| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภคยื่น ETDA 5 ข้อเสนอเร่งด่วน จี้ใช้อำนาจตามกฎหมายสั่ง “เฟซบุ๊ก” เยียวยาผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ พร้อมบีบแพลตฟอร์มขึ้นทะเบียน ตั้งเงินสำรองเยียวยา และหยุดอัลกอริทึมยิงซ้ำโฆษณาหลอกลวง ชี้เฉพาะที่ร้องเรียนผ่านสภาฯ เสียหายแล้วไม่น้อยกว่า 397 ล้านบาท
วันนี้ (18 มิถุนายน 2569) สภาผู้บริโภค ยื่นหนังสือถึงสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ็ตด้า (ETDA) เสนอมาตรการคุ้มครองผู้ใช้งานบนสื่อสังคมออนไลน์และการเยียวยาผู้บริโภค หลังภัยโกงออนไลน์ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากการหลอกลวงบนเฟซบุ๊ก (Facebook) จากข้อมูลการร้องเรียนของสภาผู้บริโภค ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 มีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 397 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพราะตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมผู้เสียหายที่ทยอยร้องเรียนเข้ามาหลังเดือนพฤษภาคม
เฟซบุ๊ก แชมป์ร้องเรียนคนถูกหลอก เกือบ 60%

นิสรา แก้วสุข ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สภาผู้บริโภครวบรวม ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 มีทั้งสิ้น 11,815 เรื่อง โดยเฟซบุ๊ก สูงที่สุดถึง 6,986 เรื่อง หรือคิดเป็น 59.13% มูลค่าความเสียหายกว่า 397 ล้านบาท รองลงมาคือกลุ่มอีคอมเมิร์ซ 1,834 เรื่อง (15.52%) เสียหายกว่า 18 ล้านบาท และเว็บไซต์ต่าง ๆ 1,459 เรื่อง (12.35%) เสียหายกว่า 36 ล้านบาท ขณะที่แพลตฟอร์มอื่นก็มีมูลค่าความเสียหายน่ากังวลเช่นกัน ทั้งไลน์ (LINE) 43.88 ล้านบาท เอ็กซ์ (X) 28.89 ล้านบาท และ ติ๊กต๊อก (TikTok) 20.55 ล้านบาท
นิสรา กล่าวว่า ปริมาณการร้องเรียนพุ่งขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2567 ซึ่งเป็นจุดที่มีการร้องเรียนสูงสุดราว 2,781 เรื่อง และเป็นปีเดียวกับที่สภาผู้บริโภคเริ่มทำหนังสือถึงเฟซบุ๊กให้เร่งแก้ปัญหา เมื่อเจาะลึกเฉพาะเฟซบุ๊กพบว่าปัญหาหลักคือช่องทางหลอกลวงและโฆษณาหลอกลวงกว่า 2,400 เรื่อง ตามด้วยสินค้าไม่ตรงปก โฆษณาเป็นเท็จหรือเกินจริง ขอเงินคืนไม่ได้เมื่อสินค้ามีปัญหา และสินค้าชำรุดบกพร่อง
เสียงสะท้อนผู้เสียหาย เงินลงทุนหลักล้านหายวับ
ผู้เสียหายรายหนึ่งที่ร่วมหารือในวงประชุมดังกล่าว กล่าวถึงวิธีการของมิจฉาชีพว่า ตัวเองเริ่มจากเห็นโฆษณาบนเฟซบุ๊กชักชวนสอนเล่นหุ้นฟรี ก่อนมีการโทรศัพท์มาและพาเข้ากลุ่มไลน์ ภายในกลุ่มมีการอ้างอิงหุ้นจริงที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเทรดที่โหลดได้จากแอปสโตร์ (App Store) ทำให้ดูน่าเชื่อถือ จากเงินลงทุนราว 1.9 ล้านบาท ระบบแสดงยอดเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 6 ล้านบาทภายในเดือนเดียว แต่เมื่อจะถอนเงินกลับถูกเรียกเก็บค่าคอมมิชชันเพิ่มอีกหลายแสนบาท สุดท้ายความเสียหายรวมเป็นเงินหลายล้านบาท โดยเงินถูกโอนผ่านบัญชีม้าและแปลงเป็นคริปโทเคอร์เรนซีเพื่อตัดการตามรอย ขณะที่ผู้สอนที่ปรากฏก็ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นคนจริงหรือระบบอัตโนมัติ
คนไทยใช้ เฟซบุ๊ก 51 ล้านบัญชี แต่ผู้บริโภคถูกทิ้งเผชิญภัยออนไลน์

ด้านสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า คนไทยใช้เฟซบุ๊กกว่า 51 ล้านบัญชี แพลตฟอร์มมีรายได้จากค่าโฆษณาในได้ไทยปีละหลายหมื่นล้านบาทและแทบไม่เสียภาษี ขณะที่ผู้บริโภคซื้อของเล็กน้อยในร้านสะดวกซื้อยังต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มทันที แต่ผู้ที่ถูกหลอกผ่านโฆษณากลับแทบไม่เคยได้เงินคืน เพราะแพลตฟอร์มมักอ้างว่าเป็นเพียงตัวกลาง หรือ Discovery Platform ทั้งที่เป็นผู้รับเงินค่าโฆษณาและได้ประโยชน์โดยตรง
