
เฟซบุ๊ก จากพื้นที่แชร์ชีวิต กำลังกลายเป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้เข้าถึงเหยื่อ สร้างต้นทุนความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องจ่าย บางครั้งอาจไม่ใช่แค่ “เงิน” แต่คือ “ชีวิต”
ครั้งหนึ่ง เฟซบุ๊ก เคยเป็นพื้นที่ที่ “เป็นมิตร” สำหรับทุกคน ทำให้ผู้คนใกล้กันมากขึ้น ผ่านการติดต่อ บอกเล่าเรื่องราวชีวิต แชร์รูปครอบครัว พูดคุยกับเพื่อน ติดตามข่าวสาร และเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันผ่านหน้าจอ แต่วันนี้ ภาพของแพลตฟอร์มดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อ “มิจฉาชีพ” เข้ามาแฝงตัว สร้างโฆษณาหลอกลวง ทำเพจปลอม หรือบัญชีปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเสี่ยงถูกหลอกแทบทุกวัน และมีหลายกรณีที่จบลงด้วยการสูญเสียชีวิตอย่างไม่มีวันย้อนกลับ
การหลอกลวงออนไลน์บน เฟซบุ๊ก ที่แลกมาด้วยชีวิต
ทุกวันนี้ คนไทยจำนวนมากไม่ได้เข้าเฟซบุ๊กเพื่อคุยกับเพื่อนอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่สำหรับการซื้อ – ขายสินค้า หารายได้เสริม ลงทุน สมัครงานออนไลน์ ล้วนเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียวกันนี้ และยิ่งผู้คนใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์มากเท่าไร ช่องว่างที่มิจฉาชีพใช้เข้าถึงเหยื่อก็ยิ่งเปิดกว้างมากขึ้นเท่านั้น
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่แค่การสูญเสียเงิน เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ต้องจ่ายราคาจากการหลอกลวงบนเฟซบุ๊กที่แพงมาก เป็นต้นทุนที่สูงกว่าทรัพย์สิน นั่นคือ “ชีวิต”
ปี 2566 เกิดเหตุเศร้าสะเทือนใจ เมื่อเด็กนักเรียนชั้น ม.3 คนหนึ่ง ถูกมิจฉาชีพหลอกทำงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สูญเงินไปกว่า 14,000 บาท จากเด็กที่ควรจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว เพื่อน และได้มีอนาคตที่สดใส กลับต้องเผชิญความเครียดจากการสูญเงินและเป็นหนี้ จนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง
และปีเดียวกัน เด็ก ม.6 อีกคนหนึ่ง ต้องการซื้อไอโฟน (iPhone) 13 ผ่านเพจเฟซบุ๊กที่แอบอ้างเป็นร้านขายโทรศัพท์ ถูกหลอกให้โอนเงินดาวน์และค่าดำเนินการต่าง ๆ รวมเป็นเงินประมาณ 18,500 บาท แต่หลังโอนเงินกลับไม่ได้รับสินค้า และไม่สามารถติดต่อเพจดังกล่าวได้อีก เงินจำนวนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ยืมมาจากเพื่อนสนิท ด้วยความกลัวว่าจะถูกตำหนิและความเครียด สุดท้ายตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เช่นกัน
ปัญหาถูกหลอกลวงผ่านเฟซบุ๊กทวีความรุนแรงขึ้น ในปี 2567 หญิงสาวคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดน้ำจบชีวิต สาเหตุมาจากการโฆษณาชวนสมัครทำงานในเฟซบุ๊ก ทำให้เธอหลงเข้าไปอยู่ในวันวนของแก๊งหลอกลงทุนออนไลน์ จนนำทองไปจำนำ และสูญเงินจำนวนมากจนรับไม่ไหว
ปลายปี 2568 สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียน กรณีผู้บริโภครายหนึ่งถูกหลอกลงทุนผ่านเฟซบุ๊ก โดยเธอเริ่มหลงเชื่อจากการเห็นโฆษณาที่แอบอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ชักชวนให้ลงทุนหุ้น พร้อมอ้างผลตอบแทนสูงและมีระบบที่น่าเชื่อถือ จากความเชื่อใจที่ค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้น ผู้บริโภครายนี้จึงทยอยโอนเงินลงทุนต่อเนื่อง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 27 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินเก็บแทบทั้งหมดของชีวิต สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จบลงแค่การสูญเงินเท่านั้น แต่จบลงด้วยชีวิต
หลายกรณีที่เกิดขึ้น เหยื่อบางคนไม่ได้ถูกหลอกเพียงครั้งเดียว ในปี 2569 มีเคสหญิงสาว ถูกหลอกจากเพจปลอมถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเริ่มจากเพจปลอมหลอกลงทุน หลังจากสูญเสียครั้งแรก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดมาเจอกับเพจปลอมเป็นตำรวจ อ้างว่าจะช่วยติดตามเงินคืนให้ สุดท้ายสูญเงินทั้งหมดเพิ่มเกือบ 2 ล้านบาท ก่อนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเสียหายที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ หรือถูกร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภคเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงยังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ไม่กล้าออกมาพูด บางคนกลัวถูกซ้ำเติม บางคนเลือกเก็บความเจ็บปวดไว้เงียบ ๆ และอีกหลายคนยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบที่เกิดขึ้น
บางรายสูญเสียเงินเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางคนสูญเงินก้อนใหญ่จนชีวิตพังทลาย หลายครอบครัวแตกสลาย และอีกหลายคน แม้ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่ต่างจากการ “ตายทั้งเป็น”
อัลกอริทึม = เครื่องมือส่งเหยื่อให้มิจฉาชีพ
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือวันนี้มิจฉาชีพไม่จำเป็นต้องหาเหยื่อเองอีกแล้ว เพราะ “อัลกอริทึม” ของแพลตฟอร์ม สามารถพาคนที่กำลังสนใจลงทุน มองหารายได้เสริม รู้หรือค้นหาสินค้าราคาถูก ไปเจอกับมิจฉาชีพได้โดยตรงผ่านการโฆษณา การแนะนำคอนเทนต์ รวมถึงการแฝงตัวไปตามกลุ่มหรือเพจความสนใจเฉพาะด้าน กลายเป็นช่องทางที่ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงเหยื่อได้ง่ายและแม่นยำกว่าเดิม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คำเตือนที่ผู้บริโภคได้ยินบ่อยที่สุด คือ “ต้องรู้เท่าทัน” และ “อย่าหลงเชื่อ” แต่ในยุคที่มิจฉาชีพพัฒนาอย่างรวดเร็วและการหลอกลวงถูกออกแบบให้แนบเนียนขึ้นทุกวัน
คำถามสำคัญคือ ทำไมผู้บริโภคต้องแบกรับภาระการระวังภัยนี่แต่เพียงฝ่ายเดียว ขณะที่แพลตฟอร์มระดับโลก ที่มีเทคโนโลยีระดับสูงและมีผู้ใช้นับล้าน ที่หวังว่าแพลตฟอร์มจะเชื่อมโยงเพื่อนฝูงและสร้างโอกาสใหม่ ๆ กลับปล่อยให้มิจฉาชีพเข้าถึงผู้บริโภคอย่างง่ายดาย และหากยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการที่จริงจัง เฟซบุ๊กอาจะกลายเป็น “แหล่งรวมมิจ” อย่างแท้จริง โดยที่คนต้องจ่ายราคาแพงที่สุด ยังคงเป็นผู้บริโภคเสมอ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



