
อย. สั่งเพิกถอนทะเบียน “ยาแคปซูลโสมปู่เซิน” หลังพบการปลอมปนยาแผนปัจจุบันอันตราย ขายเกลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์อีกเพียบ สะท้อนช่องโหว่ใหญ่ของระบบคุ้มครองผู้บริโภค
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีคำสั่งเพิกถอนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร “ยาแคปซูลโสมปู่เซิน” เลขทะเบียน G 427/52 หลังผลการตรวจสอบพบการปลอมปนยาแผนปัจจุบัน ได้แก่ ซิลเดนาฟิล (Sildenafil) และ ทาดาลาฟิล (Tadalafil) ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค พบผลิตภัณฑ์อันตรายเหล่านี้ถูกลักลอบจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการที่มีอยู่ยังไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่กระจายได้อย่างแท้จริง
ที่ผ่านมามีการเพิกถอนทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพรอันตรายอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง ที่ถูกเพิกถอนเมื่อกันยายน 2568 แต่กลับพบว่า ผลิตภัณฑ์อันตรายเหล่านี้ถูกลักลอบจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด อย.ได้สั่งเพิกถอนผลิตภัณฑ์สมุนไพร “ยาแคปซูลโสมปู่เซิน” ที่ตรวจพบการปลอมปนยาแผนปัจจุบัน ถือว่าเข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือวัตถุที่ทำเทียมทั้งหมดหรือบางส่วน จึงเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภคและเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม ตามมาตรา 58 (1) ตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ.2562
ไร้ระบบเรียกคืนสินค้า ผู้บริโภคเสี่ยงภัยโดยไม่รู้ตัว
สำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรอันตรายเหล่านี้ยังมีการลักลอบจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ การขาดระบบเรียกคืนสินค้าที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะสามารถดึงสินค้าที่ไม่ปลอดภัยออกจากมือผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที รวมถึงบทลงโทษที่ถูกบังคับใช้นั้น น้อยเกินกว่าจะทำให้ผู้ประกอบการเกรงกลัวต่อกฎหมาย และกระทำผิดซ้ำ ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว เพราะสินค้าอันตรายอาจกระจายไปแล้ว แต่ไร้กลไกแจ้งเตือนหรือเยียวยาอย่างเป็นระบบ
สถานการณ์ที่สินค้าปลอมและอาหารไม่ปลอดภัยยังคงแพร่ระบาดหนักบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของการบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ สภาผู้บริโภค จึงได้เสนอให้มีการแก้ไข พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยมุ่งปิดช่องโหว่เชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือ เสนอให้ อย. ต้องจัดทำ “แผนพัฒนาความปลอดภัยการบริโภคอาหาร” ที่ชัดเจน ครอบคลุมระบบเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และการนำสินค้าไม่ปลอดภัยออกจากตลาดอย่างเป็นระบบ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อสินค้าที่อยู่ภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าสินค้านั้นจะเป็นของแท้ ของปลอม หรือสินค้าเลียนแบบ
นอกจากนี้ หากตรวจพบว่าอาหารหรือผลิตภัณฑ์ไม่ปลอดภัย ผู้ประกอบการต้องมีหน้าที่ เรียกคืนสินค้าออกจากตลาดทันที พร้อมแจ้งเตือนผู้บริโภคในวงกว้าง และต้องคืนทั้งค่าสินค้าและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งคืนทั้งหมด เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดของผู้ผลิตกลายเป็นภาระของผู้บริโภค และเพื่อให้การชดเชยเยียวยาเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมและเป็นระบบ
บทลงโทษต่ำ ต้นทุนความผิดถูกกว่ากำไรที่ได้
นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคเสนอให้ยกระดับบทลงโทษให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในปัจจุบัน โดยเฉพาะการจำหน่ายและโฆษณาผลิตภัณฑ์อันตรายในโลกออนไลน์ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง แต่กลับมีต้นทุนความเสี่ยงทางกฎหมายต่ำเมื่อเทียบกับผลกำไรที่ได้รับ
สภาผู้บริโภคเห็นว่า บทลงโทษตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังไม่เพียงพอและไม่สัดส่วนกับมูลค่าความเสียหายที่ผู้บริโภคต้องเผชิญ จึงเสนอให้มีการเพิ่มโทษทั้งในส่วนของ โทษจำคุกและโทษปรับ ให้เหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำผิด รวมถึงเพิ่มมาตรการ พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต สำหรับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อไม่ให้สามารถกลับมากระทำผิดซ้ำได้โดยง่าย
การเพิ่มบทลงโทษดังกล่าว ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อการลงโทษเท่านั้น แต่เพื่อให้ผู้กระทำผิด รับรู้ถึงความเสี่ยงและผลกระทบที่แท้จริง จากการละเมิดกฎหมาย ซึ่งจะช่วยยับยั้งพฤติกรรมการเอาเปรียบผู้บริโภคในระยะยาว ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบมากขึ้น ตั้งแต่กระบวนการผลิต การโฆษณา ไปจนถึงการจำหน่ายสินค้า
ท้ายที่สุด หากยังปล่อยให้บทลงโทษตามกฎหมายล้าหลังและไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ผู้บริโภคจะยังคงเป็นฝ่ายแบกรับความเสี่ยง ขณะที่ผู้กระทำผิดยังคงสามารถหาประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมายได้ต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภค ได้เสนอให้มีการแก้ไข พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 อย่างเป็นทางการ โดยยกระดับเป็น นโยบายสำคัญที่ฝากความหวังไว้กับทุกพรรคการเมือง ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อปฏิรูปมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยให้เท่าทันความเสี่ยงในยุคดิจิทัล
จากเวทีดังกล่าว ทุกพรรคการเมืองต่างแสดงท่าทีขานรับนโยบาย โดยเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการอุดช่องโหว่การคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้บริโภคความคาดหวังว่า ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล เสียงของผู้บริโภคจะต้องไม่ถูกทิ้งไว้หลังวันเลือกตั้ง แต่ต้องถูกแปลงให้เป็นนโยบายสาธารณะที่นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายและการบังคับใช้ที่เกิดผลจริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



