
วิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทบไทยทั้งราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ราคาสินค้า รวมถึงภาคการขนส่ง รัฐบาลสั่งการควบคุมตรึงราคา ผู้บริโภคต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
จากความตึงเครียดระหว่าง อิหร่าน และ อิสราเอล โดยเฉพาะประเด็นการปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่เป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานในตลาดโลก แม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ความขัดแย้ง แต่ผลกระทบทางอ้อมกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพของประชาชน บทความนี้ได้สรุปภาพรวมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคไทย และมาตรการที่ภาครัฐกำลังดำเนินการ
ราคาน้ำมันผันผวน กดดันต้นทุนขนส่งและสินค้า
ทั้งนี้จากความขัดแย้งของสองประเทศและลุกลามขยายวงไปในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวนเฉลี่ยราว 75 – 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นประมาณ 7% แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีผลให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานของไทยจะปรับสูงขึ้นทันที ผลที่อาจตามมาคือราคาน้ำมันหน้าปั๊มน้ำมันมีแรงกดดันให้ขยับขึ้น ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น และสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภทอาจทยอยปรับราคาตามต้นทุนโลจิสติกส์
แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนกระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 60 วัน และพร้อมใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันมีฐานะเป็นบวกกว่า 2,459 ล้านบาท เข้าช่วยพยุงราคาขายปลีกหากจำเป็น พร้อมขอความร่วมมือประชาชนไม่กักตุนน้ำมัน แต่ก็มีกระแสข่าวหลายพื้นที่ที่ประชาชนต่างแห่ออกมาเติมน้ำมันไว้ล่วงหน้า
ก๊าซหุงต้มและค่าไฟ ยังไม่ปรับทันทีต้องติดตาม
สำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) ในปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่รัฐเตรียมบริหารจัดการจากโรงกลั่นในประเทศและจัดหาจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไทยนำเข้าบางส่วนจากตะวันออกกลาง แต่หากเกิดปัญหาการขนส่ง รัฐได้เจรจาจัดหาแบบระยะสั้น จากประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา แม้ราคาจะสูงกว่า โดยพยายามบริหารจัดการไม่ให้กระทบค่าไฟฟ้าในทันที
ทางด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมเพิ่มกำลังผลิตจากพลังน้ำและถ่านหิน พร้อมเลื่อนแผนซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า เพื่อรองรับช่วงพีคปลายเดือนเมษายน ซึ่งคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะสูงสุดประมาณ 36,000 เมกะวัตต์
สำหรับผู้บริโภคนั้นแม้ว่าปัจจุบันภาพรวมค่าไฟฟ้ายังไม่ปรับขึ้นในทันที แต่แรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
คุมเข้มราคาสินค้า ป้องกันการฉวยโอกาส
ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผลกระทบลุกลามสู่ค่าครองชีพ โดยเฉพาะเรื่องราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศกำกับดูแลราคาสินค้าและพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะเดียวกันรัฐบาลย้ำว่าสินค้ายังมีเพียงพอ และขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก แม้ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่รัฐพยายามตรึงราคาสินค้าจำเป็นเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
พัสดุระหว่างประเทศล่าช้า – ถูกระงับ
นอกจากนี้เมื่อประเมินผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพลังงานและสินค้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนมายังระบบขนส่งระหว่างประเทศเช่นกัน โดยไปรษณีย์ไทยประกาศว่า ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป การส่งพัสดุไปยังหลายประเทศเกิดความล่าช้า ขณะที่บางประเทศระงับการส่งชั่วคราว เนื่องจากสายการบินยกเลิกเที่ยวบิน
สำหรับกลุ่มประเทศที่มีการขนส่งล่าช้าครอบคลุม 25 ประเทศในยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียใต้ และอเมริกาเหนือ เช่น สหราชอาณาจักร สเปน สวิตเซอร์แลนด์ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี อียิปต์ แอฟริกาใต้ บังกลาเทศ ศรีลังกา และสหรัฐอเมริกา แต่ประเทศที่ระงับการส่งทุกบริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ได้แก่ บาห์เรน อิหร่าน อิสราเอล คูเวต เลบานอน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งระงับบริการ Courier Post ไปยังซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน และโอมาน
กระเทือนผู้บริโภคและร้านค้าออนไลน์
ทั้งนี้ผู้สั่งสินค้าจากต่างประเทศอาจได้รับพัสดุล่าช้าหลายวันถึงหลายสัปดาห์ สินค้าพรีออร์เดอร์หรือสินค้าจำกัดเวลาอาจได้รับช้ากว่ากำหนด และหากประเทศปลายทางระงับส่ง อาจต้องรอหรือดำเนินการขอคืนเงิน
ทางด้านผู้ขายสินค้าไปต่างประเทศ อาจเผชิญปัญหากระแสเงินสดสะดุด หากไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ตามกำหนด เสี่ยงกระทบความเชื่อมั่นของลูกค้า และอาจต้องเลือกใช้บริการขนส่งเอกชนที่มีต้นทุนสูงกว่า นอกจากนี้ เมื่อเส้นทางบินถูกรบกวน ค่าระวางทางอากาศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนต่อต้นทุนสินค้านำเข้าในระยะต่อไป
ดังนั้นจากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ผู้บริโภคควรติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานและราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด วางแผนค่าใช้จ่ายเผื่อความผันผวน และตรวจสอบสถานะประเทศปลายทางก่อนสั่งหรือส่งสินค้าไปต่างประเทศ รวมถึงควรเผื่อเวลาในการจัดส่งมากกว่าปกติ



