Ribbon

ข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่

สถานการณ์

การดำเนินงานด้านบริการสุขภาพของสภาองค์กรผู้บริโภคให้ความสำคัญเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้บริโภคกรณีการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติทั้งสีแดงและสีเหลือง โดยพบข้อมูลร้องเรียนที่ชัดเจนว่า ผู้บริโภคมากกว่าร้อยละ 91 ถูกเรียกเก็บเงินจากโรงพยาบาลเอกชนในกรณีเข้ารับบริการสุขภาพฉุกเฉินวิกฤต และประสบปัญหาถูกวินิจฉัยว่าไม่เข้าข่ายวิกฤตสีแดง หรือกรณีวิกฤตสีแดงไม่สามารถโอนย้ายไปยังหน่วยบริการของตนเองที่ขึ้นทะเบียน หรือหน่วยบริการคู่สัญญาได้ภายหลัง 72 ชั่วโมง เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้ผู้บริโภคทุกคนสามารถไปใช้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติสีแดงได้ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนโดยไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงิน ภายใน 72 ชั่วโมง ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือหนี้สินของผู้บริโภค ซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มละลายจากการเจ็บป่วยได้ทั้งที่ควรได้รับบริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย


การดำเนินงาน

  • สภาองค์กรของผู้บริโภค จัดทำข้อเสนอถึงประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (หนังสือสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่ สอบ.นย.193/2565 ลงวันที่ 7 เมษายน 2565 ถึง ประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ)
  • สภาองค์กรของผู้บริโภค จัดทำข้อเสนอถึงประธานคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน(หนังสือสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่ สอบ.นย.194/2565 ลงวันที่ 7 เมษายน 2565)
  • สภาองค์กรของผู้บริโภค จัดทำข้อเสนอถึงอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (หนังสือสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่ สอบ.นย.195/2565 ลงวันที่ 7 เมษายน 2565)
  • สภาองค์กรของผู้บริโภค จัดทำข้อเสนอถึงอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (หนังสือสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่ สอบ.นย.127/2566 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566)
  • สภาองค์กรของผู้บริโภค จัดทำข้อเสนอถึงอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (หนังสือสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่ สอบ.นย.128/2566 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566)

ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค

ข้อเสนอถึงประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

  1. ขอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ออกมาตรการกำกับโรงพยาบาลเอกชนให้ใช้อัตราค่ารักษาพยาบาลในอัตราเดียวกันระหว่างกรณีค่ารักษาพยาบาลในกรณีวิกฤติสีเหลืองเช่นเดียวกับวิกฤตฉุกเฉินสีแดง เนื่องจากเมื่อเกิดวิกฤตฉุกเฉินด้านสุขภาพ เป็นเรื่องยากสำหรับผู้บริโภคที่จะวินิจฉัยตนเองว่า เป็นวิกฤติสีแดงหรือสีเหลือง เมื่อไปใช้บริการย่อมเข้าใจว่าเป็นวิกฤตสุขภาพสีแดงของตนเอง แต่พบว่าหากไม่เข้าข่ายวิกฤตสีแดงจะถูกเรียกเก็บเงินราคาเงินสดซึ่งมีราคาแพงตามการศึกษาของกรมการคภายใน กระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นเพื่อลดข้อร้องเรียนเรื่องราคาแพงของบริการทางการแพทย์ ความขัดแย้งและการเข้าถึงบริการของผู้บริโภค คณะกรรมการควรมีมาตรการกำกับค่ารักษาพยาบาลที่ใช้บริการในกรณีฉุกเฉินวิกฤตสีเหลือง

  2. ขอให้มีมาตรการกำกับค่ารักษาพยาบาลในกรณีภายหลัง 72 ชั่วโมง ในอัตราเดิมกับค่าบริการในระยะเวลา 72 ชั่วโมงหากไม่สามารถโอนย้ายไปยังหน่วยบริการของตนเองที่ขึ้นทะเบียน หรือหน่วยบริการคู่สัญญาได้ หรือหน่วยบริการของรัฐ ภายหลัง 72 ชั่วโมง

  3. ขอให้กรมการค้าภายใน รายงานข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาราคา ค่ารักษาพยาบาล หรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับยา ผลิตภัณฑ์ หรือวัสดุทางการแพทย์เป็นประจำทุกเดือนและรายงานผลการวินิจฉัยของสำนักงานด้วย

