Ribbon

บอร์ดกสทช.ล่ม 11 ครั้ง แต่เน็ต 5 พันล้าน ‘ฉลุย’ ใครได้ประโยชน์?

บอร์ดกสทช.ล่ม 11 ครั้ง แต่เน็ต 5 พันล้าน ‘ฉลุย’ ใครได้ประโยชน์?

ผมขวางใครอยู่หรือ” เป็นคำถามที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ กล่าวกับสื่อมวลชน หลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช. วันที่ 16 กันยายน 2569 ที่ไม่สามารถเปิดประชุมได้อีกครั้ง เพราะองค์ประชุมไม่ครบ นับเป็นการประชุมล่ม ครั้งที่ 11 ท่ามกลางวิกฤตภายในองค์กรที่ยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์ และวาระสำคัญจำนวนมากยังรอการพิจารณา

นพ.สรณยืนยันว่าตนยังเป็นประธาน กสทช. ตามกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้กรรมการกลับเข้าประชุม และตั้งคำถามในอีกด้านว่า หากตนต้องพ้นจากตำแหน่ง “ใครจะได้ประโยชน์” คำถามนี้น่าสนใจ และประชาชนก็ควรช่วยกันหาคำตอบ เพราะท่ามกลางสุญญากาศที่เกิดขึ้น สำนักงาน กสทช. กลับประกาศผู้ชนะโครงการ USO 3หรือบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Internet Service) มูลค่ากว่า 5,423 ล้านบาท

บอร์ดล่ม แต่โครงการ 5,423 ล้านเดินหน้าได้

วันที่ 11 กันยายน 2569 สำนักงาน กสทช. ประกาศผู้ชนะการประกวดราคาจ้างบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ Broadband Internet Service ภายใต้โครงการ USO 3 ครบ 5 กลุ่มพื้นที่ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก–ตะวันตก และภาคใต้ รวมมูลค่า 5,423.70 ล้านบาท

USO หรือ Universal Service Obligation มีวัตถุประสงค์สำคัญในการนำบริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตไปสู่พื้นที่ที่ขาดแคลนหรือบริการยังเข้าไม่ถึง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีโอกาสเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้งด้านสาธารณสุข ประโยชน์สาธารณะ และความมั่นคง

เมื่อเป็นโครงการที่ใช้เงินระดับ 5,400 ล้านบาท จึงต้องตอบคำถามให้ชัดเรื่องการแข่งขัน ความคุ้มค่า ความโปร่งใส และเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะเมื่อการประกาศผลเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่บอร์ด กสทช. ไม่สามารถประชุมได้ต่อเนื่อง ในวันที่ 10 กันยายน ก่อนประกาศผู้ชนะเพียงหนึ่งวัน การประชุมล่มเป็นครั้งที่ 10 และมีรายงานว่ามีวาระรอพิจารณาถึง 198 เรื่อง ในจำนวนนี้ 82 เรื่องเป็นเรื่องเร่งด่วนที่มีกรอบเวลาตามกฎหมาย คำถามจึงไม่ใช่ว่า “สำนักงาน กสทช. มีอำนาจดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่” เพียงอย่างเดียว

แต่ประชาชนควรรู้ด้วยว่า เหตุใดในเวลาที่เรื่องสาธารณะจำนวนมากติดค้าง โครงการมูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาทจึงยังสามารถเดินไปถึงเส้นชัยได้ และกระบวนการทั้งหมดผ่านการตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างเพียงพอหรือไม่

5 สัญญา แต่ผู้ชนะเชื่อมโยง 2 กลุ่มหลัก

เมื่อเจาะลงไปในผลการประกวดราคา ยิ่งมีประเด็นที่ควรถามต่อ เพราะผล USO 3 รอบใหม่พบว่า กิจการร่วมค้าที่มีบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นสมาชิก ชนะ 2 พื้นที่ คือภาคเหนือและภาคกลาง มูลค่าสัญญารวมประมาณ 2,010 ล้านบาท

ขณะที่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ปรากฏเป็นสมาชิกของกิจการร่วมค้าที่ชนะ 3 พื้นที่ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก–ตะวันตก และภาคใต้ รวมมูลค่าสัญญาที่กิจการร่วมค้าเหล่านั้นได้รับประมาณ 3,413.7 ล้านบาท
แม้ตัวเลขดังกล่าว ไม่ใช่รายได้ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งได้รับทั้งหมด เพราะแต่ละพื้นที่ดำเนินการในรูปกิจการร่วมค้า ที่ถึงจะ ไม่ได้มีหลักฐานว่ามีการสมยอมราคา แต่ภาพรวมที่เกิดขึ้นทำให้มีคำถามว่า จากงานทั้งหมด 5 พื้นที่ เหตุใดผลสุดท้ายจึงกระจุกตัวอยู่กับเครือข่ายผู้รับงานหลักเพียงไม่กี่ราย