“เปรียบเหมือนมีโจรอยู่ข้างหลังแพลตฟอร์ม ถ้าได้ประโยชน์จากค่าโฆษณาแต่ไม่จัดการโจรที่มาหลอกประชาชน ก็ต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่อ้างว่าเป็นแค่ตัวกลางแล้วลอยตัว เงินที่ประชาชนสูญไปคือเงินเก็บทั้งชีวิตของหลายครอบครัว ถึงเวลาที่แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริโภครับกรรมอยู่ฝ่ายเดียว” สารี ระบุ
สารีกล่าวอีกว่า ปัจจุบันคดีที่แจ้งความกับตำรวจมีมากกว่า 1.2 ล้านคดี และกว่า 80 – 90% เป็นอาชญากรรมออนไลน์ ไม่ใช่การจี้ปล้นแบบเดิมอีกต่อไป การรอให้ผู้เสียหายไปไล่ตามทีละรายจึงแทบไม่มีทางได้รับการเยียวยา ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันที่ต้นทาง พร้อมระบุว่าหลายประเทศเริ่มให้อำนาจรัฐกำกับแพลตฟอร์มอย่างเข้มข้น เช่น กฎหมาย OHCA ในสิงคโปร์ที่มีการสั่งปรับแพลตฟอร์มตามสัดส่วนรายได้
เสนอขยายเวลาเก็บข้อมูลเป็น 1 ปี
นิสรากล่าวว่า รูปแบบที่น่าห่วงคือการหลอกลงทุนและหลอกให้รัก ซึ่งออกแบบมาอย่างแนบเนียนจนคนทั่วไปแยกแยะได้ยาก และกว่าผู้เสียหายจะรวบรวมหลักฐานไปแจ้งความ ข้อมูลผู้ลงโฆษณาก็อาจถูกลบไปแล้ว ดังนั้น การเก็บข้อมูลเพียง 90 วันจึงอาจไม่เพียงพอ โดยยกตัวอย่างกรณีฐานข้อมูลของไลน์ที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกว่าจะประสานผ่านตัวแทนในไทยไปถึงปลายทางและตรวจสอบ มักใช้เวลาเกิน 30 – 60 วัน เมื่อข้อมูลถูกลบไปก่อนก็ตามต้นทางไม่ได้ จึงเสนอให้ขยายเวลาเก็บข้อมูลเป็น 1 ปี เพื่อรักษาสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้บริโภค
“การถูกหลอกไม่ใช่ความผิดของผู้เสียหาย แต่เป็นเพราะระบบยังไม่มีการคัดกรองและป้องกันที่ดีพอ หน้าที่สกัดโฆษณาหลอกลวงตั้งแต่ต้นทางเป็นของแพลตฟอร์มและหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ใช่ผลักภาระให้ผู้บริโภคต้องระแวงและป้องกันตัวเองตามลำพัง สิ่งที่เราผลักดันคือทำให้ทั้งระบบปลอดภัยขึ้น และเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ผู้บริโภคต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม” นิสรา กล่าว

5 ข้อเสนอ ปิดประตูมิจฉาชีพออนไลน์
ทั้งนี้ ความเสียหายมหาศาลที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าประเทศไทยยังไม่มีระบบป้องกันและกำกับดูแลแพลตฟอร์มแบบครบวงจร สภาผู้บริโภคจึงเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนต่อเอ็ตด้า รับผิดชอบและไม่ปล่อยมิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือ ดังนี้
1. สั่งเฟซบุ๊กเยียวยาทันที ชดเชยผู้บริโภคที่ร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฉพาะที่สภาผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 397 ล้านบาท โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งสภาผู้บริโภคย้ำว่าข้อมูลร้องเรียนสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Trace Back) ไปยังต้นทางได้ และคาดหวังให้ชดเชยกลุ่มแรกได้ครบ 100%
2. อุดช่องโหว่โฆษณาเสี่ยง เร่งบังคับใช้มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทันที โดยลดกรอบเวลาจาก 180 วัน เพราะประกาศให้ยืนยันตัวตนที่ออกเมื่อพฤษภาคมจะมีผลอีกราว 6 เดือน ทำให้ยังมีผู้ถูกหลอกเพิ่มในระหว่างนี้ พร้อมเริ่มจากกลุ่มเสี่ยงสูงอย่างหลอกลงทุน หลอกกู้เงิน และเว็บพนัน ขยายเวลาเก็บข้อมูลผู้ซื้อโฆษณาจาก 90 วัน เป็น 1 ปี ยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาด้วยระบบ e-KYC และจัดทำคลังโฆษณาให้ตรวจสอบย้อนหลังได้
3. บังคับขึ้นทะเบียน ให้แพลตฟอร์มที่ให้บริการในไทยต้องขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 เพื่อให้มีนิติบุคคลผู้รับผิดชอบตามกฎหมายไทยคอยประสานระงับเหตุและเยียวยาผู้บริโภคได้ทันท่วงที ไม่ใช่เพียงทำหน้าที่ประสานงาน
4. ตั้งเงินสำรองเยียวยา ให้ผู้บริโภคแจ้งระงับโฆษณาอันตรายได้ทันที และหากพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดจากแพลตฟอร์มคัดกรองไม่ดีพอ หรือปล่อยให้อัลกอริทึมขยายโฆษณาหลอกลวง แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดและสำรองเงินเยียวยาผู้บริโภคโดยตรง เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายที่สูญเงินจนกระทบการใช้ชีวิตในระยะสั้น
5. ปิดสวิตช์อัลกอริทึมหลอกลวง นำหลักหน้าที่ความรับผิดชอบ (Duty of Care) มาบังคับใช้ ทั้งหยุดอัลกอริทึมที่ยิงซ้ำโฆษณาหลอกลวงเข้าหาคนที่อ่อนไหว คุ้มครองกลุ่มเสี่ยงอย่างเยาวชนต่ำกว่า 16 ปี และผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ที่ส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ประจำ รวมถึงคัดกรองด้วย AI ควบคู่คนจริง และนำโฆษณาหลอกลวง (Scam Ads) ออกทันทีเมื่อตรวจพบ
ETDA รับลูก ดันมาตรการกำกับเข้มแพลตฟอร์ม
ด้านพลอย เจริญสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ระบุว่า ข้อเสนอของสภาผู้บริโภคสอดคล้องกับแนวทางที่เอ็ตด้ากำลังดำเนินการอยู่ โดยที่ผ่านมาได้ออกมาตรการให้แพลตฟอร์มนำโพสต์หลอกลวงออก (Take Down) และให้ยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณา (KYC) แล้ว และกำลังพิจารณามาตรการเชิงป้องกันเพิ่มเติมเพื่อลดและเฝ้าระวังโพสต์หลอกลวง รวมถึงลดการเข้าถึงกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างชาติเพียงจดแจ้งยังไม่สามารถบังคับให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในไทยได้ จึงอยู่ระหว่างผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มฉบับใหม่ที่จะให้อำนาจกำหนดว่าบริการลักษณะใดต้องมาจดทะเบียนหรือมีตัวแทนรับผิดชอบในไทย ส่วนแนวคิดเรื่องเงินสำรองเยียวยานั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมายป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (กฎหมายบัญชีม้า) ที่ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยจะนำข้อเสนอของสภาผู้บริโภคไปหารือกับแพลตฟอร์มเพื่อกำหนดมาตรการที่บังคับได้จริง
ทั้งนี้ การยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายข้างต้นของสภาผู้บริโภคเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง ภายหลังสภาผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องแพลตฟอร์มและธนาคารที่เกี่ยวข้องไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม การฟ้องร้องแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในต่างประเทศมีภาระและข้อจำกัดสูง ทั้งการส่งหมายและการพิสูจน์ที่ตั้งหรือสถานะตัวแทนในประเทศไทย การผลักดันเชิงนโยบายควบคู่กันไปจึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะคุ้มครองผู้บริโภคได้กว้างและเร็วกว่า โดยหากผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากภัยออนไลน์ สามารถร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภคได้ที่เว็บไซต์สภาผู้บริโภค tcc.or.th


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ฟ้องเฟซบุ๊ก! และแพลตฟอร์มอื่น-แอป-ธนาคาร ทวงคืนความเสียหายกลุ่มแรก 230 ล้าน
พอกันที! สภาผู้บริโภค เตรียมฟ้องเฟซบุ๊ก เปิด 8 ปมปัญหาโฆษณาลวงซ้ำซาก



