
ใครควรมีสิทธิตัดสินใจเรื่องเงินและ อนาคตสื่อสาธารณะ ? เปิดบทเรียนจาก 5 ประเทศ ชวนมองบทบาทของประชาชนในการดูแลสื่อที่พวกเขาใช้ ทั้งเรื่องงบประมาณ การป้องกันการแทรกแซง และการรักษาช่องทางรับข่าวสารให้คนทุกกลุ่ม
เมื่อพูดถึง “สื่อสาธารณะ” คนดูอาจนึกถึงข่าวหรือรายการที่สามารถดูได้อย่างอิสระ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ความจริงแล้ว สื่อสาธารณะคือสื่อมวลชนที่ดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยมีความเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำหรือแทรกแซงจากอำนาจรัฐและกลุ่มทุนทางธุรกิจ ที่มาของเงินจึงมีส่วนในการใช้ทำงานและวิธีจัดสรรเงินมีส่วนต่อทั้งความต่อเนื่องของบริการและความเป็นอิสระในการนำเสนอข้อมูล ขณะเดียวกันการมีรายการออกอากาศก็ยังไม่เพียงพอ หากประชาชนบางกลุ่มไม่มีช่องทางรับชม หรือไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นก่อนบริการที่ใช้อยู่จะเปลี่ยนไป
ในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ฟินแลนด์ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา มีทั้งองค์กรผู้ฟังและผู้ชม องค์กรผู้บริโภค และเครือข่ายภาคประชาชนเข้ามาติดตามเรื่องเหล่านี้ บางกลุ่มเสนอให้ลดอำนาจรัฐบาลในการกำหนดเงิน บางกลุ่มเรียกร้องให้คำนึงถึงคนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต และบางกลุ่มชวนประชาชนส่งจดหมายถึงสมาชิกรัฐสภาเพื่อสนับสนุนสื่อสาธารณะ ประสบการณ์เหล่านี้จึงช่วยให้เห็นว่าคนดูมีบทบาทได้มากกว่าการเปิดรับชมหรือเปลี่ยนช่อง
สหราชอาณาจักร: เงินของบีบีซี (BBC) ใครควรเป็นคนตัดสิน?
บีบีซี (BBC) เป็นสื่อสาธารณะของสหราชอาณาจักรที่องค์กรตัวแทนผู้ฟังและผู้ชมอย่างวีแอลวี (VLV – Voice of the Listener & Viewer) ติดตามการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง วีแอลวีให้ความสำคัญกับการรักษาบริการที่ประชาชนเข้าถึงได้ และการป้องกันไม่ให้แรงกดดันทางการเมืองหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจเข้ามากำหนดทิศทางของบีบีซี
ในการทบทวนกฎบัตรบีบีซีปี 2026 ซึ่งเป็นการทบทวนกรอบกำหนดบทบาทและการดำเนินงานขององค์กร วีแอลวีเสนอให้มีคณะกรรมการสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่ประเมินและเสนอระดับเงินสนับสนุนสาธารณะที่บีบีซีควรได้รับ โดยข้อเสนอเกี่ยวกับระดับเงินจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อลดอิทธิพลของรัฐบาลต่อการกำหนดเงินของบีบีซี ซึ่งข้อเสนอนี้ให้ความสำคัญกับคำถามว่าจะจัดสรรเงินอย่างไรไม่ให้กลายเป็นช่องทางกดดันการทำงานของสื่อ ทั้งนี้ การเสนอให้ตั้งคณะกรรมการอิสระเป็นส่วนหนึ่งของข้อเรียกร้องในการทบทวนกฎบัตร ไม่ใช่การประกาศตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว
วีแอลวียังเรียกร้องให้ผู้ชมและผู้จ่ายค่าธรรมเนียมรับชมโทรทัศน์มีส่วนร่วมก่อนที่บีบีซีจะลดหรือปรับบริการสำคัญ เพราะคนที่ใช้บริการควรมีโอกาสบอกว่าการเปลี่ยนแปลงจะกระทบพวกเขาอย่างไร ไม่ใช่รับรู้เมื่อมีการตัดสินใจไปแล้ว การดูแลบีบีซีในมุมนี้จึงมีทั้งการรักษาความเป็นอิสระจากรัฐบาลและการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมไปพร้อมกัน
ออสเตรเลีย: มีบริการอย่างเดียวไม่พอ คนดูต้องหาเจอ
