Ribbon

พิษอาหารเสริม “โคเรีย เพียว” ส่อเบี้ยวเยียวยา อสม.ป่วย สภาผู้บริโภค จ.น่านดันทวงสิทธิ

พิษอาหารเสริม “โคเรีย เพียว” ส่อเบี้ยวเยียวยา อสม.ป่วย สภาผู้บริโภค จ.น่านดันทวงสิทธิ

ความคืบหน้ากรณีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน จำนวน 104 ราย มีอาการผิดปกติหลังทดลองรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโคเรีย เพียว (KOREA PURE) ระหว่างการอบรมเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 โดย ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดน่าน หรือหน่วยงานประจำจังหวัดน่าน สภาผู้บริโภค ได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ล่าสุด การเรียกร้องค่าเสียหายยังไม่ได้ข้อยุติ หลังทนายความฝ่ายบริษัทไม่ได้เข้าร่วมการเจรจาไกล่เกลี่ยเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา

ทวงเยียวยา อสม. ปม โคเรีย เพียว

นายวุฒิกร พุทธิกุล หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดน่าน สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ยังคงติดตามการเยียวยาผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้าถึงกระบวนการเรียกร้องค่าเสียหายและได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทคู่กรณี ซึ่งมีกำหนดแจ้งแนวทางเยียวยาภายในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569

หลังจาก เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 หน่วยงานประจำจังหวัดน่าน ได้ร่วมกับสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิจังหวัดน่านและสำนักงานยุติธรรมจังหวัดน่าน ลงพื้นที่พบกลุ่มผู้เสียหาย เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภค แนวทางเรียกร้องค่าเสียหาย ขั้นตอนการดำเนินการทางกฎหมาย และกระบวนการไกล่เกลี่ย เพื่อให้ผู้เสียหายมีข้อมูลและทางเลือกในการใช้สิทธิเรียกร้องความเป็นธรรม

การช่วยเหลือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของหน่วยงานประจำจังหวัดน่าน ที่มุ่งให้ผู้ได้รับความเสียหายสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือด้านสิทธิและกฎหมายได้ในพื้นที่ โดยไม่ต้องดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมเพียงลำพัง

อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ กลุ่มผู้เสียหายประสงค์จะมอบหมายให้หน่วยงานประจำจังหวัดน่าน  ช่วยดำเนินการทางกฎหมายต่อไป เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและความรับผิดชอบจากผู้เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยผลตรวจผลิตภัณฑ์โคเรีย เพียว พบปริมาณไนอะซีน (Niacin) สูงเกินกว่าค่าที่อนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร พร้อมดำเนินมาตรการงดนำเข้า งดจำหน่าย และเรียกคืนผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อผู้บริโภครายอื่น

อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคเห็นว่า การจัดการปัญหาไม่ควรสิ้นสุดเพียงการตรวจสอบหรือเรียกคืนผลิตภัณฑ์ แต่ต้องมีมาตรการเยียวยาผู้เสียหายที่ชัดเจน พร้อมตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงการชดเชยความเสียหายได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ นายวุฒิกร เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับมาตรการตรวจสอบการจัดอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบผู้จัดอบรม วิทยากร และบุคคลภายนอกที่เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอบแฝงเข้ามาใช้เวทีอบรมเป็นช่องทางโฆษณา ชักชวนให้ทดลองผลิตภัณฑ์ หรือส่งเสริมการขายโดยที่ผู้เข้าร่วมไม่ทราบถึงความเสี่ยง

นอกจากนี้ ควรเพิ่มเนื้อหาการรู้เท่าทันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในการอบรม อสม. อย่างจริงจัง ทั้งการตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ การแยกแยะคำกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง และการสังเกตกลวิธีการตลาดที่แฝงมากับกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้ อสม. สามารถปกป้องตนเองจากผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ปลอดภัย และนำความรู้ไปถ่ายทอดให้ประชาชนในชุมชนได้อย่างถูกต้อง เพราะ อสม. ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภค แต่ยังเป็นบุคลากรด่านหน้าที่ประชาชนไว้วางใจในการให้คำแนะนำด้านสุขภาพ หากขาดความรู้เท่าทัน อาจทำให้ข้อมูลหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงถูกส่งต่อไปยังคนในชุมชนได้

ดันแก้ พ.ร.บ.อาหาร วางระบบเรียกคืนสินค้า-เยียวยาผู้เสียหาย

นอกจากการช่วยเหลือผู้เสียหายในพื้นที่ สภาผู้บริโภคยังเดินหน้าผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเก่าอายุกว่า 47 ปี ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ยุคที่รูปแบบการผลิต การจำหน่าย และความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์อาหารแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก ขณะที่การซื้อขายสินค้าและการโฆษณาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่กฎหมายหลักในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหารยังไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างครอบคลุมให้เท่าทันสถานการณ์

สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้ยกระดับ พ.ร.บ.อาหาร จากกฎหมายที่เน้นควบคุมผลิตภัณฑ์ ไปสู่กฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภคเมื่อเกิดความเสียหายได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการกำหนดมาตรฐานการเรียกคืนผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่ปลอดภัย ให้มีขั้นตอนและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน สามารถติดตามนำสินค้าที่มีความเสี่ยงออกจากท้องตลาดได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง พร้อมกำหนดกลไกเยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้เข้าถึงการชดเชยอย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องแบกรับภาระการเรียกร้องความเป็นธรรมเพียงลำพัง

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคเห็นว่า การจัดการผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่ปลอดภัยไม่ควรจบเพียงการประกาศห้ามจำหน่ายหรือสั่งเรียกคืนสินค้า แต่ต้องมีระบบแจ้งเตือนประชาชนที่รวดเร็วและทั่วถึง ตรวจสอบได้ว่าสินค้าถูกเรียกคืนจากท้องตลาดจริง รวมถึงมีมาตรการติดตามและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม เพราะการเรียกคืนสินค้าอาจช่วยป้องกันผู้เสียหายรายใหม่ แต่ไม่สามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วได้

กรณีโคเรีย เพียว จึงสะท้อนความสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย หน่วยงานประจำจังหวัดน่านทำหน้าที่ช่วยเหลือและติดตามการเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย ขณะที่สภาผู้บริโภคได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อสร้างระบบเรียกคืนผลิตภัณฑ์และการเยียวยาที่เป็นมาตรฐาน ป้องกันไม่ให้ผู้บริโภครายอื่นต้องเผชิญความเสียหายในลักษณะเดียวกัน สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย หรือพบเห็นการจำหน่ายของ สินค้าดังกล่าว สามารถร้องเรียนและแจ้งเบาะแสกับสภาผู้บริโภคได้ที่เว็บไซต์ www.tcc.or.th

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง