Ribbon

หนี้ 89.56 บาท ผ่านไป 18 ปี ฟ้องกว่า 13,883 บาทรวมดอก ศาลชี้ดอกย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี

บรรทัดฐานสำคัญ ผู้บริโภคค้างหนี้ 89.56 บาท ผ่านไป 18 ปี ถูกเรียกดอกเบี้ยกว่า 13,883 บาท ศาลวินิจฉัยให้เรียกเก็บดอกเบี้ยย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี สภาผู้บริโภคชี้ปล่อยดอกเบี้ยสะสมยาว อาจขัดหลักความเป็นธรรม

จากกรณีผู้บริโภคถูกสถาบันการเงินฟ้องให้ชำระหนี้เงินต้นจำนวน 89.56 บาท แต่เมื่อปล่อยเวลาผ่านไปนาน 18 ปี กลับถูกเรียกให้ชำระดอกเบี้ยค้างชำระรวมกว่า 13,883.34 บาท เมื่อคดีเข้าสู่ศาล ศาลพิจารณาตามหลักกฎหมายแพ่งเรื่องอายุความ โดยวินิจฉัยว่า หนี้เงินกู้ทั่วไปมีอายุความ 10 ปี จึงถือว่าหนี้หลักหรือเงินต้นขาดอายุความไปแล้ว แต่ในคดีนี้ยังมีการจำนองอยู่ทำให้การฟ้องบังคับจำนองยังสามารถดำเนินการได้ แม้หนี้หลักจะขาดอายุความแล้ว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของดอกเบี้ย ศาลเห็นว่ากฎหมายกำหนดให้เรียกย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี คำพิพากษานี้จึงกำหนดให้ผู้บริโภครับผิดเฉพาะเงินต้น และดอกเบี้ยในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

นายภัทรกร ทีปบุญรัตน์ รองหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค จากสภาผู้บริโภค กล่าวว่า คำพิพากษาดังกล่าวได้จำกัดความรับผิดของผู้บริโภคไว้เฉพาะเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น โดยแม้สถาบันการเงินมีสิทธิใช้กระบวนการทางกฎหมายในการฟ้องร้องให้ชำระหนี้ แต่การปล่อยให้ดอกเบี้ยสะสมเป็นเวลานานก่อนดำเนินคดี อาจขัดต่อหลักความสุจริตและความเป็นธรรมทางการค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยสถาบันการเงินที่มีระบบติดตามหนี้ที่ดี ควรแก้ไขปัญหาตั้งแต่ยอดค้างชำระยังมีจำนวนน้อย ไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยสะสมจนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในภายหลัง

“แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ฟ้องคดีได้ภายในระยะเวลาอายุความ แต่การปล่อยให้ดอกเบี้ยสะสมเป็นเวลานานก่อนฟ้องร้อง อาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางการค้า และความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจต่อผู้บริโภค” นายภัทรกร กล่าว

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคเสนอให้หน่วยงานกำกับดูแลทบทวนมาตรฐานการติดตามหนี้ โดยเฉพาะกรณีหนี้จำนวนเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ดอกเบี้ยสะสมเกินสมควร ได้แก่ 1. กำหนดระบบแจ้งเตือนลูกหนี้อย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้ 2. ปรับปรุงระบบติดตามหนี้ให้เป็นธรรม 3. พิจารณาแนวทางควบคุมดอกเบี้ยสะสมในระยะยาว

สำหรับคำแนะนำให้แก่ผู้บริโภค ควรตรวจสอบสถานะหนี้ของตนอย่างสม่ำเสมอ เพราะหนี้บางประเภท เช่น หนี้จำนอง ยังสามารถฟ้องบังคับจำนองได้แม้หนี้ประธานจะขาดอายุความ และหากได้รับหมายศาลหรือหนังสือทวงถามหนี้เก่า ควรรีบขอคำปรึกษาทางกฎหมาย เพื่อพิจารณาเรื่องอายุความ ดอกเบี้ย และความถูกต้องของยอดเรียกเก็บ

“หนี้จำนวนเล็กน้อยไม่ควรถูกปล่อยให้กลายเป็นภาระมหาศาลในภายหลัง ระบบติดตามหนี้ที่ดีต้องป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ในกรณีนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างลูกหนี้กับสถาบันการเงิน แต่เป็นคำถามสำคัญว่า การดำเนินธุรกิจทางการเงินควรยึดเพียงสิทธิทางกฎหมาย หรือควรคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคควบคู่กันด้วย” นายภัทรกร กล่าว