
สภาผู้บริโภคเสนอ ครม. ทบทวนร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตรใหม่ ชี้ยังมีหลายประเด็นที่อาจกระทบต่อการเข้าถึงยาจำเป็น งบประมาณด้านสาธารณสุข และความสามารถของรัฐในการรับมือภาวะฉุกเฉิน
นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2567 กระทรวงพาณิชย์ยกร่างพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ผ่านการรับฟังความคิดเห็นและการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ขณะที่สภาผู้บริโภคได้ติดตามและเสนอความเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค การเข้าถึงยาจำเป็น และการรักษาประโยชน์สาธารณะ
ทั้งนี้ ในมุมมองของสภาผู้บริโภค ร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตรใหม่ นี้ยังมีประเด็นเชิงนโยบายสำคัญที่ควรได้รับการทบทวนก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงยาจำเป็น ความสามารถของรัฐในการดำเนินมาตรการเพื่อประโยชน์สาธารณะ คุณภาพของสิทธิบัตร ความโปร่งใสของกระบวนการพิจารณา และการมีส่วนร่วมของประชาชน
จึงขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างกฎหมายอย่างรอบด้าน และหากเห็นว่าประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะในระยะยาว ควรมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนและปรับปรุงร่างกฎหมาย โดยนำข้อเสนอจากการรับฟังความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาก่อนเดินหน้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป
นางสาวกรรณิการ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงถ้อยคำทางกฎหมาย แต่จะกำหนดทิศทางระบบทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศในระยะยาว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงยา งบประมาณด้านสาธารณสุข ระบบหลักประกันสุขภาพ และความสามารถของรัฐในการรับมือกับวิกฤตด้านสาธารณสุขในอนาคต
สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างกฎหมายอย่างรอบคอบ โดยมีข้อสังเกตสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่
1. รัฐอาจใช้มาตรการเพื่อประโยชน์สาธารณะได้ยากขึ้น
เนื่องจากร่างกฎหมายกำหนดให้การใช้มาตรการ “ใช้สิทธิโดยรัฐ” (Government Use หรือ Compulsory Licensing) ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการ และยังเปิดช่องให้เจ้าของสิทธิบัตรอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลได้ ซึ่งเป็นขั้นตอนเพิ่มเติมจากกฎหมายปัจจุบัน
มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การระบาดของโรค การเกิดสงคราม หรือวิกฤตที่รัฐจำเป็นต้องเร่งจัดหายา วัคซีน หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน หากมีขั้นตอนมากขึ้น อาจทำให้การดำเนินการล่าช้าและกระทบต่อการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน
2. เสี่ยงขยายการผูกขาดยาโดยไม่จำเป็น
ระบบสิทธิบัตรควรคุ้มครองเฉพาะนวัตกรรมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ไม่ควรเปิดโอกาสให้มีการขยายสิทธิผูกขาดจากการนำสารที่มีอยู่แล้วมาอ้างการใช้รักษาโรคในรูปแบบใหม่ (Medical Use Claims หรือ Swiss-type Claims)
หากกฎหมายไม่กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน อาจทำให้เกิดการขยายอายุการผูกขาดสิทธิบัตรโดยไม่จำเป็น ส่งผลให้การแข่งขันลดลง ยาสามัญเข้าสู่ตลาดได้ช้าลง และประชาชนต้องเผชิญกับราคายาที่สูงขึ้น รวมถึงเพิ่มภาระงบประมาณของระบบหลักประกันสุขภาพ
3. กังวลความโปร่งใสในการตรวจสอบสิทธิบัตรลดลง
อีกประเด็นที่สภาผู้บริโภคเป็นห่วง คือ การเปิดเผยข้อมูลคำขอรับสิทธิบัตรและกระบวนการคัดค้านอาจเข้าถึงได้ยากขึ้น ทำให้นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรได้ไม่เต็มที่
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังจำกัดเหตุและระยะเวลาในการคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตร ซึ่งอาจทำให้การตรวจสอบคุณภาพของสิทธิบัตรก่อนอนุมัติไม่มีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสเกิดการให้สิทธิบัตรที่ไม่สมควรได้รับความคุ้มครอง
4. เสนอเพิ่มมาตรฐานการตรวจสอบสิทธิบัตรให้ชัดเจน
สภาผู้บริโภคเสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน เพื่อให้การพิจารณาเป็นมาตรฐาน โปร่งใส และตรวจสอบได้ รวมถึงป้องกันการขยายสิทธิผูกขาดโดยไม่จำเป็น หรือการทำ “Evergreening” ที่ยืดอายุสิทธิบัตรโดยอาศัยการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเพียงเล็กน้อย
พร้อมกันนี้ เห็นว่ารัฐควรเพิ่มศักยภาพของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบสิทธิบัตร ทั้งด้านบุคลากร ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากร มากกว่าการพึ่งพาหน่วยงานภายนอก ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อกังวลด้านความเป็นอิสระและผลประโยชน์ทับซ้อน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