จัดทำข้อเสนอถึงประธานคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน

  1. ขอให้ทบทวนเกณฑ์ประเมินคัดแยกระดับความฉุกเฉิน (PA) ในสิทธิ UCEP โดยพิจารณาจาก
    1.1) แนวทางสิทธิ UCEP Plus ที่ครอบคลุมให้กลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน
    (สีเหลือง) สามารถเข้ารักษาโรงพยาบาลใดก็ได้จนกว่าจะหายป่วยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
    1.2) ให้นำข้อคิดเห็นของผู้ป่วยและญาติ เป็นหนึ่งในเกณฑ์ประเมินการคัดแยกระดับความฉุกเฉินเข้ามาพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีเพียง ข้อคิดเห็นทางการแพทย์แต่เพียงฝ่ายเดียว ในการประเมินหลักการดังกล่าว
  1. ขอให้กำหนดการคิดอัตราค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิ UCEP กรณีที่ไม่สามารถส่งต่อผู้ป่วยหลังพ้นภาวะฉุกเฉินวิกฤต 72 ชั่วโมงไปยังการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลตามสิทธิได้ อันเนื่องจากข้อจำกัดของระบบและความไม่เพียงพอของโรงพยาบาลจนกว่าจะหาเตียงได้

จัดทำข้อเสนอถึงอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

  1. ขอให้กำกับสถานพยาบาลเอกชนทุกแห่ง ใช้ระบบบันทึกการประเมินคัดแยกระดับความฉุกเฉิน (Emergency Pre-Authorization : PA) ของผู้ป่วย ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) หากไม่มีการประเมินให้ถือว่าเข้าข่ายวิกฤตฉุกเฉินทุกราย
  2. ขอให้กำกับการเรียกเก็บเงินของโรงพยาบาลเอกชนในการเข้ารับบริการ กรณีผู้ป่วยเข้าข่ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ (สีแดง) สถานพยาบาลต้องให้การรักษาพยาบาลอย่างเต็มความสามารถ โดยห้ามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายภายใน 72 ชั่วโมงแรก
  3. ขอให้มีการตรวจสอบมาตรฐานการให้บริการของสถานพยาบาลเอกชนทุกแห่ง ทุก 2 ปี ว่ามีมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติในการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน อันเป็นไปตามนโยบายสิทธิ UCEP ตามที่กฎหมายกำหนด และรายงานต่อสาธารณะทราบ
  4. ขอให้มีการประชาสัมพันธ์ช่องทางการร้องเรียนแก่ผู้ป่วย กรณีโรงพยาบาลเอกชนไม่ประเมินคัดแยกระดับความฉุกเฉิน และประเมินเข้าเกณฑ์ถูกเรียกเก็บเงิน

จัดทำข้อเสนอถึงอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

  1. ตรวจสอบมาตรฐานการให้บริการของสถานพยาบาลเอกชนทุกแห่ง ตามนโยบายสิทธิ UCEP ตามกฎหมายกำหนด และรายงานต่อสาธารณะ
  2. กำกับสถานพยาบาลเอกชนทุกแห่ง ใช้ระบบบันทึกการประเมินคัดแยกระดับความฉุกเฉิน (Emergency Pre-Authorization : PA)
  3. ประชาสัมพันธ์ช่องทางการร้องเรียนกรณีโรงพยาบาลไม่ประเมินระดับความฉุกเฉิน และเกณฑ์ถูกเรียกเก็บเงิน
  4. กำกับการเรียกเก็บเงินของโรงพยาบาลเอกชนกรณีผู้ป่วยเข้าข่ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ (สีแดง) ต้องให้การรักษาพยาบาลอย่างเต็มความสามารถ โดยห้ามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายภายใน 72 ชั่วโมง

จัดทำข้อเสนอถึงอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

  1. การนำเสนอรายการในงบการเงินของธุรกิจบริการประเภทโรงพยาบาล ควรกำหนดให้แสดงรายละเอียดของรายการที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนค่าบริการรักษาพยาบาลในงบกำไรขาดทุน หรือในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ได้แก่รายการ ค่าจ้างและค่าตอบแทนบุคลากรของหน่วยบริการ ค่ายาและเวชภัณฑ์ใช้ไปค่าเสื่อมราคา-อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
  2. พัฒนาระบบคลังข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจในแง่คุณภาพข้อมูลและการอำนวยความสะดวกในการนำข้อมูลไปใช้

ความคืบหน้า

  • คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการมีหนังสือตอบกลับ ที่ พณ สกกร 0413/6768 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2565
  • กรมสนับสนุนบริการสุขภาพมีหนังสือตอบกลับ ที่ สธ. 0706/286 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2566
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีหนังสือตอบกลับ ที่ พณ 0819/651 ลว. 1 มีนาคม 2566
  • สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ตอบกลับหนังสือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ สอบ.นย. 233/2565 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2566 เรื่อง ขอความร่วมมือสนับสนุนข้อมูล