| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภครับหนังสือด่วนจาก สคบ. เร่งยกระดับมาตรการเตือนภัยถุงลมนิรภัยทาคาตะ หลังพบรถที่ยังไม่ได้เปลี่ยนประมาณ 490,000 คัน เสนอใช้มาตรการทางปกครองขั้นเด็ดขาด ไม่ให้ต่อภาษี พร้อมกวาดล้างอะไหล่มือสองที่มีความเสี่ยง
จากเหตุการณ์สะเทือนใจกรณีถุงลมนิรภัยยี่ห้อ “ทาคาตะ” (Takata) ระเบิดจนทำให้ผู้ขับขี่เสียชีวิต เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ล่าสุดสภาผู้บริโภคได้รับหนังสือด่วนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แจ้งความคืบหน้าการยกระดับมาตรการเรียกคืน (Recall) ชุดสร้างแรงดันถุงลมนิรภัยยี่ห้อ “ทาคาตะ” หลังเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตเป็นรายที่ 5 ในประเทศไทย พร้อมเสนอใช้มาตรการทางปกครอง ไม่เปลี่ยนถุงลม งดต่อภาษี ปัจจุบัน มีรถยนต์อีกประมาณ 490,000 คัน ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขและมีความเสี่ยง จำเป็นต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน
ภัทรกร ทีปบุญรัตน์ รองหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีรถยนต์ในประเทศไทยที่ไม่ได้เปลี่ยนถุงลมนิรภัยทาคาตะอีกประมาณ 490,000 คัน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และมาตรการแจ้งเตือนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จึงเสนอให้ยกระดับมาตรการจากการแจ้งเตือนเป็นการบังคับใช้ทางกฎหมาย
ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบก จะดำเนินการประทับตราอักษรสีแดงในเอกสารการต่อภาษีรถยนต์ว่ายังไม่ได้เปลี่ยนถุงลมนิรภัยทาคาตะ แต่ยังไม่มีการติดตามผลอย่างจริงจัง ดังนั้นควรใช้มาตรการทางปกครองที่เข้มข้นขึ้น ได้แก่ การงดต่อภาษีรถยนต์สำหรับรถที่ยังไม่ได้เปลี่ยนถุงลม และการพิจารณามาตรการห้ามขับขี่ หากตรวจพบเลขตัวถังอยู่ในฐานข้อมูลรถที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้กรมการขนส่งทางบกเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลเจ้าของรถที่มีการเปลี่ยนมือหลายทอด เช่น รถมือสอง มือสาม หรือมือสี่ ได้ครบถ้วนมากที่สุด จึงควรนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการบังคับใช้มาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ จะเสนอให้คณะกรรมการความปลอดภัยของสินค้า สคบ. ใช้อำนาจตามกฎหมายออกคำสั่งเรียกคืนรถยนต์รุ่นที่มีปัญหาทั้งหมดให้เข้ารับบริการในศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ แทนการขอความร่วมมือเพียงอย่างเดียว เพื่อให้เกิดผลบังคับใช้ทางกฎหมายอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ควรมีมาตรการควบคุมและกำจัดอะไหล่มือสอง เนื่องจากที่ผ่านมา พบการนำอะไหล่ถุงลมนิรภัยทาคาตะที่เสื่อมสภาพกลับมาจำหน่ายในตลาด ซึ่งมีกรณีตัวอย่างการฟ้องร้องในศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ผู้บริโภคเสียชีวิตจากการที่อู่ซ่อมนำอะไหล่ถุงลมทาคาตะมือสองมาติดตั้งหลังเกิดอุบัติเหตุ จึงจำเป็นต้องเร่งกวาดล้างและกำจัดอะไหล่เหล่านี้ออกจากระบบ เพื่อป้องกันการนำกลับมาใช้ซ้ำ
รวมทั้ง ควรเร่งประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุมทุกช่องทาง เนื่องจากจำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศไทยมีถึง 5 และล่าสุดยังมีการรายงานผู้เสียชีวิตรายแรกในประเทศสิงคโปร์ ทำให้การสื่อสารจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงสื่อออนไลน์หรือเฟซบุ๊กเท่านั้น แต่ควรร่วมมือกลไกเครือข่ายสภาผู้บริโภคทั่วประเทศร่วมกระตุ้นให้เจ้าของรถตระหนักถึงความเสี่ยง โดยเฉพาะรถที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ถือเป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง
“ปัญหาสำคัญคือผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มลืมเลือนภัยเงียบนี้ไปตามกาลเวลา และแสดงความประหลาดใจทุกครั้งที่มีรายงานผู้เสียชีวิต ทั้งที่ความจริงแล้ววิกฤตถุงลมทาคาตะนี้ยืดเยื้อมานานหลายปีและคร่าชีวิตคนในประเทศไทยไปแล้วถึง 5 ราย สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการประชาสัมพันธ์ในปัจจุบันยังไม่ทั่วถึงพอ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะติดตามข่าวสารผ่านทางเฟซบุ๊ก หรือสื่อหลักได้ตลอดเวลา ประกอบกับกลุ่มรถยนต์มือสอง มือสาม หรือมือสี่ ที่เปลี่ยนมือไปหลายทอด จึงตกหล่นจากระบบการแจ้งเตือนของบริษัทรถยนต์ที่ไม่มีข้อมูลเจ้าของปัจจุบัน ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ใช้รถที่มีความเสี่ยงสูงเสมือนมีวัตถุระเบิดติดตัวอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว” ภัทรกร กล่าว
ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงระบบการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำระบบแจ้งเตือน การจัดส่งหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการไปยังเจ้าของรถ พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนถุงลมนิรภัยไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดจนการจัดกิจกรรมภาคสนามเพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกมาปรับปรุงการสื่อสาร และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก รวมถึงรายการ “1 นาทีกับ กปถ.” เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสาร
นอกจากนี้ สคบ. อยู่ระหว่างพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนมาตรการเรียกคืนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อินฟลูเอนเซอร์ และขอความร่วมมือสภาผู้บริโภคในการเป็นกลไกร่วมเผยแพร่ชุดความรู้เพื่อแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชน
สำหรับกรณีผู้เสียชีวิตรายล่าสุด สคบ. ได้เร่งประสานงานกับบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ารถคันดังกล่าวเคยได้รับหนังสือแจ้งเตือนทางไปรษณีย์ถึง 3 ครั้ง ในช่วงปี 2564 2565 และ 2567 แต่ผู้ครอบครองไม่ได้นำรถเข้ารับการแก้ไข
ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ว่ารถยนต์ที่ใช้งานอยู่ในกลุ่มที่ต้องเปลี่ยนถุงลมนิรภัยหรือไม่ ผ่านเว็บไซต์ www.checkairbag.com โดยหากพบว่ารถเข้าข่าย สามารถติดต่อศูนย์บริการหรือคอลเซนเตอร์ของแต่ละบริษัทเพื่อนัดหมายเข้ารับบริการเปลี่ยนชิ้นส่วนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากพบว่าถูกเรียกเก็บเงิน หรือไม่สามารถเข้ารับบริการได้ สามารถร้องเรียนได้ผ่านเว็บไซต์สภาผู้บริโภค



