ข้อเสนอให้ยกเลิกประกาศการจัดเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา

สถานการณ์
ความเดิม
จากการที่กระทรวงศึกษาธิการ ออกประกาศแนวปฏิบัติเรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2555 โดย วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น จากประกาศดังกล่าวทำให้มีโรงเรียนหรือสถานศึกษาบางแห่งเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียมการเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ จากผู้ปกครอง คณะทำงานด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) เห็นว่า ประกาศของกระทรวงศึกษาธิการฉบับดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
ความก้าวหน้าการฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เพื่อยกเลิกประกาศการจัดเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 เวลา 11.00 น. นายสิงห์ชัย สุขแสงรัตน์ ทนายความผู้รับผิดชอบคดี นายโสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สำนักงานสภาผู้บริโภค นายสมชาย คุ้มพูล คณะทำงานด้านการศึกษาสภาผู้บริโภค พร้อมด้วยตัวแทนผู้ปกครองนักเรียนผู้ได้รับความเสียหายจากการถูกเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ได้เดินทางไปที่สำนักงานศาลปกครอง
เพื่อเข้ายื่นฟ้องกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้หยุดการกระทำที่เอาเปรียบผู้บริโภคจากการเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
- ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองสั่งให้สถานศึกษาระงับและหยุดการเรียบเก็บเงินบำรุงการศึกษา
และห้ามกระทำดังกล่าวอีก - ให้สถานศึกษาคืนเงินค่าบำรุงการศึกษาให้แก่
ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเงินจำนวน 8,850 บาท พร้อมดอกเบี้ย 9,583.93 บาท
ผู้ฟ้องคดีที่ 3 เป็นเงินจำนวน 3,850 บาท พร้อมดอกเบี้ย 4,170.82 บาท
ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงินจำนวน 6,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย 6,716.66 บาท - ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 4 ตามกฎหมาย
วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2567 ศาลปกครองมีหนังสือมายังทนายความ เพื่อแจ้งผลการฟ้องคดีโดยสรุปว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง ๔ จะต้องนำคดี มาฟ้องภายในกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุซึ่งคือภายในวันที่
10 มิถุนายน พ.ศ. 2567 กรณีนี้จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ตามมาตรา 51 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
รายละเอียด
- ก.ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ชำระเงินค่าเทอม ปี 2565 ภาคเรียนที่ 1 วันที่ 7 เมษายน 2565 ภาคเรียนที่ 2 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 และปี 2566 ภาคเรียนที่ 1 วันที่ 10 มิถุนายน 2566
- ข. ผู้ฟ้องคดีที่ 3 ชำระเงินค่าเทอม ปี 2565 ภาคเรียนที่ 2 วันที่ 2 พฤศจิกายน 2565
- ค. ผู้ฟ้องคดีที่ 4 ชำระเงินค่าเทอม ปี 2566 ภาคเรียนที่ 2 วันที่ 2 พฤศจิกายน 2565
ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ต้องฟ้องภายในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ผู้ฟ้องคดีที่ 3 ผู้ฟ้องคดีที่ 4 ต้องฟ้องภายในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ศาลมองว่าเป็นการยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี และไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ทนายความได้ยื่นหนังสือเพื่อขยายเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 และศาลปกครองให้ขยายเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ด้วยเหตุผลที่ว่าการฟ้องคดีไม่ใช่การฟ้องละเมิดที่จะมีอายุความ 1 ปีตามที่ศาลวินิฉัย แต่เป็นการฟ้องคดีที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวมซึ่งศาลจะต้องรับไว้พิจารณา
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการและสถานศึกษาระงับหรือหยุดเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา
ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 ทนายความได้ยื่นหนังสือเพื่อขยายเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ซึ่งศาลปกครองให้ขยายเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2567 และยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองชั้นต้นในวันที่ 26 ธันวาคม 2567 หลังจากนั้นศาลปกครองชั้นต้นได้ส่งเรื่องไปที่ศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ในวันที่ 8 มกราคม 2568 และคำสั่งรับอุทธรณ์วันที่ 15 มกราคม 2568 เป็นคำร้องที่ 40/2568
การดำเนินงาน
- 12 กรกฎาคม 2567 ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
- 20 กันยายน 2567 ศาลปกครองมีหนังสือแจ้งผลการรับฟ้องคดี
- 24 ตุลาคม 2567 ขยายเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 โดยศาลอนุญาตให้ขยายเวลาได้ถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567
- 21 พฤศจิกายน 2567 ขยายเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 โดยศาลอนุญาตให้ขยายเวลาได้ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2567
- 26 ธันวาคม 2567 ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองชั้นต้นภายในระยะเวลาที่ขยาย
- 8 มกราคม 2568 ศาลปกครองชั้นต้นส่งคำอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด
- 15 มกราคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับคำอุทธรณ์ไว้พิจารณา เป็นคำร้องหมายเลข 40/2568
- 18 พฤศจิกายน 2568 ศาลนัดฟังคำสั่ง
ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค
เพื่อยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554 อันเป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้เกิดการเรียนฟรีอย่างแท้จริง
ความคืบหน้า
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ศาลปกครองสูงสุดได้มีการนัดฟังคำสั่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บเงินบำรุงค่าเทอมในหลักสูตรพื้นฐาน โดยมีผู้แทนจากหลายฝ่ายเข้าร่วมรับฟัง ทั้งผู้แทนอนุกรรมการ ผู้แทนเด็กและเยาวชน รวมถึงผู้แทนผู้ปกครอง โดยศาลได้พิจารณาและมีคำสั่งในหลายประเด็นสำคัญ ดังนี้
- ประเด็นแรกคือกรณีที่สภาองค์กรของผู้บริโภคเป็นผู้ฟ้องคดี ศาลเห็นว่าสภาองค์กรของผู้บริโภคไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากการจัดการศึกษาเป็นบริการสาธารณะของรัฐ ไม่ใช่การละเมิดสิทธิผู้บริโภคตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ดังนั้นอำนาจฟ้องขององค์กรนี้จึงจำกัดเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้า การรับบริการจากเอกชน หรือการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิผู้บริโภคเท่านั้น
- ผู้ฟ้องคดีที่ 2 และที่ 4 ศาลเห็นว่าทั้งสองมีสิทธิฟ้อง แต่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ได้ยื่นฟ้องเกินกำหนดเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันที่ชำระเงินค่าบำรุงการศึกษา จึงถือว่าเป็นการฟ้องพ้นกำหนดเวลา ไม่สามารถรับไว้พิจารณาได้
- ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ 4 ยื่นฟ้องภายในกำหนดเวลา ศาลจึงมีคำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งให้โรงเรียนสตรีวิทยา 2 เข้ามาเป็นคู่กรณีโดยวิธีการร้องสอด เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความครบถ้วนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

