีภาพจำ และความเชื่อมั่นต่อโรงเรียนกลุ่มนำอย่างมาก เนื่องจากเชื่อว่าเป็นเส้นทางสำคัญในการเข้ามหาวิทยาลัย นอกจากนี้ การเข้าเรียนในโรงเรียนดังยังหมายถึงการได้เข้าสู่เครือข่ายทางสังคมของเด็กกลุ่มเก่ง ซึ่งถือเป็นต้นทุนชีวิตสำคัญในสังคมไทย จึงทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนจำนวนมากพยายามแข่งขันเพื่อให้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์การกระจุกตัวของนักเรียนในโรงเรียนดังยังสะท้อนถึงวิกฤตของโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท ที่ปัจจุบันรัฐจัดสรรงบประมาณการศึกษาตามระบบ “รายหัว” หมายความว่า โรงเรียนที่มีนักเรียนจำนวนมากจะได้รับงบประมาณและทรัพยากรมากตามไปด้วย ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีนักเรียนลดลงจากอัตราการเกิดที่ต่ำอยู่แล้ว กลับได้รับงบประมาณลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ขาดแคลนทรัพยากรและไม่สามารถพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองได้
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แม้แต่นักเรียนเก่งในต่างจังหวัดหรือโรงเรียนประจำจังหวัดจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่าต้องเดินทางเข้าสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังในกรุงเทพฯ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อเด็กที่มีแรงจูงใจในการเรียนสูงไหลออกจากท้องถิ่นไปกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ โรงเรียนในชนบทจึงยิ่งถูกทอดทิ้งและขาดโอกาสในการพัฒนา
ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ปัญหานี้อาจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเมื่อความนิยมเทไปที่โรงเรียนดังเพียงไม่กี่แห่ง โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนเหลือเพียงไม่กี่คนต่อห้องก็เสี่ยงต่อการถูกสั่งปิด รวมถึงหากโรงเรียนใกล้บ้านถูกปิด แต่รัฐไม่มีมาตรการรองรับเพื่อช่วยเหลือ เด็กจำนวนหนึ่งอาจมีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา
ปรับโครงสร้างงบการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ
ในมุมของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง สภาผู้บริโภคได้เสนอแนวทางลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยเน้นการปฏิรูประบบบริหารงบประมาณการศึกษาให้ตั้งอยู่บนหลักความเสมอภาค พร้อมเสนอให้รัฐบาลกระจายอำนาจและงบประมาณไปยังโรงเรียนในท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพโรงเรียนให้ใกล้เคียงกันมากขึ้น แทนการปล่อยให้เด็กเก่งต้องแข่งขันเข้าสู่โรงเรียนในเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว
ผศ.อรรถพลระบุว่า “ปัจจุบันกฎหมายบางฉบับยังเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงบประมาณของโรงเรียน เช่น การไม่สามารถใช้เงินข้ามหมวดหรือข้ามกระทรวงได้ แต่หากมีการกระจายอำนาจทางการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถเข้ามาสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ได้โดยตรง ทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่มากขึ้น”
เป้าหมายสำคัญของการกระจายอำนาจคือการเสริมพลังให้กับโรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มชั้นนำ โดยเฉพาะโรงเรียนตามอำเภอหรือชุมชนต่าง ๆ เมื่อโรงเรียนใกล้บ้านมีคุณภาพและได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครอง ก็จะช่วยลดความจำเป็นที่เด็กต้องเดินทางเข้าสอบแข่งขันในเมืองใหญ่
ห้องเรียนคละความสามารถ ลดการทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง
นอกจากนี้ เขายังเสนอแนวคิดเรื่องการจัดห้องเรียนแบบ “คละความสามารถ” แทนการคัดแยกนักเรียนตามระดับคะแนน ซึ่งมักแบ่งเป็นห้องเรียนสำหรับเด็กเก่งและเด็กอ่อน โดยมองว่าการนำเด็กที่มีแรงจูงใจและความรับผิดชอบแตกต่างกันมาเรียนร่วมกัน จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนทุกคน เด็กที่มีแรงจูงใจต่ำจะได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองไปพร้อมกับเพื่อนที่มีแรงจูงใจสูง
ระบบดังกล่าวยังช่วยป้องกันปัญหาที่ครูอาจลดความคาดหวังต่อเด็กในห้องที่ถูกมองว่าอ่อน ซึ่งมักทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับโอกาสในการพัฒนาน้อยลง อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำภายในโรงเรียน เพราะทรัพยากรและครูที่มีความเชี่ยวชาญจะไม่ถูกทุ่มให้กับนักเรียนกลุ่มเก่งเพียงอย่างเดียว
ในมุมมองของ ผศ.อรรถพล ความเก่งของนักเรียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับสติปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบและแรงจูงใจในการเรียน การกระจายเด็กที่มีคุณลักษณะเหล่านี้ไปอยู่ร่วมกับเพื่อนในห้องเรียนเดียวกัน อาจช่วยสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อวินัยในการเรียนรู้ให้กับเพื่อนที่ยังขาดแรงจูงใจได้
ผศ.อรรถพลย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระยะยาว จำเป็นต้องปรับโครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรและการบริหารการศึกษาใหม่ เพื่อให้โรงเรียนทุกแห่งมีโอกาสพัฒนาอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ปล่อยให้การแข่งขันกระจุกตัวอยู่ในโรงเรียนเพียงไม่กี่แห่งดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



