Ribbon

ชง 4 ข้อเสนอ เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับงบ – กระจายอำนาจสู่โรงเรียน

ชง 4 ข้อเสนอ เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับงบ - กระจายอำนาจสู่โรงเรียน

ในโลกของการแข่งขัน เรามักถูกสอนว่าการศึกษาคือ “อาวุธ” ในการเอาตัวรอด แต่สำหรับประเทศไทย อาวุธชิ้นนี้กำลังชำรุดและเข้าถึงได้ยากขึ้นทุกที เวที Policy Forum: การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ กลายเป็นพื้นที่ระดมสมองครั้งสำคัญ เมื่อผู้เชี่ยวชาญ ภาคีเครือข่าย และตัวแทนจาก 5 พรรคการเมือง มารวมตัวกันเพื่อถอดบทเรียนวิกฤตการเรียนรู้ สภาผู้บริโภค ร่วมสะท้อนปัญหาในมุมของผู้เรียนและผู้ปกครอง ซึ่งเป็น “ผู้บริโภคการศึกษา” ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายรัฐ ชง 4 ข้อเสนอ เรียนฟรีต้องฟรีจริง กระจายงบประมาณ และอำนาจให้โรงเรียน

จาก “ลู่วิ่งแข่ง” สู่ “มาราธอนชีวิต”

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เสนอภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนว่า การศึกษาไม่ควรถูกมองเป็นการแข่งขันระยะสั้นเพื่อวัดแพ้–ชนะ แต่คือการวิ่งมาราธอน ที่เส้นชัยคือ “คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เรียนแต่ละคน” ไม่ใช่เพียงใบปริญญา

เขาย้ำว่า การศึกษาเป็นบริการสาธารณะของรัฐ เด็กและผู้ปกครองคือผู้บริโภคที่รัฐต้องรับประกันคุณภาพ และต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในระบบที่ยังเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายแฝงและความไม่เป็นธรรม

“เรียนฟรี 15 ปี” วาทกรรมบนแผ่นกระดาษ?

ความจริงที่น่าตกใจคือ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ยังเป็นเพียงเป้าหมายที่ไปไม่ถึง ในทางปฏิบัติ โรงเรียนยังคงเรียกเก็บเงินสมทบ จากผู้ปกครองได้ตามช่องโหว่ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลให้เด็กบางส่วนไม่ได้รับใบรับรองการจบหลักสูตรเพราะค้างชำระค่าเทอม

นอกจากนี้ยังมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” เช่น ค่าเดินทางที่รัฐมองข้าม แต่กลับเป็นกำแพงสูงชันที่ผลักเด็กออกจากระบบการศึกษา สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้รื้อระบบงบประมาณแบบ “รายหัวเสมอหน้า” ที่มองเด็กทุกคนเท่ากันบนตัวเลข แต่ไม่เท่ากันในความเป็นจริง แล้วเปลี่ยนเป็นระบบ “Top-up” เพื่อเติมทรัพยากรให้โรงเรียนในพื้นที่เปราะบางหรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษอย่างตรงจุด

4 ข้อเสนอเขย่าโครงสร้าง เปลี่ยนผ่านสู่ความเท่าเทียม

เพื่อให้การศึกษาไทยหลุดพ้นจากวงจรเดิม สภาผู้บริโภคได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เน้นการแก้กฎหมายและโครงสร้าง

  1. นิยามใหม่ของคำว่า “ฟรี”: ขอให้กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุงมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยให้เพิ่มคำนิยามของ “ค่าใช้จ่ายในการศึกษา” ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อผู้เรียน
  2. รัฐต้องรับผิดชอบหลัก: ปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา โดยการตัดด้อยคำวรรคท้ายของมาตรา 58 (2) ที่ระบุว่า “ให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถาบันประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา โดยเป็นผู้จัดและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา บริจาคทรัพย์สินและทรัพยากรอื่นให้แก่สถานศึกษา และมีส่วนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตามความเหมาะสมและความจําเป็น ทั้งนี้ ให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมและให้แรงจูงใจในการระดมทรัพยากรดังกล่าว โดยการสนับสนุน การอุดหนุนและใช้มาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ตามความเหมาะสมและความจําเป็น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด” ออก
  3. งบประมาณที่เป็นธรรม: ขอให้กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุง มาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เพื่อพัฒนาระบบการจัดสรรงบประมาณการศึกษา โดยเพิ่มเติมข้อความว่า ‘รัฐต้องจัดให้มีการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสม’
  4. ปริญญาตรีใบแรกฟรี: ขอให้ทุกพรรคการเมืองกำหนดนโยบายสนับสนุนสิทธิการเรียนปริญญาตรีใบแรกฟรีในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและทิศทางการพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ ในประเด็นคุณภาพ ผศ.อรรถพล มองว่าการมุ่งติวข้อสอบ PISA เป็นความล้มเหลวที่ซ้ำซากมากว่า 20 ปี ทางออกที่แท้จริงคือการจัดการ “ขนาดโรงเรียนและห้องเรียน” โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนล้นหลามควรถูกกระจายออก เพื่อเพิ่มคุณภาพการดูแลระหว่างครูและศิษย์ และหยุดการดึงทรัพยากรจากโรงเรียนชุมชน

เสียงขานรับจาก 5 พรรคการเมือง

จากการนำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการศึกษาของสภาผู้บริโภค พบว่าพรรคการเมืองหลายพรรคมีท่าทีตอบรับในทิศทางเดียวกัน โดยมีจุดร่วมสำคัญคือ “การทำให้เรียนฟรีเกิดขึ้นจริง” และ “การกระจายอำนาจ”

พรรคไทยก้าวใหม่

ชูการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทั้งระบบ มุ่งทำให้ “เรียนฟรีจริง” ครอบคลุมทุกระดับ ลดภาระหนี้การศึกษา พร้อมเสนอปรับโครงสร้างการบริหารการศึกษาให้เป็นองค์กรอิสระ ลดอำนาจส่วนกลาง เพื่อสร้างความต่อเนื่องและอิสระให้ระบบการศึกษาในระยะยาว

พรรคประชาธิปัตย์

ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมเชิงพื้นที่ เน้นลดค่าใช้จ่ายแฝง โดยเฉพาะค่าเดินทางของนักเรียน เสนอระบบงบประมาณแบบแม่นยำ และผลักดันให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล เพื่อให้บริหารจัดการได้สอดคล้องกับบริบทชุมชน

พรรคประชาชน

มุ่งแก้ปัญหาการเข้าถึงการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เห็นว่ารัฐต้องรับประกันโอกาสของเด็กทุกคน ทั้งด้านการเดินทาง งบประมาณ และหลักสูตร สนับสนุนการปรับสูตรจัดสรรงบประมาณ และเพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้โรงเรียนและครูตามความเหมาะสมของพื้นที่

พรรคภูมิใจไทย

เสนอแนวคิด “เรียนฟรีจริง พลัส” โดยใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำคัญ ลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาของเด็กในทุกพื้นที่

พรรคเพื่อไทย

สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบงบประมาณปัจจุบัน เห็นว่าการจัดสรรงบแบบรายหัวสร้างความเสียเปรียบให้โรงเรียนชนบท และจำเป็นต้องปรับระบบใหม่ เพื่อให้ทรัพยากรไปสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างตรงจุด

เวทีชี้ ศึกษาไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง

ทั้งนี้ ภาพรวมจากเวที สะท้อนชัดว่า การศึกษาไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้างซ้อนทับหลายมิติ ตั้งแต่สังคมที่กำลัง “แก่ก่อนรวย” เด็กเกิดน้อยลงแต่มีกลับต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ปัญหาคุณภาพและสมรรถนะผู้เรียนที่สะท้อนผ่านคะแนน PISA ต่ำต่อเนื่อง ความเหลื่อมล้ำจากนโยบายเรียนฟรีที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ไปจนถึงปัญหาเรียนไม่ตรงงานที่ทำให้แรงงานจำนวนมากต้องใช้เวลาปรับตัวก่อนทำงานได้จริง ส่งผลต่อต้นทุนของทั้งครอบครัวและเศรษฐกิจประเทศ

จึงเสนอให้เร่งปฏิรูปการศึกษาแบบยกโครงสร้าง ตั้งแต่การลงทุนตั้งแต่เด็กแรกเกิด การปรับระบบงบประมาณให้เป็นธรรมและตอบโจทย์กลุ่มเปราะบางมากขึ้น การกระจายอำนาจคืนให้โรงเรียนตัดสินใจใกล้ผู้เรียน ไปจนถึงการยกระดับทักษะแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเชื่อมการศึกษาเข้ากับโลกการทำงานจริง และสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพรองรับอนาคตของประเทศ

ท้ายสุด สภาผู้บริโภคขอเชิญติดตามเวทีเสวนา “ป้ายยา การศึกษาไทย : นโยบายที่ชอบ กฎหมายที่ใช่” การศึกษาไทยจะไปทิศทางไหน หลังการเลือกตั้ง 69 นโยบายที่พรรคเสนอ เปลี่ยนชีวิตผู้เรียนได้จริงหรือไม่ ร่วมฟังคำตอบจากพรรคการเมืองบนเวที ในวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 09.30 เป็นต้นไป ณ อาคาร 11 โซน A ชั้น 1 (Exhibition Hall) มหาวิทยาลัยศรีปทุม หรือรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊ก สภาองค์กรของผู้บริโภค

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง