Ribbon

เผย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้า ใช้เทคนิคพรางฉลาก หวั่นกระทบสุขภาพ

ปัญหาสุขภาพคนไทยกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต จากพฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม ล่าสุดเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้บริโภครายหนึ่งโพสต์ตั้งคำถามเกี่ยวกับ ฉลากโภชนาการแบบ GDA (Guideline Daily Amounts) หรือ ฉลากหวาน มัน เค็ม บนซอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยี่ห้อดังจากต่างประเทศที่ได้สัญลักษณ์โภชนาการ ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice) แต่มีเงื่อนไขที่ผู้บริโภคอาจคาดไม่ถึง

จากการตรวจสอบพบว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีขนาดบรรจุ 140 กรัม แต่กลับระบุให้ “แบ่งกิน 3 ครั้ง” (ครั้งละ 47 กรัม) เพื่อให้ค่าโซเดียมต่อหน่วยบริโภคอยู่ที่ 520 มิลลิกรัม ซึ่งไม่เกินเกณฑ์การรับรองสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัม ต่อ 50 กรัม แต่สำหรับผู้บริโภคไทยที่ส่วนใหญ่ไม่อ่านคำแนะนำบนฉลาก บะหมี่หนึ่งซองต่อหนึ่งมื้อ

ภก.ภาณุโชติ ทองยัง อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค ได้ตั้งข้อสังเกตว่าพฤติกรรมการกินของคนไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน มักจะต้ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กินหมดในครั้งเดียว หากผู้บริโภคกินหมดซอง 140 กรัม จะได้รับโซเดียมสูงถึง 1,560 มิลลิกรัม ซึ่งเกือบเท่าปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน (Thai RDI กำหนดไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม)

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างข้อมูลบนฉลาก กับ พฤติกรรมการบริโภคจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้บริโภคได้ แม้ว่าฉลากโภชนาการจะมีการระบุข้อมูลอย่างครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ แต่การกำหนดหน่วยบริโภคที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคจริง อาจทำให้ผู้บริโภคประเมินปริมาณสารอาหารที่ได้รับต่ำกว่าความเป็นจริง

ในทำนองเดียวกัน ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเท่านั้น แต่ยังพบได้ในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มหลายประเภท เช่น เครื่องดื่มบรรจุขวดที่ระบุปริมาณสารอาหารต่อหนึ่งหน่วยบริโภคในลักษณะต่อแก้ว ทั้งที่บรรจุภัณฑ์หนึ่งขวดอาจมีมากกว่าหนึ่งหน่วยบริโภค หากผู้บริโภคบริโภคหมดในครั้งเดียว ก็อาจได้รับน้ำตาลหรือพลังงานเกินกว่าที่คาดไว้

นอกจากนี้ การแสดงข้อมูลในรูปแบบฉลาก GDA ที่มักนำเสนอปริมาณสารอาหาร “ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” หรือ “ต่อซอง” ในลักษณะที่ดูไม่สูง อาจสร้างความรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีความปลอดภัยในการบริโภค ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนบริโภคในปริมาณมากหรือบ่อยครั้งโดยไม่ตระหนักถึงปริมาณสะสมต่อวัน

“อย. และสถาบันโภชนาการ ควรพิจารณาปรับปรุงรูปแบบการสื่อสารข้อมูลโภชนาการ ทั้งฉลากโภชนาการ ฉลากโภชนาการแบบ GDA รวมทั้งสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice) ให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนมากยิ่งขึ้น เพราะ ท้ายที่สุดแล้ว การมีฉลากโภชนาการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากรูปแบบการสื่อสารยังไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคเข้าใจและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง” ภก.ภาณุโชติ ระบุ

จากข้อมูลล่าสุดของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ปี 2566-2567 พบว่าคนไทยป่วยเป็นโรค NCDs (เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง และเบาหวาน) รวมกว่า 14 ล้านคน เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวปีละ 400,000 ราย หรือวันละกว่า 1,000 ราย คิดเป็น 81% ของการเสียชีวิตทั้งหมด และที่น่ากังวลคือคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงถึง 3,600 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าเกณฑ์ที่แนะนำเกือบ 2 เท่า ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็สอดคล้องกัน โดยระบุว่ารัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลกลุ่มโรค NCDs สูงถึง 1.6 แสนล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ดี ขณะนี้คณะอนุกรรมการพัฒนาและส่งเสริมการใช้สัญลักษณ์โภชนาการอย่างง่าย ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อยู่ระหว่างการจัดทำ (ร่าง) เกณฑ์สารอาหารใหม่สำหรับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยจะมีการเสนอต่อคณะกรรมการอาหารแห่งชาติในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างเรื่อง “หน่วยบริโภค” มาทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

การขยับตัวของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการแก้ไขเกณฑ์ฉลากโภชนาการช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ถือเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญจากการขับเคลื่อนเชิงรุกของ สภาผู้บริโภค ที่มุ่งปิดช่องว่างทางธุรกิจจากการใช้เทคนิค “แบ่งกิน” ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้า ซึ่งพรางข้อมูลสารอาหารย้อนแย้งกับพฤติกรรมการบริโภคจริง โดยการปรับเกณฑ์ครั้งนี้ไม่เพียงคืนสิทธิการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน แต่ยังสะท้อนถึงการตอบรับนโยบายสาธารณะที่สภาผู้บริโภคผลักดันมาโดยตลอด เพื่อทบทวนตรา “ทางเลือกสุขภาพ” ให้รัดกุมและสอดคล้องกับความเป็นจริง อันเป็นกลไกสำคัญในการสกัดกั้นต้นทางกลุ่มโรค NCDs ที่บั่นทอนสุขภาวะและงบประมาณประเทศ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง