
เรื่องจริงของผู้บริโภค ที่ถูก “ปล้นทอง” ทั้งเส้น เพราะสัญญาที่เข้าใจว่า “จำนำ” กลับเป็น “ขายฝาก” สะท้อนปัญหาการสื่อสารไม่เป็นธรรม ร้านทองใช้ช่องกฎหมายเอาเปรียบ สภาผู้บริโภคชี้หน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งออกแบบสัญญามาตรฐานและคุมเข้มเพื่อปกป้องสิทธิประชาชน
“ผมอยากใช้เงินด่วน เลยเอาทองไปจำนำ” เรื่องเล่าของ อาคม หมอพระ สะท้อนปัญหาที่ผู้บริโภคหลายคนอาจเผชิญโดยไม่รู้ตัว โดยผู้บริโภครายนี้ต้องการเงินสดไม่มากนัก เริ่มแรกนำทองน้ำหนัก 3 บาท ไปวางเพื่อกู้เพียง 6,000 บาท และส่งดอกไปได้ 1 ครั้ง (การส่งดอก คือ การที่ลูกค้าโรงรับจำนำ ได้นำเงินมาชำระค่าดอกเบี้ยของทรัพย์สินที่จำนำไว้ภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อยืดระยะเวลาการจำนำออกไป) ก่อนในครั้งที่ 2 จะนำทองทั้งเส้นไปจำนำอีกครั้ง เพื่อรับเงินออกมาเพียง 10,000 บาทเท่านั้น ด้วยความเร่งรีบและความไว้ใจ จึงไม่ได้สังเกตรายละเอียดในเอกสารที่ร้านทองให้มา
จนกระทั่งปลายปีที่ผ่านมาเกิดปัญหาการเงิน ทำให้ไม่สามารถไปส่งดอกได้ทันครบกำหนด จนเลยเวลาไปกว่า 4 เดือน 32 วัน เมื่อไปถึงร้านจึงถูกบอกว่าทองหลุดและถูกส่งไปหลอมแล้ว แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าพร้อมนำเงินต้นและดอกเบี้ยมาจ่ายคืนทั้งหมด แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้บริโภครายนี้สูญสิทธิในทรัพย์สิน และเจ็บปวดที่สุดตรงที่เข้าใจผิดตั้งแต่ต้นเพราะการสื่อสารที่ไม่ตรงไปตรงมา
หลังจากสูญเสียทองหรือถูก “ปล้นทอง” โดยไม่รู้ ผู้บริโภครายนี้เริ่มค้นหาความช่วยเหลือและพยายามตรวจสอบร้านทองดังกล่าว ติดต่อสมาคมค้าทองคำ และค้นหากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ท้ายที่สุดได้รับการช่วยเหลือจากศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพะเยา หน่วยงานประจำจังหวัดพะเยาของสภาผู้บริโภค ก่อนที่ส่งต่อมายังสำนักงานสภาผู้บริโภค ซึ่งได้จัดหาทนายเข้ามาดูแล ตรวจสอบทั้งตั๋วรับจำนำและบันทึกเสียง จนนำเข้าสู่กระบวนการฟ้องศาลแขวงสมุทรปราการ โดยทีมทนายความได้ยกประเด็นพฤติกรรมที่ไม่ตรงตามเจตนาและเข้าข่าย “กลฉ้อฉล” ของผู้ประกอบการขึ้นต่อสู้ สุดท้ายคดีจบลงในชั้นไกล่เกลี่ย ร้านทองยอมชดใช้เงินคืนให้ ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า หากผู้บริโภคกล้าออกมาเรียกร้องสิทธิและได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง ก็สามารถหาทางออกและได้รับความเป็นธรรมคืนมาได้
จากประสบการณ์ตรงของผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย จึงฝากเตือนผู้บริโภคทุกคนว่า ก่อนทำสัญญาต้องตรวจสอบให้รอบคอบว่าเอกสารระบุว่าเป็นรับจำนำ หรือขายฝากชัดเจนหรือไม่ โดยมองหาป้ายหน้าร้าน อ่านรายละเอียดในสัญญา และอย่าเชื่อเพียงคำพูดพนักงาน เพราะหากเป็นขายฝาก กรรมสิทธิ์ทองจะไม่ใช่ของเราอีกต่อไป
ทั้งนี้ ในเวทีเสวนาที่สภาผู้บริโภคร่วมกับหน่วยงานจังหวัดพะเยา มหาวิทยาลัยพะเยา และหน่วยงานรัฐหลายฝ่าย ได้สะท้อนตรงกันว่าปัญหานี้เกิดจากช่องโหว่กฎหมายที่ไม่ได้กำหนดรูปแบบสัญญาขายฝากทองคำอย่างชัดเจน ต่างจากการขายฝากที่ดินที่ต้องจดทะเบียนกับกรมที่ดิน จึงเปิดช่องให้ร้านทองบางแห่งใช้ข้อกฎหมายเอาเปรียบผู้บริโภค ข้อเสนอจากเวทีจึงชัดเจนว่า รัฐควรเร่งออกกฎควบคุมและกำหนดแบบสัญญามาตรฐาน นำแนวทางคุ้มครองของกรมที่ดินและกรมการปกครองมาปรับใช้ พร้อมทั้งดำเนินคดีกับร้านทองที่ใช้วิธีไม่เป็นธรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จากเรื่องราวของผู้บริโภครายดังกล่าวจึงไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล แต่คือภาพสะท้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคจำนวนมาก และเป็นแรงผลักดันให้สังคมร่วมกันหาทางออก ปิดช่องโหว่กฎหมาย และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนทุกคนที่จำเป็นต้องนำทรัพย์สินมีค่ามาใช้เป็นหลักประกันยามเดือดร้อน
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามของศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพะเยา หน่วยงานประจำจังหวัดพะเยาของสภาผู้บริโภค รายงานว่า ในช่วงปี 2566 – 2568 มีผู้บริโภคร้องเรียนปัญหาเกี่ยวกับร้านทองที่มีการรับจำนำและขายฝากรวม 21 เรื่อง โดยปัญหาที่พบมากคือผู้บริโภคมีเจตนาต้องการทำ สัญญาจำนำทอง แต่ถูกร้านค้าเปลี่ยนเป็นสัญญาขายฝาก ซึ่งขัดต่อเจตนาที่แท้จริง ซึ่งร้านทองมักจะแจ้งกับผู้บริโภคว่าเป็นสัญญาจำนำ และกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนที่ใกล้เคียงกับสัญญาจำนำ ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด แต่ความเป็นจริงแล้วผู้บริโภคได้ทำสัญญาขายฝากไปแล้ว หากไม่สามารถไถ่ถอนได้ตามกำหนด จึงถูกร้านค้ายึดทองคำไปในที่สุด
สัญญาจำนำ คือ สัญญาที่ให้กรรมสิทธิ์ทรัพย์อยู่กับผู้บริโภคที่จะนำทรัพย์สินไปจำนองและร้านหรือผู้รับจำนองมีสิทธิยึดทรัพย์เพื่อบังคับชำระหนี้หากผิดนัด แต่ สัญญาขายฝาก กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะโอนไปยังร้านหรือผู้ซื้อฝากทันที ทำให้ผู้บริโภคไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นอีกต่อไป และหากไม่ไถ่ถอนภายในเวลาที่กำหนด ทรัพย์สินจะตกเป็นของร้านหรือผู้ซื้อฝากทันทีโดยไม่ต้องผ่านการบังคับคดี