
สภาผู้บริโภคเสนอปรับร่าง กฎหมายธุรกรรมออนไลน์ ที่กำหนดให้ผู้ที่โต้แย้งความน่าเชื่อถือของข้อมูลต้องพิสูจน์และออกค่าใช้จ่ายเอง อาจทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ ย้ำผู้ให้บริการต้องรับภาระพิสูจน์ระบบและเยียวยาความเสียหาย ไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค
ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ ประธานอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค ให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …. ว่า การปรับกฎหมาย กฎหมายธุรกรรมออนไลน์ ให้ทันเทคโนโลยีต้องคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการควบคู่กัน โดยเฉพาะเมื่อเกิดความเสียหาย ผู้บริโภคต้องสามารถเรียกร้องให้ผู้ให้บริการรับผิดชอบและได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม
ข้อกังวลสำคัญอยู่ที่การกำหนดให้ผู้ที่โต้แย้งความน่าเชื่อถือของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์และออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งอยู่ในร่างมาตรา 12 โดย ผศ.สุทธิชัยเห็นว่า หลักเกณฑ์นี้อาจทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ เพราะการพิสูจน์ว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ อาจต้องใช้รายละเอียดทางเทคนิคที่อยู่กับผู้ให้บริการ ซึ่งผู้บริโภคไม่สามารถเข้าถึงได้ ตัวอย่างเช่น หากผู้ให้บริการนำบันทึกในระบบมายืนยันว่าผู้บริโภคทำรายการหนึ่ง แต่ผู้บริโภคยืนยันว่าไม่ได้ทำ การพิสูจน์ว่าบันทึกนั้นถูกต้องหรือไม่อาจต้องใช้ข้อมูลเบื้องหลังและตรวจสอบการทำงานของระบบ หากผู้บริโภคต้องรับภาระพิสูจน์เอง ก็อาจติดข้อจำกัดทั้งเรื่องการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ทางเทคนิค และค่าใช้จ่าย
“เมื่อผู้บริโภคชี้ให้เห็นความผิดปกติหรือความเสียหาย ผู้ให้บริการควรเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าระบบของตัวเองปลอดภัยและทำงานถูกต้อง เพราะข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบอยู่กับผู้ให้บริการ ผู้บริโภคไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบระบบของบริษัทเองได้” ผศ.สุทธิชัย กล่าว
นอกจากนี้ ควรเขียนหลักคุ้มครองผู้บริโภคไว้ในหมวด 4 ให้ชัดเจนว่า เมื่อเกิดความเสียหายจากข้อบกพร่องของระบบ ผู้ให้บริการต้องรับภาระพิสูจน์ในประเด็นทางเทคนิค เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเรียกร้องสิทธิได้โดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงข้อมูลของบริษัท
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือการกำกับดูแลธุรกิจ โดยการรับรองผู้ให้บริการต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า ธุรกิจแต่ละประเภทจะถูกตรวจสอบและติดตามอย่างไร โดยพิจารณาจากความเสี่ยงต่อผู้ใช้บริการ (ร่างมาตรา 26) หากเปลี่ยนจากระบบขออนุญาตหรือจดแจ้งไปสู่การประกอบธุรกิจได้อย่างเสรี แต่ไม่มีกลไกกำกับดูแลที่เพียงพอ เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคอาจติดตามให้ผู้ให้บริการรับผิดชอบและชดเชยความเสียหายได้ยากขึ้น ดังนั้น จึงเสนอให้กำหนดโครงสร้าง หน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) ไว้ในร่างกฎหมายให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายได้จริง พร้อมทบทวนบทลงโทษให้ครอบคลุมกรณีประกอบกิจการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของธุรกิจ
ด้านสิทธิผู้ใช้บริการ ควรเพิ่มหมวดคุ้มครองผู้ใช้บริการโดยเฉพาะ โดยเทียบเคียงแนวทางของกฎหมายระบบการชำระเงิน พร้อมทบทวนร่างมาตรา 5 ให้มุ่งรับรองสิทธิและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน แทนการเน้นข้อยกเว้นการใช้กฎหมาย รวมทั้งกำหนดให้หน่วยงานรัฐและผู้ให้บริการมีระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกรรม
ทั้งนี้ กฎหมายฉบับใหม่ควรคงหลักการที่ว่า ต้องไม่ลดทอนความคุ้มครองที่ผู้บริโภคมีอยู่ตามกฎหมายอื่น และครอบคลุมธุรกรรมในการดำเนินงานของรัฐด้วย ซึ่งอยู่ในมาตรา 3 วรรคสองของกฎหมายเดิม ขณะเดียวกัน ควรขยายนิยามให้รองรับการประมวลผล การวิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้กฎหมายครอบคลุมการใช้งานในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ผศ.สุทธิชัยยังเสนอให้ตัดข้อความที่กำหนดให้ “การรับรองผู้ให้บริการตามมาตรา 55 และมาตรา 56 รวมถึงการปรับปรุงรายชื่อ ไม่ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง” ในร่างมาตรา 57 วรรคสองออก เนื่องจากกังวลว่าอาจจำกัดช่องทางของผู้ได้รับผลกระทบในการขอให้ศาลปกครองตรวจสอบการใช้อำนาจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยเห็นว่าการรับรองหรือปรับปรุงรายชื่อผู้ให้บริการควรถูกตรวจสอบได้ว่าเป็นไปตามกฎหมายและเป็นธรรมหรือไม่



