| Getting your Trinity Audio player ready... |

คนไทยจ่ายค่าบริการให้แพลตฟอร์มต่างชาติปีละกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ปัญหาหลอกลวงออนไลน์และการละเมิดสิทธิผู้บริโภคยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สภาผู้บริโภคเสนอรัฐเร่งกำกับแพลตฟอร์มข้ามชาติและ เก็บภาษี อย่างเป็นธรรม นำรายได้กลับมาคุ้มครองผู้บริโภคไทย
ทุกวันนี้ คนไทยจำนวนมากเริ่มต้นวันด้วยการเปิดโซเชียลมีเดีย ค้นหาข้อมูลผ่านกูเกิล ไปจนถึงการดูหนังผ่านเน็ตฟลิกซ์ รับชมวิดีโอผ่านยูทูบ ซื้อแอปพลิเคชันหรือบริการดิจิทัลผ่านร้านค้าออนไลน์ และใช้แพลตฟอร์มต่างชาติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจนแทบแยกไม่ออก แต่เบื้องหลังความสะดวกสบายเหล่านี้ คือเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลไกการกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้บริโภคไทยยังตามไม่ทันอำนาจของแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า จากข้อมูลของกรมสรรพากร บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนในประเทศไทยกว่า 200 ราย มีรายได้จากผู้บริโภคไทยรวมกันมากกว่า 400,000 ล้านบาทในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หรือเฉลี่ยปีละกว่า 100,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าตัวเลขการใช้จ่ายจริงของคนไทยบนบริการดิจิทัลต่างประเทศอาจสูงกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มว่าจะใช้บริการดิจิทัลของต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “คนไทยจ่ายเงินให้แพลตฟอร์มต่างชาติมากแค่ไหน” แต่คือ “ประเทศไทยได้รับอะไรกลับคืนมา” และ “ผู้บริโภคไทยได้รับการคุ้มครองเพียงพอหรือไม่”
ผู้บริโภคไทยจ่ายเงิน แต่ไม่ได้รับความคุ้มครอง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาที่ผู้บริโภคร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภคจำนวนมาก ล้วนเกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาหลอกลวง การซื้อขายออนไลน์ที่ไม่ได้มาตรฐาน การถูกฉ้อโกงผ่านโซเชียลมีเดีย หรือการละเมิดสิทธิในรูปแบบต่าง ๆ
งานศึกษาของสภาผู้บริโภคเกี่ยวกับการกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล พบว่า ปัญหาสำคัญที่ผู้ใช้บริการเผชิญบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ สินค้าไม่ได้มาตรฐาน ข้อมูลไม่ตรงความจริง และการถูกหลอกลวงหรือฉ้อโกงผ่านระบบของแพลตฟอร์ม ขณะที่ผู้บริโภคจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้ให้บริการส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศและมีข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายไทย
ที่ผ่านมา ผู้บริโภคไทยจึงอยู่ในสถานะที่ต้องจ่ายค่าบริการ ค่าธรรมเนียม ค่าโฆษณา หรือค่าสมาชิกให้แพลตฟอร์มระดับโลก แต่เมื่อเกิดปัญหากลับไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบได้ง่ายเหมือนการใช้บริการของผู้ประกอบธุรกิจในประเทศ
ถึงเวลา เก็บภาษี ดิจิทัลอย่างจริงจัง

อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนงานขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวว่า เรื่องภาษีแพลตฟอร์มข้ามชาติเกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนโดยตรง เพราะแผนการคลังระยะปานกลางมีแนวทางทยอยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT จาก 7% เป็น 8.5% ในปี 2571 และต่อไปเป็น 10% หากรัฐเลือกขึ้น VAT ก่อน ประชาชนทุกคนจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มทันทีในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าอาหาร ของใช้ การเดินทาง และบริการต่าง ๆ
อดิศักดิ์กล่าวอีกว่า ก่อนเพิ่มภาษีที่กระทบประชาชนทั้งประเทศ รัฐควรเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มข้ามชาติให้ครบถ้วนก่อน แพลตฟอร์มเหล่านี้มีรายได้จำนวนมากจากผู้บริโภคไทย ทั้งค่าสมาชิก ค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียม และบริการดิจิทัลหลายรูปแบบ แต่เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคไทยกลับร้องเรียนยาก ติดตามเรื่องยาก และหาคนรับผิดชอบได้ยากกว่าการซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากธุรกิจในประเทศ
มติคณะรัฐมนตรีล่าสุดเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลตามกรอบ Global Minimum Tax ของ OECD ทำให้เห็นว่า รัฐมีเครื่องมือด้านภาษีระหว่างประเทศมากขึ้นแล้ว มาตรการนี้ใช้กับกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ และมีเป้าหมายให้บริษัทเหล่านี้เสียภาษีขั้นต่ำ 15% หากเสียภาษีจริงต่ำกว่าเกณฑ์ สภาผู้บริโภคจึงเห็นว่า รัฐควรใช้เครื่องมือนี้อย่างจริงจังกับธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้าข่าย ก่อนเพิ่มภาระภาษีกับประชาชนทั่วไป
ประเทศไทยเก็บ VAT จากบริการอิเล็กทรอนิกส์ของต่างชาติอยู่แล้ว มาตรการนี้ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่พอ รัฐควรรู้ให้ชัดว่าแพลตฟอร์มแต่ละรายมีรายได้จากคนไทยเท่าไหร่ ได้รายได้จากช่องทางใดบ้าง เสียภาษีในไทยเพียงพอหรือไม่ และมีใครรับผิดชอบในประเทศไทยเมื่อผู้บริโภคเสียหาย เรื่องภาษีจึงควรเดินคู่กับเรื่องความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค
ต่างประเทศเริ่มทำเรื่องนี้ไปแล้วในหลายรูปแบบ เช่น สิงคโปร์ให้ผู้ให้บริการต่างชาติและตลาดออนไลน์ที่เข้าเกณฑ์จดทะเบียนและนำส่งภาษีสินค้าและบริการ (Good and Services Tax: GST) สหภาพยุโรปกำหนดให้แพลตฟอร์มหรือตลาดออนไลน์บางกรณีมีหน้าที่เก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการซื้อขายในระบบของตน ส่วนสหราชอาณาจักรเก็บภาษีจากรายได้ของแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่ที่เกิดจากผู้ใช้ในประเทศ ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ แต่เลือกแนวทางที่เหมาะกับประเทศเราได้
สภาผู้บริโภคจึงเห็นว่า รัฐควรเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ให้เป็นกฎหมายหลักสำหรับดูแลแพลตฟอร์มที่ให้บริการในประเทศไทย กฎหมายฉบับนี้ควรกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างชาติที่มีรายได้จากผู้บริโภคไทยมีตัวแทนหรือนิติบุคคลในประเทศ ส่งข้อมูลที่จำเป็นให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ และมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนที่ติดต่อได้จริง
สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการเป็นเรื่องพื้นฐานมาก เมื่อซื้อของแล้วไม่ได้ของ เจอโฆษณาหลอกลวง แพลตฟอร์มปิดบัญชีโดยไม่ชี้แจง หรือนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ผู้บริโภคควรร้องเรียนเป็นภาษาไทยได้ มีเลขคำร้อง ตรวจสอบสถานะได้ และรู้ว่าจะได้รับคำตอบภายในกี่วัน แพลตฟอร์มควรเก็บข้อมูลผู้ขาย ผู้ลงโฆษณา รายการจ่ายเงิน และหลักฐานที่จำเป็นไว้ให้เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหา แทนที่จะปล่อยให้ผู้บริโภคต้องไปตามหาหลักฐานเองทั้งหมด
อีกเรื่องที่สำคัญคือความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค (consumer privacy) แพลตฟอร์มจำนวนมากมีรายได้จากข้อมูลของผู้ใช้ ทั้งการติดตามพฤติกรรม การแนะนำสินค้า การจัดอันดับเนื้อหา และการขายโฆษณาแบบเจาะกลุ่ม ผู้บริโภคควรรู้ว่าแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลอะไร ใช้ข้อมูลนั้นอย่างไร ส่งต่อให้ใครบ้าง และปฏิเสธการติดตามพฤติกรรมที่เกินจำเป็นได้
รายได้จากภาษีที่เก็บจากธุรกิจข้ามชาติและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ควรนำบางส่วนกลับมาช่วยผู้บริโภคโดยตรง เช่น ทำระบบร้องเรียนออนไลน์ ระบบระงับข้อพิพาทออนไลน์ ศูนย์ช่วยเหลือผู้เสียหายจากโฆษณาหลอกลวง การตรวจสอบผู้ขายและผู้ลงโฆษณา และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคไทย
พูดให้ชัดคือ ธุรกิจข้ามชาติและแพลตฟอร์มที่หารายได้จากคนไทยต้องรับผิดชอบต่อคนไทยภายใต้กฎหมายไทย รัฐควรเริ่มจากการเก็บภาษีและกำกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูง ก่อนเพิ่มภาระภาษีกับประชาชนทั่วไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ฟ้องเฟซบุ๊ก! และแพลตฟอร์มอื่น-แอป-ธนาคาร ทวงคืนความเสียหายกลุ่มแรก 230 ล้าน
ไม่ใช่แค่ไทย 2 ใน 3 ของคดีฉ้อโกงในอังกฤษ เริ่มต้นจาก เฟซบุ๊ก