สิ่งที่ควรตรวจสอบมากกว่ารายชื่อผู้ชนะ คือ เกิดอะไรขึ้นระหว่างการประกวดราคารอบแรกกับรอบใหม่ จากข้อมูลเกี่ยวกับโครงการประกวดราคา USO 3 พบว่า การประกวดราคารอบแรกเริ่มในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 แต่ในเดือนมีนาคม 2569 มีการยกเลิกการประกวดราคาหลายกลุ่ม ก่อนจัดทำ TOR และเปิดประมูลรอบใหม่ โดยประกาศ e-bidding วันที่ 27 พฤษภาคม และประกาศผู้ชนะครบทั้ง 5 กลุ่มในวันที่ 11 กันยายน 2569

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เล่นบางรายที่เดิมแข่งขันกัน กลับมารวมตัวกันเป็นกิจการร่วมค้าในรอบใหม่ โดยในรอบแรกมีผู้เล่นอย่าง THCOM, ITEL, True-related, TKC และ NT แข่งขันกันในลักษณะแยกกลุ่ม แต่หลังยกเลิกรอบแรก THCOM และ ITEL กลับมารวมกันเป็นกิจการร่วมค้า TCI และชนะ 2 พื้นที่ ขณะที่ ITEL ยังร่วมกับ TKC ชนะพื้นที่ภาคใต้อีกหนึ่งสัญญา

แม้การรวมเป็นกิจการร่วมค้าเป็นสิ่งที่ TOR รอบใหม่เปิดให้ทำได้ แต่คำถามในมิติการแข่งขันคือ เมื่อคู่แข่งเดิมบางรายเปลี่ยนมาเป็นพันธมิตรกัน จำนวนคู่แข่งอิสระลดลงหรือไม่ และส่งผลต่อราคาที่รัฐต้องจ่ายอย่างไร นี่ต่างหากคือคำถามที่สำนักงาน กสทช. ควรเปิดข้อมูลให้สาธารณะตรวจสอบ

ภาคอีสาน รอบใหม่แพงกว่าราคาที่เคยเสนอ?

กรณีที่เห็นภาพชัดที่สุดคือ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในการประกวดราคารอบแรก NT เคยเสนอราคาประมาณ 1,798.494 ล้านบาท ขณะที่ THCOM เสนอประมาณ 1,889.850 ล้านบาท

แต่หลังจากกระบวนการรอบแรกถูกยกเลิกและเปิดประมูลใหม่ ผู้ชนะคือ กิจการร่วมค้า TCI ซึ่งประกอบด้วย THCOM และ ITEL ในราคา 1,884 ล้านบาท นั่นหมายความว่า ราคาผู้ชนะในรอบใหม่สูงกว่าราคาที่มีรายงานว่า NT เคยเสนอในรอบแรกประมาณ 85.5 ล้านบาท หรือราว 4.75%

เป็นคำถามที่สำนักงาน กสทช. ควรตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุใดการประมูลรอบแรกจึงถูกยกเลิก? NT ซึ่งมีรายงานว่าเสนอราคาต่ำสุดในภาคอีสานไม่ผ่านหรือกระบวนการสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด? TOR รอบใหม่เปลี่ยนอะไร? และเหตุใดรัฐจึงลงเอยด้วยราคาที่สูงกว่าตัวเลขที่เคยมีผู้เสนอในรอบแรก?

อีกตัวเลขที่ชวนตั้งคำถามคือ ราคาชนะรวมของ USO 3 ทั้ง 5 พื้นที่อยู่ที่ประมาณ 5,423.70 ล้านบาท จากกรอบวงเงินรวมประมาณ 5,485.30 ล้านบาท ต่างกันประมาณ 61.6 ล้านบาท หรือเพียง 1.12%

บางพื้นที่ยิ่งใกล้กรอบวงเงิน เช่น ภาคกลาง ราคาชนะต่ำกว่ากรอบประมาณ 0.48% ภาคเหนือประมาณ 0.68% และภาคใต้ประมาณ 0.90% แม้ตัวเลขนี้ ไม่ได้พิสูจน์ว่าการแข่งขันผิดปกติ เพราะต้นทุนของโครงการอาจมีลักษณะเฉพาะและทำให้ราคาของผู้เสนออยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

