Ribbon

เด็ก 42% เจอความรุนแรงใน รร. เดินหน้าตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ” ดูแลตั้งแต่แจ้งเหตุถึงเยียวยา

Getting your Trinity Audio player ready...
เด็ก 42% เจอความรุนแรงใน รร. เดินหน้าตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ” ดูแลตั้งแต่แจ้งเหตุถึงเยียวยา

เมื่อความรุนแรงในโรงเรียนไม่อาจจบลงเพียงการถูกบังคับให้ขอโทษหรือตบไหล่กันในโรงเรียน การมี “จุดรับแจ้งเหตุ” เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่เด็กต้องการไม่ใช่แค่คนรับฟัง แต่คือระบบที่มีกลไกช่วยประสานการแก้ปัญหา ส่งต่อการช่วยเหลือ ติดตามผล อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าหลังจากแจ้งเหตุแล้วเด็กจะไม่ถูกปล่อยให้รับมือกับปัญหาเพียงลำพัง

จากกรณีการกราดยิงในโรงเรียนเมื่อเร็วๆ นี้ ตอกย้ำเหตุผลในการสนับสนุนให้มี “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย” ที่กระทรวงศึกษาธิการได้ริเริ่มขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการคุ้มครองผู้เรียนและบุคลากรในสถานศึกษา ตั้งแต่การรับเรื่อง ช่วยเหลือ ประสานงาน ส่งต่อปัญหาไปยังผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการติดตามผล และเยียวยาเด็กผู้เสียหายไม่ว่าจะเกิดกับร่างกายหรือจิตใจ

ศธ.เดินหน้าจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ

แนวคิดการรับมือกับปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนเริ่มชัดเจนมากขึ้นจากความเคลื่อนไหวของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามการใช้ระบบทราฟฟี่ ฟองดูว์ สำหรับการศึกษา (Traffy Fondue for Education) ถึงการยกระดับมาตรการความปลอดภัยและการให้ความช่วยเหลือในสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยเตรียมรวมศูนย์การรับแจ้งเหตุและความช่วยเหลือไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อให้การจัดการปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในระยะสั้น กระทรวงศึกษาธิการเตรียมจัดอบรมการใช้งานระบบให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 15–16 สิงหาคม 2569 ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการแจ้งเหตุผ่าน Traffy Fondue for Education และเชื่อมการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นระบบมากขึ้น

และล่าสุด เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการประกาศจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ของกระทรวงศึกษาธิการ” หรือชื่อย่อ “ศพส.” อย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการคุ้มครอง ส่งเสริม และพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ รวมถึงความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจให้แก่เด็กนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา

“ศูนย์พิทักษ์สิทธิ” ต้องเป็นมากกว่าจุดรับแจ้งเหตุ

นางสาวจิรัชว์ชยา คำมี ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานศึกษามีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งด้านความรุนแรง การละเมิดสิทธิ สุขภาพจิต อุบัติเหตุ รวมถึงภัยจากสื่อออนไลน์และเทคโนโลยี จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบที่สามารถดูแลและคุ้มครองสิทธิของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างรอบด้าน

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 สภาผู้บริโภคได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีการหารือถึงแนวทางพัฒนาระบบคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยในสถานศึกษา

นางสาวจิรัชว์ชยา กล่าวว่า หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการทำหน้าที่เป็น “กลไกกลาง” ในการรับเรื่องร้องเรียน ช่วยเหลือ ประสานงาน ส่งต่อ และติดตามผล เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ เนื่องจากที่ผ่านมา การดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ยังมีลักษณะแยกส่วน ทำให้การรับเรื่องและการช่วยเหลือบางกรณีอาจขาดความความเชื่อมโยงและประสานงานอย่างต่อเนื่อง

ระบบดังกล่าวควรมีช่องทางให้เด็กและผู้ได้รับผลกระทบสามารถแจ้งเหตุได้ง่ายและปลอดภัย เช่น ช่องทางออนไลน์ รวมถึงมีจุดรับเรื่องเบื้องต้นที่ผู้ร้องเรียนสามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะกรณีที่ไม่กล้าแจ้งปัญหาผ่านบุคลากรในสถานศึกษา พร้อมกำหนดมาตรฐานการตอบสนองต่อเหตุเร่งด่วน การรักษาความลับ และการส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จาก “ห้องปกครอง” สู่ “ห้องอุ่นใจ”

อย่างไรก็ตาม การมีระบบดิจิทัลหรือศูนย์รับแจ้งเหตุเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะหัวใจสำคัญอีกด้านคือ การทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัยพอที่จะขอความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาความรุนแรงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการลงโทษ แต่ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบด้วย โดยข้อเสนอหนึ่งคือการปรับแนวคิดจากห้องปกครอง ไปสู่พื้นที่ที่เด็กสามารถเข้ามาพูดคุยและขอความช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย เช่น แนวคิดห้องอุ่นใจ

นอกจากนี้ ควรพัฒนาทักษะของบุคลากรในการพูดคุยและสอบข้อเท็จจริงกับเด็กอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงที่จะสร้างผลกระทบทางจิตใจซ้ำ และควรพิจารณาแยกบทบาทของครูผู้สอนออกจากบทบาทผู้ดูแลหรือให้คำปรึกษา เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลจากบุคลากรที่มีความเหมาะสม

เด็กไทย 42% เคยพบความรุนแรงในโรงเรียน

นางสาวจิรัชว์ชยา ให้ข้อมูลว่าผลสำรวจของสภาผู้บริโภค ระหว่างวันที่ 8 – 22 เมษายน 2568 จากผู้ตอบแบบสอบถาม 798 คน พบว่า 42% หรือ 337 คน เคยมีประสบการณ์หรือพบเห็นความรุนแรงในโรงเรียน สะท้อนว่าปัญหาความรุนแรงไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็นปัญหาที่ต้องมีระบบป้องกันและช่วยเหลืออย่างจริงจัง

ความรุนแรงที่พบครอบคลุมทั้งทางกาย วาจา สังคม และไซเบอร์ โดยเฉพาะความรุนแรงทางวาจา เช่น การพูดจาทำร้ายจิตใจ การนินทา การพูดเสียดสี หรือล้อเลียนรูปร่างและบุคลิก ซึ่งแม้จะไม่ทิ้งบาดแผลทางกาย แต่สามารถลดทอนคุณค่าและส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของเด็กได้

ขณะที่การรังแกทางร่างกาย เช่น การตี การต่อย หรือการเตะ ยังคงพบในสัดส่วนสูงเช่นกัน สะท้อนว่าความรุนแรงในโรงเรียนมีทั้งรูปแบบที่มองเห็นได้ชัดเจนและรูปแบบที่อาจถูกมองข้าม เพราะไม่มีบาดแผลทางกายให้เห็น

นอกจากนี้ เมื่อความรุนแรงขยายไปสู่โลกออนไลน์ เด็กอาจไม่สามารถหลีกหนีปัญหาได้แม้กลับถึงบ้าน ทั้งการโพสต์ข้อความด่าทอหรือเหยียดหยาม การปล่อยข่าวลือ การกีดกันออกจากกลุ่มออนไลน์ ไปจนถึงกรณีที่รุนแรงขึ้น เช่น การคุกคามทางเพศ การแบล็กเมล์ หรือการตัดต่อภาพเพื่อทำให้เสียหาย ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจและความมั่นใจของเด็กในระยะยาว

ความปลอดภัยต้องครอบคลุมมากกว่าการป้องกันความรุนแรง

ด้วยเหตุนี้ กรอบการทำงานของศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ มีการเสนอให้ดูแลความปลอดภัยครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความรุนแรงและการคุกคาม สุขภาวะและสุขภาพจิต ภัยดิจิทัล ภัยจากสังคมและปัจจัยภายนอก รวมถึงภัยพิบัติและอุบัติเหตุทางกายภาพ

“การคุ้มครองความปลอดภัยในโรงเรียน ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการป้องกันอุบัติเหตุหรือการจัดการเมื่อเกิดเหตุรุนแรง แต่ต้องครอบคลุมถึงการคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของทุกคนในสถานศึกษา รวมถึงการมีระบบป้องกันและช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและภัยจากโลกดิจิทัลด้วย” นางสาวจิรัชว์ชยากล่าว

การสร้างสถานศึกษาที่ปลอดภัยจึงไม่ใช่เพียงการกำหนดบทลงโทษเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องทำให้เด็ก รู้ว่าตนเองมีสิทธิ รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร และมั่นใจว่าเมื่อแจ้งปัญหาแล้วจะได้รับการคุ้มครอง

ในมุมมองของสภาผู้บริโภค การคุ้มครองผู้บริโภคในมิติการศึกษาครอบคลุมถึงการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของผู้เรียน เพราะสถานศึกษาควรเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และพัฒนาเด็ก ไม่ใช่พื้นที่ที่เด็กต้องเผชิญกับความรุนแรงหรือการละเมิดสิทธิโดยไม่มีระบบช่วยเหลือที่ชัดเจน

ดังนั้น การผลักดัน “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย” จึงควรนำไปสู่ระบบคุ้มครองที่ทำงานตั้งแต่การป้องกัน รับแจ้งเหตุ ช่วยเหลือ เยียวยา ไปจนถึงการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ที่เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้และเติบโตได้อย่างปลอดภัย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง