ในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงการเดินทางด้วยสายการบินต้นทุนต่ำได้ง่ายขึ้น มีหลายสายการบินและหลายราคาให้เลือกเมื่อผู้บริโภคจองตั๋วโดยสาร แต่ด้วยสถานการณ์โรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย ทำให้รัฐบาลประกาศห้ามการเดินทางในทุกระบบ แต่ผู้บริโภคกลับพบปัญหาว่า สายการบินไม่มีนโยบายยกเลิกการเดินทางหรือการคืนเงิน และไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อ ฯลฯ ไม่เพียงเท่านั้น จากสถานการณ์โรคระบาด ผู้คนให้ความนิยมกับการซื้อของออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันมากขึ้น ผู้บริโภคไม่ต้องออกไปซื้อสินค้านอกบ้านก็สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ เพียงไม่กี่วันของเหล่านั้นจะมาส่งถึงหน้าบ้าน แต่ในบางครั้งพบว่าสินค้าที่ซื้อมาไม่ตรงปก ไม่มีคุณภาพตามคำโฆษณา นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการขนส่งล่าช้า ราคาแพง รวมถึงมาตรฐานสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ เช่น รถยนต์ชำรุดบกพร่อง ตลอดจนสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงในเรื่องของการคืนสินค้านั้น ๆ
คณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไปจึงทำการศึกษาต้นตอของปัญหาดังกล่าว เพื่อยื่นข้อเสนอแนะต่อการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค รวมถึงการจัดเวทีผลักดันเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภค ทั้งยังจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังเตือนภัย สภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อเป็นตัวเลือกให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้า
ข้อเสนอนโยบาย และมาตรการที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
สถานการณ์ ประเทศไทยได้มีการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามา โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ราคาของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ลดลงใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน และเพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการเติบโตนี้ได้นำมาซึ่งความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ยังคงปรากฏเป็นปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพและบริการหลังการขายยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง จากการรวบรวมสถิติเรื่องร้องเรียน ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ พบว่ามีกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งสิ้น ๘๔๖ กรณี ปัญหาหลักที่ผู้ร้องพบคือ ศูนย์ปิดบริการหรือต้องซ่อมแซมเอง ปัญหาย่อยที่พบจากการปิดศูนย์บริการ ได้แก่ รถยนต์ชำรุดบกพร่อง (เช่น ชุดควบคุมแบตเตอรี่ทำงานบกพร่อง และอื่น ๆ) ๕๑๕ กรณี ปัญหาการเปลี่ยนป้ายขาว ๑๓๑ กรณี การคืนรถ/การเยียวยา ๘๓ กรณี เงื่อนไขในสัญญาไม่เป็นธรรม ๖๘ กรณี และการโฆษณาเกินจริง ๕๙ กรณี ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นต่อบริษัทผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเป็นอย่างมาก การดำเนินงาน ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค สภาผู้บริโภคจึงได้รวบรวมข้อมูลจากโครงการศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง เพื่อให้เกิดมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และจัดทำข้อเสนอนโยบายต่อคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อพิจารณากำหนดนโยบายระยะยาวของประเทศในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว และมีแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการที่ครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคไปยัง ๘ หน่วยงาน ดังนี้ ๑. ข้อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และกรมธุรกิจพลังงาน (กธพ.) ดังนี้ ๑) ขอให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ วางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion Hub) ในระดับภูมิภาค นอกเหนือจากรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ โดยมุ่งเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการส่งออกให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง และส่งเสริมการดัดแปลงรถยนต์ภาครัฐและรถสาธารณะ เพื่อนำร่องดัดแปลงรถยนต์ในหน่วยงานราชการและสนับสนุนการดัดแปลงรถบริการสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดมลพิษในเมือง ๒) ขอให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาหลักสูตรและผลิตบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงที่มีทักษะสูง รองรับการขยายตัวและยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอนาคต และนำกรณีศึกษาและปัญหาจากค่ายรถมาถอดบทเรียนเชิงนโยบาย เช่น…
ข้อเสนอนโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้สูงอายุในฐานะผู้บริโภคในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์
สถานการณ์และปัญหา อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไปได้ติดตามสถานการณ์ปัญหาการหลอกลวงซื้อขายออนไลน์อย่างต่อเนื่อง พบว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเปราะบางที่เผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และการถูกละเมิดสิทธิหลายรูปแบบ มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกหลอกลวงและเอารัดเอาเปรียบ เนื่องจากข้อจำกัดด้านความรู้เท่าทันเทคโนโลยี และข้อจำกัดทางกายภาพ จากสถิติร้องเรียนปัญหาจากซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์ของสภาผู้บริโภคระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 30 กันยายน 2568 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,690 เรื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 11.63 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการซื้อของไม่ได้ของ การฉ้อโกงหลอกลวง โดยเฉพาะเพจปลอมหลอกซื้อขายสินค้า และการจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรมและเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป สภาผู้บริโภคจึงได้จัดทำโครงการศึกษานโยบายและมาตรการการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิในการซื้อหรือใช้สินค้าและบริการทางออนไลน์ของผู้สูงอายุ และจัดทำข้อเสนอนโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้สูงอายุในฐานะผู้บริโภคในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเสนอต่อกรมกิจการผู้สูงอายุ ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในการส่งเสริมและคุ้มครองผู้สูงอายุ โดยมีประเด็นสำคัญครอบคลุมการปรับปรุงพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 การดำเนินงาน 23 มกราคม 2569 ส่งข้อเสนอ ต่ออธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการ ๑. พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะใน มาตรา ๑๑ ซึ่งบัญญัติเรื่องสิทธิผู้สูงอายุในการได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่างๆ หรือออกกฎกระทรวงขยายความการคุ้มครองภัยออนไลน์ เพื่อรับรองสิทธิผู้สูงอายุในการเข้าถึงสินค้าและบริการในระบบดิจิทัลอย่างปลอดภัย และปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติให้มีผู้แทนจากสภาผู้บริโภคร่วมเป็นกรรมการ ๒. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคธุรกิจ เช่น กรมการค้าภายใน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำกับดูแลราคาสินค้าและอุปกรณ์เทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุให้มีความเป็นธรรม รวมถึงผลักดันมาตรการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุ เช่น การผลักดันสิทธิสนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ให้ครอบคลุมผู้สูงวัยทุกกลุ่ม ที่ไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง และเสนอให้รัฐมีโครงการจัดทำแพลตฟอร์มตลาดผู้สูงอายุ เพื่อเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าสำหรับผู้สูงอายุที่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะ โดยเปิดให้หน่วยงานอื่นหรือเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา การสนับสนุนและการสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้สูงอายุ และเสนอพิจารณาบรรจุในแผนพัฒนาผู้สูงอายุ ๓. ขอให้พิจารณาส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบ…
ข้อเสนอแนะนโยบายในการขายสินค้าที่ต้องมีมาตรฐานบนบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล
สถานการณ์ สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคจำนวนมากในปัญหาการขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และได้รับสินค้าที่ไม่ตรงปก เช่น กลุ่มเสื้อผ้า กลุ่มของใช้ทั่วไปและของตกแต่งบ้าน กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำไม่ได้มาตรฐาน ฯ บนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก ระหว่างเดือนตุลาคม 2565 – กันยายน 2567 จำนวน 118 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวม 126,052 บาท นับเป็นการกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ด้วยติ๊กต๊อก (TikTok) เป็นแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพในการสื่อสารในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้น และมีติ๊กต๊อก ช็อป (TikTok Shop) ที่เป็นแพลตฟอร์มในการซื้อขายสินค้าที่เป็นที่นิยม และมีอิทธิพลต่อผู้ขายและผู้บริโภคอย่างมากในประเทศไทย ดังนั้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่ประกาศในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 คือ สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ปราศจากการหลอกลวงอันไม่เป็นธรรม สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้า สภาผู้บริโภค จึงขอความร่วมมือในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค โดยมีข้อเสนอแนะถึงกรรมการผู้จัดการ บริษัท ติ๊กต๊อก ช็อป (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพิจารณาดำเนินการ การดำเนินงาน 18 พ.ย. 2567 ฝ่ายนโยบายและนวัตกรรมส่งหนังสือ เรียน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ติ๊กต๊อก ช็อป (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมรายงานสถิติร้องเรียนการขายสินค้าบนบริการแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ความคืบหน้า 19 พ.ค. 2568 บริษัท ติ๊กต๊อก ช็อป (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตอบกลับการดำเนินการ ดังนี้ บริษัท ติ๊กต๊อก ช็อป (ประเทศไทย)…
ข้อเสนอแนะนโยบายเพื่อการป้องกันภัยจากการจำหน่าย การจัดเก็บ และการขนส่งก๊าซหุงต้ม
สถานการณ์ ได้รับข้อมูลจากสมาคมผู้บริโภคสงขลาซึ่งเป็นหน่วยงานประจำจังหวัดสงขลา ของสภาผู้บริโภค ซึ่งได้ทำการสำรวจความปลอดภัยในการใช้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือนในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคใต้ พบปัญหาที่เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยร่วมกันคือ มีการใช้ถังก๊าซที่หมดอายุ หรือไม่ระบุวันหมดอายุ สภาพถังเก่าเป็นสนิมไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน โดยส่วนใหญ่เป็นการซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าในชุมชน การดำเนินงาน 7 สิงหาคม 2568 สำนักงานสภาผู้บริโภคส่งหนังสือเรียนอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อพิจารณาดำเนินการ ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค 1. ขอให้พิจารณาสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรที่เหมาะสมเพียงพอให้แก่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ให้สามารถปฏิบัติงานด้านการเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส ตรวจสอบ รวมถึงส่งเสริมให้จังหวัด สนับสนุนและเสริมสร้างบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการเข้ามามีส่วนร่วมและกำกับดูแลการจำหน่ายก๊าซหุงต้มในร้านค้าปลีกรายย่อยใกล้บ้านหรือร้านชำ ซึ่งเป็นจุดกระจายสินค้าที่ใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด เพื่อให้การเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยในชุมชนเป็นไปอย่างใกล้ชิดและทันท่วงที 2. ขอให้พิจารณาขยายผลการศึกษาจากการสำรวจความปลอดภัยการใช้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือนในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคใต้ ไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อให้การดูแลความปลอดภัยและสิทธิของผู้บริโภคเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ รวมทั้งให้มีการจัดเก็บข้อมูลสถิติเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้ก๊าซหุงต้ม การให้ความรู้เพื่อความปลอดภัยในการใช้ก๊าซหุงต้มแก่ผู้ประกอบการและประชาชนอย่างทั่วถึง 3. ขอความอนุเคราะห์ประชาสัมพันธ์สื่ออินโฟกราฟฟิก เรื่อง ถังแก๊สหมดอายุ เสี่ยงไฟไหม้ ของสภาผู้บริโภคตามช่องทางสื่อสารที่เห็นสมควร ความคืบหน้า 8 สิงหาคม 2568 – กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รับหนังสือ
ข้อเสนอมาตรการแก้ปัญหาการเรียกคืนถุงลมนิรภัยยี่ห้อทาคาตะในประเทศไทย
สถานการณ์ แม้ว่ากรมการขนส่งทางบก สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และบริษัทรถยนต์ได้ดำเนินมาตรการติดตามเรียกคืนถุงลมนิรภัยทาคาตะอย่างต่อเนื่อง แต่จากข้อมูลของสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ณ วันที่ 6 กันยายน 2566 เรียกคืนชุดสร้างแรงดันถุงลมเสริมความปลอดภัย (ถุงลมนิรภัย) ยี่ห้อทาคาตะ ในประเทศไทยพบเจอว่ามีรถยนต์อยู่ในข่ายต้องเปลี่ยน จำนวนทั้งสิ้น 1,660,341 คัน และดำเนินการเปลี่ยนไปแล้ว 1,084,579 คัน แต่ยังเหลือ 575,762 คัน ที่ยังไม่ได้ทำการเปลี่ยน ซึ่งก็นับเป็นจำนวนคงเหลืออีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 อย่างไรก็ตามการมีรถยนต์ที่เข้าข่ายต้องเปลี่ยนถุงลมนิรภัยใช้งานอยู่บนถนน มีแนวโน้มเป็นอันตรายทั้งต่อผู้ขับรถยนต์ และต่อผู้ร่วมใช้ถนน และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ได้มีข้อกำหนดเอาไว้ว่า รถที่จะนำมาใช้จะต้องมีสภาพมั่นคง แข็งแรง มีลักษณะ และขนาด ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับ ผู้โดยสาร ผู้ขับขี่รถคันอื่นๆ คนเดินถนน รวมทั้งสภาพแวดล้อมต่างๆ ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบรถให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน โดยรถที่ต้องตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี ด้านการรณรงค์และประชาสัมพันธ์พบปัญหาว่าการรับรู้ถึงปัญหาถุงลมนิรภัยทาคาตะไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสื่อสารไม่ต่อเนื่อง ทำให้เจ้าของรถยนต์บางส่วนไม่รู้ถึงปัญหานี้ ดังนั้นการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ การประชาสัมพันธ์ผ่านวิทยุกระจายเสียง และวิทยุท้องถิ่น มีความจำเป็น ควรต้องทำอย่างสม่ำเสมอ และต้องการการร่วมมือกันประชาสัมพันธ์ในทุกภาคส่วน ทั้งกรมการขนส่งทางบก สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บริษัทรถยนต์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค บริษัทประกันภัย รวมถึงสภาองค์กรของผู้บริโภคเองก็ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึงปัญหาและอันตรายให้มากที่สุด จากตัวเลขอัตราการนำรถยนต์ที่เข้าข่ายต้องเปลี่ยนถุงลมนิรภัยติดต่อเปลี่ยนที่ศูนย์บริการเพิ่มมากขึ้นขึ้นในช่วงที่มีการประชาสัมพันธ์ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เพื่อให้เกิดมาตรการการจัดการให้มีการนำรถยนต์ที่เข้าข่ายนำรถยนต์เข้ามาเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ นั้น กรมการขนส่งทางบก สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และ 8 บริษัทรถยนต์ ร่วมลงนามบันทึกความตกลง “โครงการความร่วมมือการรณรงค์ส่งเสริมและสนับสนุนให้นำ รถยนต์เข้าตรวจสอบและแก้ไขถุงลมนิรภัย” และพัฒนาพร้อมเปิดใช้งาน “ระบบแจ้งเตือนถุงลมนิรภัย” เพื่อให้ประชาชนเร่งนำรถรุ่นที่เข้าข่ายใช้ถุงลมนิรภัยที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ารับการตรวจสอบ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะทำให้ทราบข้อมูลของเจ้าของรถยนต์ที่เป็นปัจจุบัน และเป็นการสื่อสารโดยตรงกับเจ้าของรถยนต์ให้ทราบได้ทันที…
ข้อเสนอแนะเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในการใช้บริการขนส่งพัสดุในรูปแบบเก็บเงินปลายทาง
สถานการณ์ จากการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่มีการซื้อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก ไอจี ติ๊กต็อก และไลน์ ที่พัฒนารูปแบบการใช้งานช่วยให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าบนออนไลน์ได้ง่าย และสะดวกมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจขนส่งสินค้าแบบด่วนในประเทศไทยมีการเติบโตและแข่งขันสูงขึ้น มีผู้ให้บริการขนส่งทั้งภาครัฐและเอกชนรายใหม่เกิดขึ้น รวมถึงมีรูปแบบบริการส่งสินค้าที่ตอบสนองผู้บริโภคที่หลากหลาย โดยเฉพาะการส่งพัสดุเก็บเงินปลายทาง (COD) ซึ่งเป็นบริการส่งพัสดุที่เกิดขึ้นเพื่อลูกค้าที่ต้องการความมั่นใจในการสั่งซื้อสินค้า และไม่สะดวกโอนเงิน หรือใช้บัตรเครดิต ซึ่งผู้รับพัสดุจะชำระเงินค่าสินค้าก็ต่อเมื่อพนักงานของบริษัทขนส่งมาส่งสินค้าที่ปลายทางแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ดี จากการติดตามสถานการณ์การละเมิดสิทธิผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าออนไลน์และการขนส่งพัสดุสินค้าของสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) พบว่าในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2566 สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนด้านสินค้าและบริการทั่วไปจากผู้บริโภคทั้งสิ้น 11,623 กรณี โดยมีกลุ่มปัญหาซื้อของไม่ได้ของ ส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามที่ตกลง ไม่รับคืนหรือเปลี่ยนสินค้า ไม่คืนเงินให้กับผู้บริโภคมากถึง 8,719 กรณี หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด โดยผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิแม้จะใช้วิธีการซื้อสินค้าออนไลน์ด้วยการให้ส่งพัสดุเก็บเงินปลายทาง หรือ COD แล้วก็ตาม เช่น มีการแอบอ้างส่งสินค้าเพื่อเก็บเงินปลายทางโดยที่ผู้บริโภคไม่ได้สั่งซื้อ การขายหรือส่งสินค้าที่ไม่ตรงตามที่ผู้บริโภคสั่งซื้อ ขายสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพหรือใช้งานได้ (สินค้าไม่ตรงปก) การปกปิดข้อมูลของผู้ส่งสินค้า การแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ส่งสินค้าไม่ครบถ้วนหรือไม่สามารถติดต่อได้ เป็นต้น ทั้งนี้เหตุที่เกิดขึ้นมักจะเป็นสินค้าราคาไม่สูง ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเห็นว่าไม่คุ้มค่าที่จะต้องเสียเวลา หรือเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการติดตามเรื่องเพื่อให้ได้รับการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น สภาผู้บริโภค เห็นว่า วิธีการซื้อสินค้าออนไลน์ด้วยการให้ส่งพัสดุเก็บเงินปลายทาง หรือ COD นั้นยังไม่สามารถปกป้องผู้บริโภคจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงได้ แต่หากผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองสิทธิที่จะขอเปิดดูสินค้าที่อยู่ในหีบห่อก่อนการจ่ายค่าสินค้าและส่งมอบโดยความยินยอมร่วมกันทั้งฝ่ายผู้บริโภคและฝ่ายผู้ส่งสินค้า จะช่วยจัดการปัญหาการถูกหลอกลวงจากการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ได้มากขึ้น ดังนั้น สภาผู้บริโภคจึงมีข้อเสนอแนะต่อบริษัท เพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังต่อไปนี้ การดำเนินงาน ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ความคืบหน้า 13 พ.ย. 2566 นายพิสิษฐ์ ชิ้นปิ่นเกลียว ส่วนระบบบริการการเงิน ฝ่ายจัดระบบปฏิบัติการไปรษณีย์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด…
ข้อเสนอต่อปัญหาการยกเลิกเที่ยวบิน ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
สถานการณ์ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) ส่งผลให้เกิดปัญหาการยกเลิกเที่ยวบิน (Flight Cancellation) และมีผู้ที่ไม่ได้รับเงินคืนจากการซื้อตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า จากสายการบินของไทย ทั้งในเส้นทางในประเทศและระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ในฐานะหน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพฯ สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 100 ราย การดำเนินงาน สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอแนะถึงปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือน (กพท.) และคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ปรับปรุงมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ใช้บริการสายการบินของไทยในเส้นทางการบินระหว่างประเทศ นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภคประชุมหารือเรื่อง แนวทางการคุ้มครองผู้โดยสารในเส้นทางการบินภายในประเทศ และระหว่างประเทศ และเชิญผู้แทนจาก กพท. เป็นวิทยากรให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้โดยสาร ที่เดินทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ โปรแกรมซูม (Zoom Meeting) ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ความคืบหน้า วันที่ 5 สิงหาคม 2565 หัวหน้ากองคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการ ฝ่ายกำกับดูแลทางเศรษฐกิจ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) แจ้งต่อสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภคเกี่ยวกับความคืบหน้าของ (ร่าง)ข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือน ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสาร ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กพท. ในขั้นตอนการพิจารณาตัวร่างฉบับเต็ม ก่อนนำไปรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย เนื่องจากเนื้อหาในร่างใหม่มีข้อพิจารณาจำนวนมาก จึงมีการปรับแผนใหม่นั้น คาดว่าจะมีผลใช้บังคับในปี 2566 ซึ่งก็ได้นำความเห็นจากสภาองค์กรของผู้บริโภคมาใช้ในการพิจารณาร่างด้วย
ข้อเสนอนโยบายการรับรองแสดงตัวตนของผู้ขายสินค้าและบริการทางออนไลน์ (e-KYM)
ข้อเสนอเชิงนโยบายจากสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) เกี่ยวกับวิกฤตการณ์การซื้อขายสินค้าออนไลน์ในประเทศไทย จากข้อมูลสถิติตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2568 พบว่ามีเรื่องร้องเรียนรวมทั้งสิ้น 1,690 เรื่อง สร้างมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 11.63 ล้านบาท โดยปัญหาหลักเกิดจากการฉ้อโกงแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก เป็นช่องทางที่พบปัญหามากที่สุด ข้อเสนอหลักคือการผลักดันนโยบาย e-KYM เพื่อกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์มีหน้าที่ตรวจสอบและรับรองตัวตนผู้ขายอย่างเข้มงวด ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อสร้างความโปร่งใส ป้องกันบัญชีม้า และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และโซเชียลคอมเมิร์ซให้เท่าเทียมกัน 1. สถานการณ์ปัญหาและสถิติการร้องเรียน ความนิยมในการซื้อขายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากความสะดวกและราคาที่ถูกกว่าตลาดทั่วไป มาพร้อมกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้น โดยสภาผู้บริโภคได้ระบุประเด็นสำคัญ ดังนี้ สรุปตัวเลขสถิติ (1 ต.ค. 2567 – 30 ก.ย. 2568) ตารางวิเคราะห์ปัญหาแยกตามช่องทางจำหน่าย (รายการหลัก) ประเภทปัญหา เฟซบุ๊ก ตลาดออนไลน์ ติ๊กต็อก เว็บไซต์ อื่นๆ รวม (เรื่อง) ไม่ได้รับสินค้า/ไม่ถูกต้อง 357 82 36 16 23 514 ฉ้อโกง/หลอกลวง 257 27 8 5 23 320 สินค้าไม่ได้รับมาตรฐาน 20 112 23 2 1 158 สินค้าชำรุดบกพร่อง 56 70 17 10 5 158 โฆษณาเป็นเท็จ/เกินจริง 50 40 13 10 12 125 2. มูลค่าความเสียหายแยกตามลักษณะปัญหา จากการวิเคราะห์มูลค่าความเสียหาย พบว่าปัญหาด้านการหลอกลวงสร้างผลกระทบทางการเงินสูงที่สุด โดยมีรายละเอียดดังนี้ 3. ข้อเสนอนโยบายการรับรองแสดงตัวตนผู้ขาย (e-KYM) สภาผู้บริโภคได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการตรวจสอบและความโปร่งใสบนแพลตฟอร์มดิจิทัล 6 ประการ ดังนี้ 1) การตรวจสอบและรับรองตัวตน กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบตัวตนผู้ขายทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาอย่างเข้มงวด โดยบังคับให้แสดงข้อมูลสำคัญบนหน้าหลักของร้านค้า ได้แก่ ชื่อ, ที่อยู่, ตำแหน่งร้านค้า, เบอร์โทรศัพท์ และบัญชีธนาคารที่ใช้รับเงิน 2) การคัดกรองเอกสารก่อนอนุญาตให้ขาย แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบบัตรประชาชน หนังสือรับรองนิติบุคคล หรือเอกสารบัญชีธนาคารก่อน และต้องแสดง “ป้ายรับรองผู้ขาย” ให้เห็นอย่างชัดเจนที่หน้าแรกของร้านค้าสำหรับร้านที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว 3) การเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์รับรองจากภาครัฐ แพลตฟอร์มต้องจัดระบบให้ผู้ค้าสามารถแสดงเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานรัฐได้…
Request for Cooperation to Combat Fraud and Scams on Facebook
Situation As an official consumer protection organization under Thai law, the Thailand Consumers Council (TCC) seeks cooperation from Meta Platforms, Inc. to address the increasing cases of fraud and scams on Facebook, which have caused significant harm to Thai consumers over the past few years. Between October 2022 and September 2024, the TCC received a substantial number of fraud complaints from consumers who actively use Facebook, a platform that is highly popular among Thais. The complaints encompass instances of counterfeit…
ข้อเสนอนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาบริการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์
สถานการณ์ สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคที่ประสบปัญหาจากบริการธุรกิจนำเที่ยวภายในและภายนอกราชอาณาจักรในช่วงตุลาคม 2565 – มกราคม 2567 รวมทั้งสิ้น 686 เรื่อง มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 67 ล้านบาท โดยลักษณะปัญหาที่มีการร้องเรียน 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) ปัญหาการยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวก่อนการเดินทาง และการยกเลิกที่พัก คิดเป็นร้อยละ 85.86 2) ปัญหาการยกเลิกบริการไม่ได้ คิดเป็นร้อยละ 5.10 3) ปัญหาการโฆษณาเสนอขายโปรแกรมทัวร์ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด คิดเป็นร้อยละ 2.19 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคและไม่มีการชดเชยเยียวยาความเสียหายต่อผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม สถานการณ์ปัญหาภัยทุจริตทางการเงินที่เกิดจากบริการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์(ธุรกิจนำเที่ยว) ซึ่งสภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากกรณีบริษัทนำเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่ ยกเลิกทัวร์ท่องเที่ยว แต่บริษัทฯ ยังไม่คืนเงินให้แก่ผู้บริโภคและมีผู้เสียหายจำนวนหลายร้อยราย ซึ่งทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบและสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก โดยบริษัทที่ถูกร้องเรียนสูงสุดลำดับที่หนึ่งคือ บริษัท อ้วน ผอม อะราวด์ เดอะ เวิลด์ จำกัด และอันดับที่สองคือ บริษัท บลูนาวี หัวหิน จำกัด การดำเนินงาน จากสถิติเรื่องร้องเรียนจากธุรกิจนำเที่ยว สภาผู้บริโภคพบว่า เกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจได้เปิดให้ผู้บริโภคเข้าทำสัญญาซื้อบริการนำเที่ยวล่วงหน้า กล่าวคือการที่ผู้บริโภคต้องนำเงินทั้งหมดไปซื้อบริการที่จะได้รับในอนาคต รวมถึงมีการโฆษณาขายบริการนำเที่ยวในราคาที่ถูกเกินจริง และกำหนดเวลาให้ตัดสินใจน้อยเพื่อทำให้ผู้บริโภคต้องรีบตัดสินใจในทันทีโดยไม่อาจพิจารณาให้รอบด้าน ว่าราคากับบริการที่ได้รับนั้นเป็นไปได้จริงหรือไม่ และเมื่อตรวจสอบบริษัทที่เกิดปัญหาจากการดำเนินธุรกิจในลักษณะดังกล่าว มักพบว่ามีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทถูกต้องแต่กลับขาดการส่งงบการเงินเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือบางครั้งมีใบอนุญาต แต่ใบอนุญาตหมดอายุ จากปัญหาข้างต้น สภาผู้บริโภคจึงได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้บริโภค รวมถึงให้หน่วยงานที่มีอำนานจหน้าที่เข้าดำเนินการกับบริษัทนำเที่ยวที่ไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ในส่วนของมาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ของประเทศไทย ที่เกี่ยวกับธุรกิจนำเที่ยว พบว่ามีกฎหมายหลายฉบับออกมาเพื่อรองรับอุตสาหกรรมนำเที่ยวของไทย ที่มีการขยายตัวเป็นอย่างมาก แต่กฎหมายที่เยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายกลับไม่ได้มีการพัฒนาไปตามอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้น สภาผู้บริโภคจึงเห็นว่าเพื่อป้องกันผู้ประกอบธุรกิจที่เอาเปรียบผู้บริโภค และปกป้องผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจ ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีอำนาจออกกฎกระทรวง ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 โดยคณะกรรมการธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศก์…
ข้อเสนอต่อปัญหามาตรฐานคุณภาพของหน้ากากอนามัยชนิดใช้ครั้งเดียว ระดับการป้องกันทั่วไป ระดับใช้ทางการแพทย์และศัลยกรรม
สถานการณ์ มีผู้บริโภคร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ในประเด็นข้อสงสัยด้านประสิทธิภาพหน้ากากอนามัยที่ประชาชนใช้เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาจำนวนผู้ติดเชื้อฯ ในระลอกที่ 3 มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ประชาชนทั่วไปจะปฏิบัติตามมาตรการของรัฐอย่างครบถ้วน เช่น สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ด้านนอก ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ การเว้นระยะห่าง ทำงานที่บ้าน จึงมีข้อสังเกตว่า หน้ากากอนามัยที่ใช้กันทั่วไป อาจไม่มีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอในการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 จึงเสนอมายังสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) เพื่อให้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานหน้ากากอนามัยที่วางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด การดำเนินงาน คณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สอบ. ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ดำเนินการสำรวจหน้ากากอนามัยแบบชนิดใช้ครั้งเดียว ตามข้อร้องเรียนจากผู้บริโภค ที่เกิดความไม่มั่นใจต่อคุณภาพในการป้องกันโรคของหน้ากากอนามัยชนิดใช้ครั้งเดียว โดยได้จัดเก็บตัวอย่างเพื่อดำเนินการทดสอบคุณภาพมาตรฐานของหน้ากากอนามัยที่วางจำหน่ายช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม พ.ศ.2564 และจัดเก็บข้อมูลการแสดงฉลากต่อผู้บริโภค จำนวน 60 ตัวอย่าง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการกรอง อนุภาคขนาดเล็ก (Filter Efficiency) ทดสอบความสามารถในการซึมผ่านของอากาศ (Air Permeability) โดยอ้างอิงจากมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของหน้ากากอนามัย มาตรฐาน มอก. 2424-2562 และมาตรฐาน มอก. 2480-2562 ระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม – 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 จากการทดสอบพบว่า หน้ากากอนามัยชนิดใช้ครั้งเดียวกว่าร้อยละ 68 ไม่ผ่านมาตรฐาน จึงได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อเร่งรัดดำเนินการกำกับดูแลตามอำนาจและหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานโดยทันที ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค 1. ข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) 1.1 ขอให้ สคบ. ควบคุมฉลากบรรจุภัณฑ์ของหน้ากากอนามัยแบบใช้ครั้งเดียว ให้เป็นไปตามเกณฑ์ ข้อกําหนด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินคาได้ถูกต้องตามการแบ่งประเภทของหน้ากากอนามัย…