แต่สำหรับเงินกว่า 5,400 ล้านบาท ประชาชนมีสิทธิถามว่า แต่ละพื้นที่มีผู้ยื่นข้อเสนอจริงกี่ราย ผ่านคุณสมบัติกี่ราย ราคาของอันดับ 1 – 3 ต่างกันเท่าใด ราคากลางคำนวณอย่างไร และมีการเจรจาหรือปรับราคาหลัง e-bidding หรือไม่ หากทุกอย่างแข่งขันอย่างเต็มที่ การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ก็ยิ่งช่วยยืนยันความโปร่งใสของโครงการ

“ผมขวางใคร” หรือ “ใครได้ประโยชน์?”

เมื่อ นพ.สรณ ตั้งคำถามว่า “ผมขวางใครอยู่หรือ” และขอให้สื่อช่วยตรวจสอบว่าใครได้ประโยชน์หากตนพ้นจากตำแหน่ง แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านคือ ในช่วงที่การประชุมบอร์ด กสทช. ล่มต่อเนื่องจนถึงครั้งที่ 11 เรื่องจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจได้ แต่โครงการ USO 3 มูลค่า 5,423.70 ล้านบาท กลับเดินหน้าจนประกาศผู้ชนะครบทุกพื้นที่ ตามที่สำนักงาน กสทช. ประกาศออกมา คือ

ภาคเหนือ กิจการค้าร่วม TI ซึ่งมี True Internet และ INSET ได้สัญญา 1,248.50 ล้านบาท ภาคอีสาน กิจการค้าร่วม TCI ของ THCOM และ ITEL ได้ 1,884 ล้านบาท ภาคกลาง กิจการค้าร่วม TW ซึ่งมี True Internet และ Wire & Wireless ได้ 761.50 ล้านบาท ภาคตะวันออก–ตะวันตก TCI ได้อีก 564 ล้านบาท และภาคใต้ กิจการค้าร่วม Interlink-TKC ได้ 965.70 ล้านบาท

สำหรับโครงการ USO 3 สิ่งที่ควรเกิดขึ้นต่อจากนี้ไม่ใช่การกล่าวหาว่ามีการฮั้วหรือเอื้อประโยชน์โดยปราศจากหลักฐาน แต่คือ การเปิดข้อมูลเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ อย่างน้อย สำนักงาน กสทช. ควรเปิดเผยเหตุผลการยกเลิกการประกวดราคารอบแรกทั้ง 5 กลุ่ม TOR รอบแรกเทียบกับ TOR รอบใหม่ รายชื่อและราคาของผู้เสนอทุกรายในทั้งสองรอบ และประชาชนได้รับความคุ้มค่าที่สุดแล้วหรือยัง

กสทช. ต้องตอบให้ได้ “ใครได้ประโยชน์”

เมื่อประธาน กสทช. ถามว่า “ผมขวางใครอยู่หรือ” และ “ใครได้ประโยชน์” หากตนพ้นจากตำแหน่ง แต่สังคมก็มีสิทธิถามกลับด้วยมาตรฐานเดียวกันว่า ในวันที่บอร์ดประชุมไม่ได้ แต่โครงการกว่า 5,400 ล้านบาทเดินหน้าได้ ใครได้ประโยชน์?

แต่ที่แน่ ๆ ผู้เสียประโยชน์จากวิกฤต กสทช. คือประชาชน เพราะวาระกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม ดาวเทียม ทีวีดิจิทัล และสิทธิผู้บริโภคยังติดค้าง

ถึงเวลาแล้วที่ กสทช. ต้องกลับมาทำหน้าที่ในฐานะองค์กรกำกับดูแลเพื่อประโยชน์สาธารณะ และเปิดทุกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการ USO 3 ให้ตรวจสอบได้ เพราะเงินกว่า 5,400 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องของผู้ชนะการประมูลเพียงไม่กี่ราย แต่เป็นทรัพยากรที่ต้องถูกใช้เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะคนในพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการโทรคมนาคม ได้ประโยชน์สูงสุด

ก่อนถามว่าใครได้ประโยชน์หากประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่ง อาจต้องตอบประชาชนให้ได้ก่อนว่า วันนี้ใครกำลังได้ประโยชน์จากสิ่งที่ กสทช. ยังเดินหน้าได้ และใครกำลังต้องรับภาระจากสิ่งที่ กสทช. ปล่อยให้หยุดชะงัก