สำหรับคนที่รับชมผ่านสมาร์ททีวี หรือโทรทัศน์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและใช้งานแอปได้ การเลือกดูรายการเริ่มจากหน้าจอหลัก หากแอปของสื่อสาธารณะอยู่ในจุดที่หาได้ยาก คนดูก็อาจเข้าไม่ถึงบริการ องค์กรผู้บริโภคด้านการสื่อสารของออสเตรเลีย หรือ ACCAN (Australian Communications Consumer Action Network) จึงสนับสนุนกติกาที่ทำให้บริการฟรีทีวีและแอปดูรายการย้อนหลังปรากฏในตำแหน่งที่มองเห็นและเปิดใช้งานได้ง่าย
ตั้งแต่ 10 มกราคม 2026 ออสเตรเลียกำหนดให้อุปกรณ์รับชมที่อยู่ภายใต้กติกาและผลิตเพื่อจำหน่ายตั้งแต่วันดังกล่าว ต้องติดตั้งแอปฟรีทีวีของออสเตรเลียไว้ล่วงหน้า และแสดงแอปในตำแหน่งที่มองเห็นได้บนหน้าจอหลักโดยไม่ต้องเลื่อนหรือคลิกก่อน แอปเหล่านี้รวมถึงเอบีซี ไอวิว (ABC iview) และ เอสบีเอส ออนดีมานด์ (SBS On Demand) ซึ่งเป็นบริการรับชมรายการออนไลน์ของสื่อสาธารณะเอบีซีและเอสบีเอส คนดูจึงควรหาแอปเหล่านี้เจอตั้งแต่หน้าแรก ไม่ต้องเข้าไปค้นหาในเมนูหลายชั้น
ส่วนเรื่องเงิน รัฐบาลออสเตรเลียได้เปลี่ยนนโยบายไปสู่การจัดสรรเงินให้เอบีซี และเอสบีเอส เป็นรอบ 5 ปี เพื่อเพิ่มความแน่นอนในการวางแผนงาน ขณะที่เครือข่ายประชาชนเพื่อนเอบีซี (ABC Friends) ผลักดันให้หลักประกันเรื่องรอบเงินดังกล่าวมีฐานทางกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้รักษาการปรับเงินตามต้นทุน
ฟินแลนด์: มีแหล่งเงินเฉพาะ ก็ยังเปลี่ยนกติกาได้
อูเล (Yle) สื่อสาธารณะของฟินแลนด์ มีรายได้หลักจากภาษีที่จัดเก็บเพื่อสนับสนุนสื่อสาธารณะโดยเฉพาะ ในปี 2025 เงินสนับสนุนจากภาษีนี้คิดเป็น 98.4% ของรายได้ทั้งหมด โดยปกติกฎหมายกำหนดให้ปรับเงินตามดัชนี ซึ่งเป็นเกณฑ์คำนวณการปรับเงินสนับสนุนในแต่ละปี
แต่ต่อมามีการแก้กฎหมายให้หยุดปรับเงินในช่วงปี 2025 – 2027 รัฐบาลฟินแลนด์ประเมินว่า ในปี 2027 อูเลจะได้รับเงินน้อยกว่ากรณีที่ปรับเพิ่มตามเกณฑ์เดิมประมาณ 47 ล้านยูโร จำนวนนี้เป็นส่วนต่างจากการไม่ปรับเพิ่มเงิน ไม่ใช่การตัดเงินจากงบเดิมโดยตรง กรณีนี้จึงเตือนว่า แม้จะมีกฎหมายกำหนดแหล่งเงินไว้เฉพาะ กติกาที่ใช้คำนวณเงินก็ยังเปลี่ยนแปลงได้ และส่งผลต่อเงินที่สื่อสาธารณะมีไว้ทำงาน
อีกเรื่องที่องค์กรผู้บริโภคติดตามคือช่องทางรับฟังวิทยุ ในปี 2022 สหภาพผู้บริโภคฟินแลนด์ (Kuluttajaliitto) ยื่นความเห็นต่อข้อเสนอให้ยกเลิกข้อบังคับที่กำหนดให้ผู้ให้บริการเคเบิลถ่ายทอดรายการวิทยุของอูเล องค์กรกังวลว่าคนที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตหรือไม่มีช่องทางรับฟังอื่นอาจเสียโอกาสเข้าถึงข่าวสาร จึงเสนอให้มีเวลาเตรียมตัวก่อนเปลี่ยนระบบอย่างเพียงพอ และแจ้งให้ชัดเจนว่าประชาชนจะรับฟังผ่านช่องทางใดแทนได้บ้าง
ท้ายที่สุด ข้อบังคับสำหรับวิทยุถูกยกเลิกในปี 2025 หลังมีช่วงเปลี่ยนผ่านหนึ่งปี โดยไม่ได้ยกเลิกข้อบังคับสำหรับโทรทัศน์ของอูเล แม้ข้อเสนอขององค์กรผู้บริโภคจะไม่ได้หยุดการเปลี่ยนแปลง แต่ทำให้ปัญหาของคนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตหรือช่องทางรับฟังอื่นถูกนำมาพิจารณาด้วย การเปลี่ยนระบบจึงต้องตอบให้ได้ว่าคนที่เคยใช้บริการเดิมจะรับข่าวสารต่ออย่างไร ไม่ใช่ถือว่าทุกคนพร้อมใช้ช่องทางใหม่เหมือนกันหมด
แคนาดา: คนดูรวมตัวกันเรียกร้องงบให้สื่อสาธารณะ
กลุ่มเพื่อนสื่อแคนาดา (Friends of Canadian Media) เป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานด้านสื่อและสื่อสาธารณะ กลุ่มชวนประชาชนลงชื่อ ส่งจดหมายถึงสมาชิกรัฐสภา และยื่นความเห็นต่อหน่วยงานกำกับ เพื่อเรียกร้องให้ซีบีซี/เรดิโอ – แคนาดา (CBC/Radio – Canada) ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะของประเทศ มีเงินเพียงพอทำงานอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2025 เครือข่ายรายงานว่าแคมเปญรณรงค์เรียกร้องเงินสนับสนุนให้ซีบีซี (Fund the CBC) มีการลงชื่อ ส่งจดหมาย และกิจกรรมจากผู้สนับสนุนรวม 13,865 ครั้ง วิธีเหล่านี้เปิดโอกาสให้คนดูร่วมส่งข้อเรียกร้องไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจเรื่องงบประมาณ โดยไม่ต้องเป็นคนในวงการสื่อก็เข้าร่วมได้
โดยเอกสารงบประมาณของรัฐบาลแคนาดายืนยันว่ามีการจัดสรรเงินเพิ่มให้ซีบีซี/เรดิโอ – แคนาดา 150 ล้านดอลลาร์แคนาดา เพื่อพัฒนาและปรับปรุงบริการ อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ยังแสดงให้เห็นช่องทางที่ประชาชนใช้ส่งเสียงเรื่องอนาคตสื่อสาธารณะได้ นอกเหนือจากการรอรับฟังผลตัดสินใจของรัฐบาล
สหรัฐฯ: องค์กรผู้บริโภคร่วมปกป้องความเป็นอิสระของสื่อ
บทบาทขององค์กรผู้บริโภคในเรื่องสื่อสาธารณะมีตัวอย่างย้อนหลังไปถึงปี 2005 เมื่อสหภาพผู้บริโภค (Consumers Union) และสหพันธ์ผู้บริโภคแห่งอเมริกา (Consumer Federation of America) ร่วมกับองค์กรภาคประชาชนคอมมอนคอส (Common Cause) และฟรีเพรส (Free Press) ร่วมรณรงค์ให้ปฏิรูประบบบรรษัทเพื่อกิจการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ หรือซีพีบี (Corporation for Public Broadcasting: CPB) โดยเรียกร้องให้ลดการแทรกแซงทางการเมือง เพิ่มความโปร่งใส และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น
องค์กรเหล่านี้เรียกร้องให้ลดการแทรกแซงทางการเมือง เปิดเผยการทำงานให้โปร่งใส และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น การเข้าร่วมขององค์กรผู้บริโภคจึงช่วยยืนยันว่า คุณภาพของข่าวสาร ความเป็นอิสระของสื่อ และการเปิดให้ตรวจสอบการทำงาน ล้วนเป็นประเด็นคุ้มครองผู้บริโภคได้ด้วย เพราะผู้ฟังและผู้ชมเป็นผู้ใช้บริการและรับข้อมูลจากสื่อเหล่านี้โดยตรง
อนาคตสื่อสาธารณะ ต้องมีเสียงของประชาชน
เรื่องเงิน การเข้าถึง และการมีส่วนร่วมของประชาชนเกี่ยวข้องกัน สื่อสาธารณะต้องมีเงินเพียงพอให้ทำงานต่อเนื่อง และมีกติกาป้องกันไม่ให้การจัดสรรเงินกลายเป็นเครื่องมือแทรกแซงการทำงาน ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ต้องรับชมและรับฟังได้จริง ไม่ว่าจะใช้โทรทัศน์ วิทยุ หรือบริการออนไลน์ การมีรายการให้ดูจึงยังไม่เพียงพอ หากบางคนไม่มีช่องทางเข้าถึงบริการเหล่านั้น
ตัวอย่างจากทั้ง 5 ประเทศยังทำให้เห็นว่าประชาชนมีส่วนร่วมได้หลายทาง ทั้งการเสนอหลักเกณฑ์จัดสรรเงิน การเรียกร้องให้คำนึงถึงคนที่อาจเสียช่องทางรับข่าวสาร และการรวมตัวส่งข้อเสนอถึงสมาชิกรัฐสภา เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าที่ของคนในวงการสื่อเท่านั้น องค์กรผู้ชม องค์กรผู้บริโภค และเครือข่ายประชาชนก็เข้ามาติดตามและผลักดันได้
เมื่อกลับมามอง อนาคตสื่อสาธารณะ ของไทย บทเรียนเหล่านี้ชวนให้ถามต่อว่า ก่อนจะเปลี่ยนแหล่งเงิน ลดบริการ หรือกำหนดทิศทางใหม่ ประชาชนมีโอกาสรับรู้ข้อมูล แสดงความคิดเห็น และตรวจสอบการตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน การรักษาความเป็นอิสระของสื่อกับการเปิดให้ประชาชนตรวจสอบจึงควรเดินไปด้วยกัน เพราะสื่อที่ใช้เงินสาธารณะต้องมีทั้งเงื่อนไขให้ทำงานได้อย่างอิสระ และความรับผิดชอบต่อคนที่ใช้บริการ ไม่ใช่มองประชาชนเป็นเพียงผู้ชมที่รอรับผลจากการตัดสินใจเท่านั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง



