
เวที “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ” เสนอเยียวยาเร็ว ดึงธนาคาร แพลตฟอร์ม และค่ายมือถือร่วมป้องกันภัย สภาผู้บริโภคชี้ในไทยยังเยียวยาล่าช้า ชง กองทุนเยียวยา ผู้เสียหายระหว่างรอพิสูจน์ความรับผิด
เงินที่ถูกหลอกโอนอาจเคลื่อนผ่านหลายบัญชีภายในไม่กี่นาที ขณะที่ความสูญเสียอาจทำให้ทั้งครอบครัวตั้งหลักได้ยาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดตัว “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ” หรือ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มธนาคารโลก เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ เสนอแนวทางรับมือที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบบริการให้ปลอดภัย การให้ธนาคาร แพลตฟอร์ม ค่ายมือถือ และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องร่วมป้องกัน ไปจนถึงการเชื่อมข้อมูลข้ามหน่วยงาน ขยายความร่วมมือข้ามประเทศเพื่อติดตามเงิน พร้อมให้ความสำคัญกับการเยียวยาผู้เสียหายอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัล ด้านสภาผู้บริโภคเห็นว่า การเยียวยายังล่าช้า ขณะที่ผู้เสียหายมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จึงผลักดันกองทุนช่วยผู้เสียหายจากภัยออนไลน์เหลือเบื้องต้นระหว่างรอการตรวจสอบและพิสูจน์ความรับผิด
เชื่อมข้อมูล หยุดเงินให้ทันก่อนข้ามพรมแดน
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การฉ้อโกงทางการเงินเป็นปัญหาระดับโลก โดยมีความเสียหายประมาณ 3% ของจีดีพีโลก การหลอกลวงอาจเริ่มบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ก่อนเงินจะถูกโอนผ่านบัญชีธนาคารหลายทอด การรับมือจึงต้องเชื่อมความร่วมมือทั้งระบบ โดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมหรือค่ายมือถือ และแพลตฟอร์มดิจิทัลมีส่วนรับผิดชอบในการป้องกันภัยร่วมกับภาคการเงิน ทุกฝ่ายต้องร่วมป้องกันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ และเมื่อเกิดความเสียหาย ต้องร่วมช่วยให้ผู้เสียหายติดตามเงินคืน
ช่องว่างสำคัญอยู่ที่การทำงานข้ามประเทศ เพราะผู้เสียหายอาจอยู่ประเทศหนึ่ง มิจฉาชีพอยู่อีกประเทศ และเงินถูกเคลื่อนย้ายผ่านประเทศที่สาม ขณะที่การรับมือยังจำกัดอยู่ในระดับประเทศ “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ” จึงมุ่งเชื่อมความร่วมมือทั้งระบบ เปิดให้แต่ละประเทศปรับใช้ตามกฎหมายและขีดความสามารถของตน และนำประสบการณ์มาพัฒนาแนวทางร่วมกัน ภายใต้แนวทางการ “Connect the Dots” ซึ่งเชื่อมข้อมูลเกี่ยวกับการหลอกลวงที่กระจายอยู่ตามหน่วยงานมาเชื่อมกัน เพื่อมองเห็นรูปแบบการหลอกลวงหรือช่องโหว่ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอาจตรวจไม่พบ ช่วยให้ตรวจจับและตอบสนองได้เร็วขึ้น โดยโจทย์ต่อไปคือการเชื่อมข้อมูลลักษณะเดียวกันข้ามพรมแดน
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายว่า พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ กำหนดข้อพิจารณาสำคัญ 12 ประการ ภายใต้ 5 เสาหลัก ได้แก่ 1) การวางรากฐานด้านยุทธศาสตร์และกฎหมาย 2) การป้องกันและรับมือตลอดวงจรการฉ้อโกง 3) การใช้กรอบจัดการความเสี่ยงและบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ 4) การประสานงานในประเทศและข้ามพรมแดน และ 5) การคุ้มครองผู้บริโภคให้รับมือและฟื้นตัวจากความเสียหายได้
“เสาหลักเหล่านี้ต้องทำงานร่วมกัน เพราะกฎหมายที่เข้มแข็งจะไม่เพียงพอหากขาดการประสานงาน การตรวจจับจะหยุดเงินที่กำลังถูกเคลื่อนย้ายไม่ได้หากตอบสนองช้า และมาตรการควบคุมจะรักษาความเชื่อมั่นไม่ได้หากขาดการคุ้มครองผู้บริโภค โดยไทยปรับแนวทางจากการป้องกันแยกตามสถาบันไปสู่การทำงานร่วมกันทั้งระบบ เพื่อรับมือการหลอกให้เจ้าของบัญชีโอนเงินเองที่ซับซ้อนขึ้น” วิทัย กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. ยังชี้ว่า เงินจากการฉ้อโกงอาจถูกย้ายผ่านบัญชีม้า ถอนเป็นเงินสด หรือเปลี่ยนเป็นทองคำ เงินตราต่างประเทศ และสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะคริปโทเคอร์เรนซีประเภทที่มีกลไกการคงมูลค่า หรือสเตเบิลคอยน์ เช่น USDT ดังนั้น การติดตามเส้นทางเงินจึงต้องเชื่อมกับการป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในช่องทางเหล่านี้ด้วย พร้อมระบุว่าไทยใช้กรอบกฎหมายเพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล การระงับบัญชี และความรับผิดชอบร่วมระหว่างภาคส่วน
เยียวยาเร็ว ช่วยผู้เสียหายตั้งหลักได้
อันชูลา คานต์ (Anshula Kant) กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่การเงิน กลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า การเงินดิจิทัลมีความหมายโดยตรงต่อชีวิตและรายได้ของประชาชน โดยยกตัวอย่างผู้ค้ารายย่อยในอินเดียที่ใช้คิวอาร์โค้ดรับชำระเงินและกลับมาค้าขายได้หลังการระบาดของโควิด-19 แต่หากผู้ใช้บริการกลุ่มนี้ถูกหลอกจนสูญเสียเงิน พวกเขาอาจรับความสูญเสียและฟื้นตัวได้ยาก ทำให้ความเสียหายกระทบทั้งครอบครัว
ทั้งนี้ ให้ความเห็นว่าต้องมีการชดเชยผู้เสียหายจากการฉ้อโกงอย่างรวดเร็ว โดยออกแบบการคุ้มครองให้เหมาะกับความรู้และความสามารถในการรับมือความเสี่ยงของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม พร้อมชี้ว่าผู้มีการศึกษาหรือมีความรู้ก็ถูกหลอกได้ รวมถึงการหลอกให้เปิดเผยรหัสยืนยันธุรกรรมหรือทำธุรกรรมด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน มาตรการป้องกันต้องไม่สร้างภาระจนผู้ใช้บริการรายย่อยเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน
ในด้านการป้องกัน คานต์เสนอให้ธนาคารประเมินช่องโหว่และวางมาตรการรับมือการฉ้อโกงตั้งแต่เริ่มออกแบบผลิตภัณฑ์ พร้อมให้ความรู้เมื่อเริ่มให้บริการ และการตรวจสอบต้องครอบคลุมทั้งการรู้จักลูกค้าและการรู้จักธุรกรรม โดยติดตามรูปแบบการโอนเงินที่ผิดไปจากพฤติกรรมปกติ เพื่อค้นหาบัญชีม้าหรือการใช้บัญชีที่ผิดปกติให้เร็วขึ้น พร้อมยกตัวอย่างศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ซึ่งทำงานตลอด 24 ชั่วโมงและเชื่อมตำรวจ ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และผู้วิเคราะห์ด้านการฟอกเงิน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการประสานงานที่ประเทศอื่นนำไปเรียนรู้ได้ พร้อมย้ำว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลต้องรวดเร็ว เพราะเงินของผู้เสียหายสามารถถูกย้ายผ่านหลายบัญชีและออกจากระบบได้ภายในไม่กี่นาที การติดตามเงินจึงต้องมีทั้งเทคโนโลยีและหน่วยงานที่พร้อมดำเนินการทันที
เร่งแก้ภัยออนไลน์บั่นทอนความเชื่อมั่นการเงินดิจิทัล
ขณะที่ คริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) กล่าวว่า การฉ้อโกงออนไลน์เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเงิน เพราะบริการดิจิทัลตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นว่าเงินและข้อมูลของผู้ใช้บริการปลอดภัย หากความเชื่อมั่นถูกทำลาย ประชาชนอาจเลิกใช้ระบบ สูญเสียทั้งช่องทางเข้าถึงบริการทางการเงินและเครื่องมือประกอบอาชีพ โดยเทคโนโลยี AI ยิ่งเพิ่มความรวดเร็วและความซับซ้อนของภัยที่ต้องรับมือ
จอร์จีวาเสนอหลักการจัดลำดับงาน 3 ด้าน ได้แก่ 1) มีผู้นำและยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สื่อสารให้ประชาชนและชุมชนเข้าใจความเสี่ยง 2) ลงทุนกับการป้องกันเพื่อลดความเสียหายและภาระการชดเชย และ 3) วางระบบรับมือที่ทุกฝ่ายรู้หน้าที่ โดยประชาชนต้องรู้ว่าต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาจึงไม่ควรอยู่กับธนาคารกลางเพียงหน่วยงานเดียว
จอร์จีวาย้ำว่า การชดเชยผู้เสียหายยังเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ แต่คำถามว่าจะคุ้มครองใครและชดเชยถึงระดับใด ยังต้องรวบรวมบทเรียนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาแนวทางต่อไป ส่วนบทบาทไอเอ็มเอฟจะครอบคลุมการพัฒนาความรู้ด้านกำกับดูแลความเสี่ยงไซเบอร์ และทำงานร่วมกับกลุ่มธนาคารโลกและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำความรู้ไปใช้และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
แพลตฟอร์มต้องร่วมป้องกันการหลอกลวง
ด้าน แอนดรูว์ เบลีย์ (Andrew Bailey) ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษและประธานคณะกรรมการเสถียรภาพการเงิน (FSB) กล่าวว่า การรักษาความเชื่อมั่นต้องอาศัยทั้งภาคการเงินและบริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นช่องทางแพร่การหลอกลวง ทุกฝ่ายต้องเข้าใจความรับผิดชอบของตนและเข้ามาร่วมแก้ปัญหา
เบลีย์ได้ยกตัวอย่างว่า ในอดีตหนังสือพิมพ์ในสหราชอาณาจักรต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อสิ่งที่ตีพิมพ์ รวมถึงโฆษณา แต่เมื่อการสื่อสารย้ายสู่แพลตฟอร์มระดับโลก การกำหนดความรับผิดชอบต่อเนื้อหาบนแพลตฟอร์มกลับเป็นโจทย์สำคัญ ดังนั้น เบลีย์จึงเห็นว่าควรดึงบริษัทผู้ให้บริการเข้ามาร่วมป้องกัน เพราะภาคการเงินเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถจัดการช่องทางที่มิจฉาชีพใช้เข้าถึงประชาชนได้ทั้งหมด
เบลีย์ยังเสนอให้นำเทคโนโลยีมาเสริมการป้องกันตั้งแต่เริ่มออกแบบระบบชำระเงินข้ามประเทศ การทำธุรกรรมที่เร็วขึ้นต้องมาพร้อมความสามารถในการรับมือการฉ้อโกง พร้อมผลักดันให้คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Task Force: FATF) เข้ามาร่วมใช้ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาการป้องกันการฉ้อโกงในระบบชำระเงินข้ามประเทศ
บทเรียนรวันดา ใช้ข้อมูลและ AI ตรวจจับภัยออนไลน์
ขณะที่ โซรายา มุนยานา ฮากูซิยาเรมเย (Soraya Munyana Hakuziyaremye) ผู้ว่าการธนาคารกลางรวันดา ระบุว่า บริการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่การถูกหลอกอาจทำลายความเชื่อมั่นจนผู้ใช้บริการไม่กล้ากลับมาใช้ระบบอีก โดยยกตัวอย่างผู้สูงอายุที่รับเงินจากครอบครัว แต่ถูกมิจฉาชีพหลอกให้เปิดเผยรหัสจนสูญเสียเงินที่ได้รับ
ฮากูซิยาเรมเยชี้ว่า อุปสรรคสำคัญคือเงินที่เคลื่อนข้ามประเทศอย่างรวดเร็วและข้อมูลที่แยกอยู่ตามหน่วยงาน ธนาคารกลางรวันดาจึงต้องผลักดันให้สถาบันการเงินเปิดเผยเหตุฉ้อโกง แม้บางแห่งกังวลว่าจะถูกลงโทษ พร้อมจัดกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคาร ผู้ให้บริการเงินผ่านมือถือ บริษัทเทคโนโลยีการเงิน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ร่วมตรวจจับและรับมือความเสี่ยงได้ทัน
ความร่วมมือนี้ยังครอบคลุมบริษัทโทรคมนาคมหรือค่ายมือถือและหน่วยงานกำกับดูแลโทรคมนาคม ซึ่งฮากูซิยาเรมเยระบุว่ามีส่วนช่วยให้การรับมือในรวันดาได้ผล รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่ช่วยสื่อสารความเสี่ยงถึงประชาชนในชนบท โดยเธอชี้ว่าการกำหนดความรับผิดชอบเมื่อเกิดการฉ้อโกงเป็นโจทย์สำคัญ ควบคู่กับการให้ผู้ใช้บริการเข้าใจความเสี่ยงและมีส่วนร่วมในการป้องกัน
ในด้านเทคโนโลยี รวันดาเชื่อมธนาคารและผู้ให้บริการเงินผ่านมือถือเข้ากับระบบชำระเงินร่วม เพื่อสนับสนุนการติดตามธุรกรรมแบบทันที และใช้ AI ตรวจหาพฤติกรรมน่าสงสัยและบัญชีม้า โดยฮากูซิยาเรมเยระบุว่า หลังเริ่มกลไกความร่วมมือดังกล่าว จำนวนเหตุฉ้อโกงที่มีการรายงานลดลงร้อยละ 30 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
จากพิมพ์เขียว สู่การเยียวยาที่เข้าถึงได้จริง
แม้เวทีพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ จะให้ความสำคัญกับการชดเชยผู้เสียหาย แต่ปัญหาที่ผู้บริโภคไทยยังเผชิญคือการเยียวยาที่ล่าช้า ผู้เสียหายต้องรอการตรวจสอบและพิสูจน์ความรับผิด ขณะที่ผลกระทบต่อชีวิตและครอบครัวเกิดขึ้นทันที การช่วยเหลือจึงต้องเข้าถึงผู้เสียหายได้ระหว่างที่กระบวนการเหล่านี้ยังดำเนินอยู่
ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคผลักดันหลักความรับผิดชอบร่วม พร้อมดำเนินคดีนำร่อง 10 คดีต่อบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน และธนาคารที่เกี่ยวข้อง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 230 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการศาล การดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องความรับผิดจึงต้องเดินควบคู่กับการช่วยให้ผู้เสียหายประคองชีวิตระหว่างรอความเป็นธรรม
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคผลักดันข้อเสนอ “กองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น” เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือบางส่วน โดยเฉพาะแก่กลุ่มเปราะบาง ก่อนกระบวนการพิสูจน์ความรับผิดสิ้นสุด แล้วรับช่วงสิทธิไปเรียกคืนจากผู้กระทำผิดหรือผู้ที่ต้องร่วมรับผิดชอบตามกฎหมายในภายหลัง แนวทางนี้สอดคล้องกับข้อเสนอเรื่องการชดเชยอย่างรวดเร็วและการคุ้มครองผู้ใช้บริการตามความเปราะบางที่มีการกล่าวถึงในเวที
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ยังเป็นเพียงกรอบแนวทางให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้ การเปิดตัวครั้งนี้ยังไม่ได้ประกาศสิทธิคืนเงินหรือกำหนดระยะเวลาชดเชยสำหรับผู้เสียหายในประเทศไทย สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำหนดหน้าที่ของธนาคาร แพลตฟอร์ม และค่ายมือถือ ตลอดจนกระบวนการรับแจ้งเหตุ แลกเปลี่ยนข้อมูล หยุดเงิน และพิจารณาความรับผิดให้ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาข้อเสนอกองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น ให้มีกฎหมายรองรับ แหล่งเงิน ระบบบริหาร หลักเกณฑ์ตรวจสอบสิทธิ วงเงิน และกรอบเวลาจ่ายที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้เสียหายมีเงินประคองชีวิตระหว่างรอผลตรวจสอบและพิสูจน์ความรับผิด พร้อมรู้ว่าจะติดต่อใคร ได้รับความช่วยเหลืออย่างไร และต้องรอนานเพียงใด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง



